bg-single

ทำไมต้องอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ : จากกรณีพิพาทอินโดจีน 2483 สู่ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา 2568 (จบ)

28.08.2025

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

ทำไมต้องอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

: จากกรณีพิพาทอินโดจีน 2483

สู่ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา 2568 (จบ)

ก่อนการชุมนุม “กลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย” เมื่อ 28 มิถุนายน 2568 ณ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มีการยกเหตุการณ์กรณีพิพาทอินโดจีนขึ้นมาเพื่อสร้างความเชื่อมโยงกันทางความหมายระหว่างเหตุการณ์เมื่อ พ.ศ.2483 กับการชุมนุม พ.ศ.2568 และในหลายสื่อที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มแกนนำต่างพูดถึงประวัติการก่อสร้างของอนุสาวรีย์แห่งนี้เพื่อตอกย้ำความหมายของการเลือกสถานที่ชุมนุม

แม้พื้นที่พิพาท พ.ศ.2483 และ 2568 จะดูทับซ้อนเชื่อมโยงกัน จนแกนนำอาจเชื่อว่าอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิคือพื้นที่เหมาะสมที่สุดทั้งในมิติทางประวัติศาสตร์และนัยยะทางสัญลักษณ์ แต่หากมองลึกลงไปในรายละเอียดแล้ว จะพบว่าทั้งสองเหตุการณ์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

กรณีพิพาทอินโดจีน คู่ขัดแย้งคือฝรั่งเศส ประเด็นนี้ทุกคนทราบดีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ไม่ค่อยมีใครสนใจนัก นั่นก็คือ ณ ช่วงเวลานั้น รัฐไทยมีทัศนะต่อคนกัมพูชาอย่างไร (ซึ่งจะกลายมาเป็นคู่ขัดแย้งของไทยในปี 2568)

ภาพการชุมนุมของกลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย ณ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ 2 สิงหาคม 2568

ที่มา : เพจ Khaosod – ข่าวสด

จอมพล ป.พิบูลสงคราม เขียนคำนำลงในหนังสือชื่อ “การปกครองแคว้นลาว และแคว้นเขมร ของฝรั่งเศส” ตีพิมพ์ปี พ.ศ.2484 ซึ่งสะท้อนทัศนะของรัฐไทยไว้อย่างชัดเจน ดังนี้

“…เรื่องการปกครองแคว้นลาวและแคว้นเขมรนี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับประเทศชาติของเราโดยตรง…ตั้งแต่ฝรั่งเศสใช้อำนาจบังคับเอาแคว้นทั้ง ๒ นั้นไป แล้วก็มิได้จัดการปกครองให้พี่น้องของเราได้รับความสุขความเจริญเลย มุ่งแต่จะทำลายอิสรภาพเสรีภาพ…จนพี่น้องของเราต้องมีชีวิตอยู่อย่างแร้นแค้น…ถ้าพี่น้องเหล่านั้นซึ่งเป็นชาติเดียวกับเรา ได้ปกครองตนเองร่วมกับเรา ก็คงจะมีความสุขความเจริญอย่างเดียวกับเรา…ประเทศชาติที่จะเจริญรุ่งเรืองได้นั้น ต้องอาศัยชนชาตินั้นเองปกครอง และช่วยกันสร้างชาติของตน จะหวังให้ต่างชาติปกครองหรือสร้างให้นั้นหาได้ไม่…”

กัมพูชา (รวมถึงลาว) คือพี่น้องร่วมชาติกับไทยเรา และการสู้รบในครั้งนั้นก็คือการปลดปล่อยเพื่อนร่วมชาติออกจากการปกครองที่กดขี่ข่มเหงของเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส

แน่นอน การอธิบายข้างต้นของรัฐไทยตั้งอยู่บนทัศนะของเจ้าอาณานิคมอีกรูปแบบหนึ่ง (ผสมกับอุดมการณ์ชาตินิยมแบบเชื้อชาตินิยม) ที่ต้องการยึดกัมพูชามาเป็นส่วนหนึ่งของไทยเช่นกัน ซึ่งส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับคำอธิบายของ จอมพล ป.แต่อย่างใดนะครับ

เพียงแต่ที่ยกมาเพื่อจะชี้ให้เห็นความย้อนแย้งเมื่อย้อนกลับมาดูความขัดแย้งกับกัมพูชา ณ ปัจจุบัน ตลอดจนเหตุผลที่แกนนำเลือกอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเป็นที่ชุมนุม

ภาพการชุมนุมขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกฯ ณ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ 4 สิงหาคม 2568

