bg-single

ข่าวเปรียบเสมือนร่างแรก ของประวัติศาสตร์

03.09.2025

ตุลวิภาคพจนกิจ | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

ข่าวเปรียบเสมือนร่างแรก

ของประวัติศาสตร์

อาทิตย์ที่แล้วผมได้ยินประโยคทองจากปากของผู้สร้างรายการแสดงอังกฤษจากสำนักข่าวบีบีซี ประโยคนั้นคือ “ข่าวเปรียบเสมือนร่างแรกของประวัติศาสตร์”

ที่มาของวรรคทองนั้นมาจากการให้สัมภาษณ์ของ Philip L. Graham อดีตนักหนังสือพิมพ์ของวอชิงตันโพสต์ ที่ให้แก่นิตยสารนิวส์วีกในกรุงลอนดอนในปี 1963

แต่คนแรกจริงๆ ที่เอ่ยประโยคทองนี้ก่อน ได้แก่ นักหนังสือพิมพ์นามอลัน บาร์ธ ( Alan Barth) ที่พูดทำนองคล้ายๆ กันในบทวิจารณ์หนังสือในนิตยสารนิวรีพับลิกในปี 1943 เขาเขียนว่า : “ข่าวเป็นเพียงร่างแรกของประวัติศาสตร์เท่านั้น (“News is only the first rough draft of history.”)

นับแต่นั้นมาประโยคว่า “Journalism is the first rough draft of history” ก็ถูกอ้างและนำไปใช้อย่างทั่วไป

ระยะหลังนี้ผมเริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงในตัวที่มีต่อข่าวสารและวิธีการเสนอผ่านช่องทางสื่อมวลชนหลากหลายชนิด ที่มาพร้อมกับการปฏิวัติเทคโนโลยีของข้อมูลข่าวสาร

ไม่ใช่เพียงเรื่องของเวลาที่ข่าวและข้อมูลมาถึงเราผู้รับและใช้อย่างรวดเร็วอย่างไม่มีอะไรขวางกั้นได้ (นอกจากการปิดหรือทำลายอินเตอร์เน็ต) ปริมาณของข้อมูลข่าวสารก็แพร่หลายมาถึงเราอย่างท่วมท้น ทั้งหมดเหมือนกับให้เสรีภาพแก่เราในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร

แต่สิ่งที่ผมรู้สึกว่าอะไรบางอย่างในสังคมกำลังถูกเปลี่ยนไปด้วยก็คือ คุณลักษณะอันเป็นของเฉพาะตัวของข่าวสารหรือข้อมูลด้วยก็ได้ที่กำลังถูกท้าทาย

มันคือความจริงหรือสัจธรรม

ผมชอบอ่านหนังสือพิมพ์ตั้งแต่ตอนเป็นนักเรียนประถม จำได้ว่าพออ่านหนังสือได้รู้ความหมายและต่อมาเนื้อเรื่องที่ยาวและหลายชั้นมากขึ้น ยิ่งทำให้การอ่านข่าวกลายเป็นห้องเรียนนอกสถานที่ไปโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเข้าใจหรือรู้เรื่องทั้งหมดตามที่ข่าวรายงานหรือไม่ผมไม่สนใจ

ที่ตื่นเต้นและติดตาคือข่าวเหล่านั้นสร้างความรู้สึกใหม่ที่มีต่อโลกภายนอก ซึ่งอยู่ห่างไกลจากอำเภอที่เราอยู่อย่างไม่อาจวัดได้

ประการต่อมาคือสร้างความจริงที่เราไม่อาจเห็นได้ด้วยตา

จากนั้นมาบทบาทและอิทธิพลของสื่อมวลชนก็เปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อมทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนมากนักคือ การเล่าความจริงของเรื่องราวที่อยู่ไกลสุดสายตาเรา

แนวการพรรณนาก็ดำเนินไปอย่างเรียบง่ายเพื่อให้สรุปได้หลังจากอ่านจบ พูดอย่างติดทฤษฎีนิดๆ ก็คือข่าวมีโครงสร้างของมัน ทุกเรื่องมีผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ พร้อมด้วยมูลเหตุชัดเจน

และสุดท้ายที่ขาดไม่ได้คือ ต้องมีคนถูกและคนผิด หรือต่อมากลายเป็นคนดีและคนเลว

แค่นี้ก็เดาได้ว่า หมายความว่าสื่อมวลชนนั้นจริงๆ แล้วทำหน้าที่เหมือนเป็นกระจกเงาของผู้อ่านหรือประชาชนในสังคมนั้น

ทั้งหมดนั้นบัดนี้ได้เปลี่ยนแปลงสถานะและอัตลักษณ์ระหว่างผู้ให้ข่าวกับผู้รับข่าวไป

ผมคิดว่ากระแสการเปลี่ยนแปลงในข่าวสารสื่อมวลชนที่ทำลายโครงสร้างข่าวแบบเดิมลงไปแทบหมดสิ้นเกิดขึ้นในสหรัฐ

โดยเฉพาะหลังจากการเข้าครองทำเนียบขาวโดยนายโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งพรรครีพับลิกัน

นับแต่วันแรกๆ ของการเป็นประธานาธิบดี ทรัมป์ประกาศจุดยืนเรื่องข่าวสารของเขาอย่างชัดเจน นั่นคือ สื่อมวลชนโดยเฉพาะสำนักข่าวมีชื่ออย่างนิวยอร์กไทมส์ วอชิงตันโพสต์ และอื่นๆ ซึ่งสถาปนาขึ้นในสังคมอเมริกันอย่างหนักแน่นและมั่นคง ว่าเป็น “ศัตรูของคนอเมริกัน”

ตอนนั้นผมและคนอีกไม่น้อยเชื่อว่าคงเป็นการหาเสียงและพูดอย่างคะนองปากอันเป็นบุคลิกประจำตัวของเขาที่รู้จักกันดี หลังจากพลั้งปากไปแล้วก็ค่อยหาทางเลี่ยงหรือตอบโต้อย่างหน้าด้านๆ เอาสีข้างเข้าถูไปเรื่อยๆ

แต่กรณีของโดนัลด์ ทรัมป์ นอกจากพูดแล้ว ที่สร้างปัญหาให้แก่ข่าวสารปัจจุบันคือ ที่เขาพูดได้มากกว่าคนอื่นทั้งๆ ที่ไม่มีข้อมูลหลักฐานที่น่าเชื่อถือได้ก็เพราะเขายึดอำนาจรัฐไว้ในมือได้อย่างแทบเบ็ดเสร็จ

ทรัมป์เชื่อในหลักคิดเก่าที่ว่า “อำนาจบันดาลความนิยม” (กุหลาบ สายประดิษฐ์ “มนุษยภาพ”) เชื่อว่าด้วยอำนาจและทุน เขาจะบันดาลความจริงใหม่ขึ้นมาได้

ในวาระแรกเขายังห่างไกลการยึดอำนาจอย่างสมบูรณ์เพราะสภาผู้แทนราษฎรตกอยู่ในมือของพรรคเดโมแครต

แต่ในวาระสมัยที่สองของการเป็นประธานาธิบดี เขาได้ครองอำนาจรัฐไว้อย่างสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์การเมืองอเมริกัน

นั่นคือ พรรครีพับลิกันยึดเสียงข้างมากได้ทั้งสองสภา คือ สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา

ทั้งยังยึดเสียงข้างมากในศาลสูงสุดแห่งสหรัฐได้อีกด้วยจากการแต่งตั้งผู้พิพากษาศาลสูงที่เป็นอนุรักษนิยมและเอียงขวาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

องค์ประกอบของการสร้างความจริงในยุคดิจิทัลจึงสมบูรณ์ นับแต่นั้นมาสหรัฐก็เดินเข้าสู่สังคมข่าวที่ความจริงมาจากการบันดาลโดยอำนาจ

ทรัมป์โพสต์ข่าวและความเห็นอย่างไม่อิงธรรมเนียมและมารยาททางสังคมใดๆ ทั้งสิ้นโดยตัวเขาเองทุกวัน วันละหลายครั้ง

จนโฆษกของทำเนียบขาวและรัฐบาลนั้นเป็นสิ่งล้นเกินที่ไร้ความหมาย

ทั้งหมดนั้นทำให้สถานะของข่าวเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างคิดไม่ถึง ที่สำคัญคือความจริง บัดนี้ไม่ต้องรอให้เกิดสงคราม ถึงจะทำให้ความจริงมีปัญหา การมาถึงของโซเชียลมีเดียและการกุมอำนาจรัฐในมือไว้ด้วยกัน ทำให้อุดมการณ์ของชนชั้นปกครองสามารถแทรกซึมผ่านการผลิตข่าวได้มากและไม่ต้องขัดเกลาจากความลักลั่นและแตกต่างของคนหลากหลายกลุ่มในประเทศได้ ทำให้ความซื่อตรงที่เป็นอีกเงื่อนไขของความจริงหมดความหมายไปโดยปริยาย

ที่ผ่านมาเรามักเห็นในประเทศเผด็จการแบบต่างๆ ที่อาศัยอำนาจรัฐไปจัดการทำให้คนส่วนใหญ่สงบปากสงบคำหากไม่ต้องการถูกจับกุมหรือเก็บ แต่ในยุคดิจิทัล ได้กลายเป็นเครื่องมือส่วนตัวของผู้นำอำนาจนิยมที่ทรงพลังยิ่ง ทำให้เกิดสภาวะใหม่ที่ระบบการปกครองก็ยังเป็นประชาธิปไตยได้ ในขณะที่การผลิตสร้างความจริงที่เป็นของรัฐก็ดำเนินไปอย่างเต็มที่

กระทั่งอาจพูดได้ว่า การยึดกุมสื่อดิจิทัลและใช้อย่างมีประสิทธิภาพก็เพียงพอที่จะทำให้ความจริงกลายเป็นเหยื่อรายแรกของสื่อมวลชนยุคดิจิทัลได้เหมือนกัน

ตัวอย่างของผู้กุมอำนาจรัฐและใช้โซเชียลมีเดียเป็นอาวุธทรงพลังขณะนี้ที่แสดงบทอย่างเต็มที่ ได้แก่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับประธานาธิบดีเบนจามิน เนทันยาฮู ซึ่งอยู่ในค่ายรวบอำนาจเบ็ดเสร็จแต่มีประชาธิปไตย

นอกนั้นเป็นประเทศและระบอบอำนาจนิยมแบบแก่ไปถึงอ่อนที่มีประชาธิปไตยจำแลง เช่น รัสเซีย จีน ที่เป็นรัฐใหญ่และมีอำนาจสะเทือนโลกได้ ที่ยังใช้วิธีจัดการสื่อมวลชนแบบดั้งเดิมคือทุบด้วยกระบอง

ในระบอบแบบนี้ไม่มีอะไรให้ถกเถียงและต่อยอดเพราะความจริงถูกแช่แข็ง

ตรงกันข้ามกับระบอบและประเทศอย่างสหรัฐและอิสราเอล ที่ข่าวสารกลายเป็นการเมืองที่ห้ำหั่นกันอย่างหนักหน่วงระหว่างฝ่ายรัฐกับฝ่ายตรงข้ามคือภาคประชาสังคม ทั้งในและนอกประเทศตนเอง

เอาที่อิสราเอลก่อน ทุกวันนี้ผมต้องเซ็นเซอร์ตัวเองจากรายงานข่าวโดยเฉพาะสำนักข่าวอัลจาซีรา ที่เสนอรายงานข่าวอย่างสดๆ ต้องรีบปิดหรือเปลี่ยนช่องเมื่อภาพเด็กเหลือแต่โครงกระดูกกำลังจะตายด้วยการขาดอาหารต่อหน้าแม่ฉายขึ้นมา

ไม่ต้องพูดว่านอกจากสำนักนี้แล้ว สำนักข่าวอื่นๆ ในตะวันตกที่ยึดหลักว่าข่าวคือความจริงหรือสัจธรรม ยังต้องเบามือในการเสนอข่าวความรุนแรงที่เป็นจริงในกาซา

การทำข่าวและการดูข่าวปัจจุบันนี้จึงเหมือนการทำแบบฝึกหัดว่าด้วยความจริงในสนามข่าวคืออะไร ไม่มีข่าวไหนที่เสนอความจริงที่จริงแท้อันเดียว หากแต่มันผสมกลมกลืนไปด้วยเฉดสีของความจริงที่หนักเบาไปตามสถานการณ์และบรรยากาศทางการเมืองที่ครอบงำมันอยู่

ภายใต้โครงครอบใหญ่ของความจริงในระบบโลกเหยื่อรายแรกๆ ที่คิดไม่ถึงคือองค์การสหประชาชาติ ซึ่งที่ผ่านมาธำรงรักษาฐานะของฝ่ายเป็นกลางไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดมาตลอดและยื่นมือเข้าไปแทรกเพื่อช่วยยุติปัญหาความรุนแรงได้พอสมควร

แน่นอนมีฝ่ายไม่เห็นด้วยกับมติของยูเอ็น แต่ยังไม่มีการประณามหรือต่อต้านอย่างเป็นทางการ นับแต่การบุกยึดยูเครนด้วยกำลังของรัสเซียภายใต้ประธานาธิบดีปูตินจนถึงการถล่มกาซาโดยกำลังทหารอิสราเอลอย่างเต็มที่ คำตัดสินของศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court-ICC) ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยองค์การสหประชาชาติในปี 2002 เพื่อทำหน้าที่พิจารณาผู้กระทำความผิดทางอาญาในฐานะของปัจเจกชนไม่ใช่ผู้นำรัฐ ต่อคดีของประธานาธิบดีปูตินในอาชญากรรมสงครามและการลอบพาเด็กยูเครนออกนอกประเทศอย่างผิดกฎหมาย ต่อหมายจับนี้ปูตินและรัสเซียปฏิเสธและต่อต้าน

เช่นเดียวกับเมื่อศาลอาญาระหว่างประเทศนี้พิจารณาออกหมายจับยังประธานาธิบดีเนทันยาฮูและผู้นำกลุ่มฮามาสในคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และอาชญากรสงคราม

เนทันยาฮูและอิสราเอลก็ปฏิเสธและประณามศาลระดับโลกด้วย

อำนาจดิจิทัลไม่เพียงบันดาลความนิยม หากยังสามารถทำลายระเบียบกฎหมายระหว่างประเทศได้ด้วย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

แกะรอย ประวัติศาสตร์แห่ง ‘อาทิตย์ 3 ดวง’ หรือ ‘Sundogs’ (2)
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 3) เรื่อง ปัญหาบางประการในความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ธำรงศักดิ์โพล เปิดผลสำรวจ ร้อยละ 62.18 ชี้ควรมีการเลือกตั้งผู้ว่าจังหวัดทุกจังหวัดได้แล้ว
“เผ่าภูมิ” ยินดี คลังสานต่อ “Negative Income Tax” ยุคเพื่อไทย พุ่งเป้าช่วยคนจน เสนอเกณฑ์รายได้ต่ำกว่า 6 หมื่น/ปี รับสูงสุด 12,000 บาท/ปี
แตรฝรั่ง (3)
ตามสถิติเอเลียนน่าจะมีจริง แต่…
aespa คั้นชีวิตให้เปรี้ยวเข็ดฟันมากกว่าเดิม ด้วยอัลบั้มชุดใหม่ Lemonade
จาก ‘ทรงวิทย์’ ถึง ‘อุกฤษฎ์’ จาก ‘ศอ.ปชด.’ สู่ ‘ศบค.ชด.’ ‘อนุทิน’ ติดดาบ ‘ผบ.หยอย’ คุม ทุกชายแดน กรำศึกเขมร รอบสุดท้าย
‘โต เลิม’ เยือนไทย : เห็นอะไรในประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม
สุทธิชัย วีรกุลสุนทร ‘เฮียล้าน ลุยต่อ’ ป้องกันแชมป์ ส.ก.จอมทอง สมัย 7 ไม่หวั่นคู่แข่งเจนใหม่
‘บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ’ มองประเทศไทยที่ ‘หยุดนิ่ง’ ‘คนรุ่นหลัง’ จะ ‘ทุกข์ยาก’ กว่านี้
Prachachat Business Awards 2026 เปิดทำเนียบ 5 สุดยอดธุรกิจไทย ‘ฮั่วเซ่งเฮง’ รายได้สูงสุด ปตท.สผ.แชมป์จ่ายภาษี