ที่มา : เพจ มติชน

คู่ขัดแย้ง พ.ศ.2568 คือกัมพูชา และตลอดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมาหลายเดือน เราจะเห็นทัศนะดูถูกและเหยียดคนกัมพูชาในหลากหลายรูปแบบถูกปล่อยออกมาในสื่อต่างๆ มากมายทั้งที่เกี่ยวข้องกับรัฐและแบบที่เป็นไปเองโดยคนทั่วไป จนคนกัมพูชาแทบจะกลายเป็นมนุษย์คนละสายพันธุ์ที่ทั้งน่ารังเกียจ ไร้รสนิยม ไร้เหตุผล และแตกต่างจากคนไทยอย่างสิ้นเชิง จนไม่มีทางเลยที่เรา (ไทย-กัมพูชา) จะเป็นพี่น้องร่วมกันได้โดยเด็ดขาด

ทั้งๆ ที่รัฐไทยเมื่อ 80 ปีที่ผ่านมา ยังปลูกฝังให้คนไทยมองคนกัมพูชาว่าคือพี่น้องร่วมชาติอยู่เลย (แน่นอน ผมไม่ลืมและตระหนักดีว่า หากมองไปยังสื่อภายในของกัมพูชาเองก็จะพบลักษณะแบบเดียวกัน คือทั้งโจมตีและด่าทอคนไทยว่าเป็นโจรสยาม เอารัดเอาเปรียบ รุกรานดินแดน ฯลฯ)

ประเด็นของผมก็คือ การปลุกระดมแนวคิดชาตินิยมสุดโต่งจนไม่คำนึงถึงชีวิตผู้คน ไม่ว่าจะในรูปแบบไหนและไม่ว่าจะมาจากฟากฝั่งใด มันไม่ได้มีแก่นสารแท้จริงให้เรายึดถือเป็นสรณะได้เลยต่างหาก

วันหนึ่งเราสร้างสงครามขึ้นมาด้วยข้ออ้างว่าจะเข้าไปปลดแอกเขมรที่เป็นเพื่อนร่วมชาติของเรามาแต่เก่าก่อน แต่มาวันนี้ทุกอย่างกลับตาลปัตร เขมรคือศัตรูของชาติ เป็นกลุ่มคนคนละพวก ที่ต้องทำสงครามสั่งสอน ทั้งหมดเพียงเพราะความขัดแย้งเรื่องพรมแดนซึ่งเป็นสิ่งสมมุติของรัฐสมัยใหม่อันเป็นกับดักทางความคิดที่ตกค้างมาจากยุคอาณานิคม

กรณี้นี้ ทำให้นึกถึงนิยายคลาสสิคของ George Orwell เรื่อง 1984 โดย Orwell เข้าใจดีว่ารัฐสมัยใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐเผด็จการอำนาจนิยม จำเป็นต้องสร้าง “ศัตรูของชาติ” ขึ้นมาตลอดเวลา

และที่สำคัญคือ ศัตรูตัวนี้รัฐสามารถสร้างขึ้นได้ตามอำเภอใจ ด้วยการปลุกระดมความคิดของคนหมู่มากโดยอาศัยกลไกการโฆษณาชวนเชื่อ

บางช่วงเวลาศัตรูตัวนี้คือมหามิตร แต่อีกสักพักก็อาจกลับไปเป็นศัตรูได้อีกเสมอ

ซึ่งรัฐไทยและรัฐกัมพูชา ณ ปัจจุบัน ก็ดูเสมือนว่ากำลังแสดงบทบาทนี้อย่างเอาจริงเอาจังกันทั้งสองประเทศ

อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ก็เป็นหนึ่งในหลักฐานที่สะท้อนความยอกย้อนนี้ ตัวมันถูกสร้างขึ้นเพื่อฉลองชัยชนะของไทยเหนือฝรั่งเศสภายใต้ทัศนะของรัฐไทยที่มีต่อกัมพูชาแบบหนึ่ง ในขณะที่การชุมนุมล่าสุดกลับยืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับทัศนะของรัฐไทยเมื่อ พ.ศ.2483 อย่างสุดขั้ว

สิ่งนี้คือพลังอันน่ากลัวของการปลุกเร้าแนวคิดชาตินิยมสุดโต่งที่ทำให้ตาเราพร่าเลือนจนไม่สามารถแยกแยะได้อย่างชัดเจนว่าอะไรผิดและอะไรถูก

อีกประเด็นที่อยากกล่าวถึงคือ อนุสาวรีย์แห่งนี้ถูก “รื้อ-สร้าง” ความหมายอยู่ตลอดเวลา โดยความหมายที่หลงเหลืออยู่ ณ ปัจจุบัน เป็นเพียงความคลุมเครือทางประวัติศาสตร์และความทรงจำ เป็นเพียงอนุสรณ์สถานที่รำลึกถึงทหารไทยผู้กล้าที่สละชีวิตเพื่อชาติไทยแบบรวมๆ

ความทรงจำเหมารวมดังกล่าวทำให้นับตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 2540 เป็นต้นมา ภายใต้ “ความขัดแย้งเหลือง-แดง” ฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และ กปปส. จึงเริ่มต้นเลือกอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเป็นพื้นที่ชุมนุมมากขึ้น เพราะอนุสาวรีย์นี้คือ สัญญะของทหาร ซึ่งกลุ่มผู้ชุมนุมพยายามอย่างยิ่งที่จะเรียกให้ออกมาทำรัฐประหารเพื่อขับไล่รัฐบาล ซึ่งทำให้การเลือกชุมนุม ณ พื้นที่นี้มีนัยยะเชื่อมโยงกันอยู่

ครั้งที่น่าสนใจคือ การชุมนุมเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2557 แกนนำ กปปส. จัดชุมนุมที่นี่และเปิดตัว “หุ่นชายชุดดำ” โดยหุ่นดังกล่าวผู้ชุมนุมใช้เป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มคนที่เข้ามาทำร้ายผู้ชุมนุม และการนำมาตั้งที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิก็เพื่อให้ดวงวิญญาณของทหาร 4 เหล่าทัพ จัดการทำลายให้ชายชุดดำและระบอบทักษิณตายไปจากประเทศไทย และขอให้ดวงวิญญาณคุ้มครองมวลมหาประชาชนให้ปลอดภัย (อ้างถึงใน https://www.posttoday.com/politics/275409)

แต่ดังที่กล่าวไปแล้วว่า กระแส “ทหารนิยม” ณ ตอนนั้น มีลักษณะเป็น “ทหารพระราชา” ภายใต้อุดมการณ์ “ราชาชาตินิยม” แต่การชุมนุมล่าสุดมีลักษณะ “ทหารนิยม” ที่มิได้ยึดโยงมากนักกับ “ราชาชาตินิยม” ทำให้มีคุณลักษณะบางอย่างต่างกัน

และนั่นอาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้การชุมนุมระลอกนี้เลือกที่จะเริ่มต้นโดยตรงที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ (มิใช่เป็นเพียงเวทีย่อยเหมือนในอดีต)

พื้นที่นี้ถูกเลือกเป็นเวทีชุมนุมหลักมาแล้ว 2 ครั้ง และที่น่าสนใจคือ หลังจากนั้นไม่นาน ในวันที่ 4 สิงหาคม 2568 องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกฯ ได้จัดกิจกรรมชุมนุมรวมพลังปกป้องแผ่นดิน ณ พื้นที่นี้อีกครั้ง ภายในงานมีการกล่าวสดุดีนักรบผู้กล้าทั้งหลายที่เสียสละเลือดเนื้อและชีวิตปกป้องเอกราชและอธิปไตยของชาติ ตลอดจนประชาชนที่เสียชีวิตจากสถานการณ์การสู้รบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

ยังไม่นับรวมเหตุการณ์แปลกๆ ที่มีคนปีนขึ้นไปอยู่บนอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเมื่อ 15 สิงหาคม 2568 ที่แม้จะไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับประเด็นการเมือง แต่เหตุการณ์ประหลาดประเภทนี้ก็สะท้อนความสำคัญของอนุสาวรีย์ได้พอสมควร เพราะการปีนลักษณะนี้เป้าหมายหลักคือการเรียกร้องความสนใจจากสาธารณชน

ดังนั้น ผู้ก่อเหตุจึงมักเลือกสิ่งที่เป็นแลนด์มาร์กที่อยู่ในกระแสสังคม ซึ่งในอดีต มักเกิดกับอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมากกว่า โดยไม่เคยเลยที่จะเกิดที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

ทั้งหมดชี้ให้เห็นว่าพื้นที่นี้กำลังถูกยกระดับความสำคัญมากขึ้นในการรับรู้ของสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเริ่มก้าวขึ้นมาเป็นพื้นที่สำคัญในการชุมนุมทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม แกนนำผู้ชุมนุมในเวลาต่อมาได้ตัดสินใจจัดการชุมนุมอีกครั้งที่หน้ารัฐสภาแทนเมื่อ 21 สิงหาคม 2568 ซึ่งน่าสนใจว่า กรณีนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนที่จะไม่ย้อนกลับไปชุมนุมที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิอีกต่อไปแล้วหรือไม่ ซึ่งจะทำให้ความหมายของอนุสาวรีย์ไม่ถูกยกระดับความสำคัญมากขึ้นไปกว่าที่เป็นอยู่

ทั้งหมดนี้เราคงต้องตามดูกันต่อไปในอนาคต



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน