ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ | หนุ่มเมืองจันท์
วันก่อน อ่านข้อเขียนของ “โจ้” ธนา เธียรอัจฉริยะ ในเพจ “เขียนไว้ให้เธอ”
เขาพาดหัวตัวใหญ่
“ห้ะ”
เป็นประโยคที่ทำให้เห็นภาพตอนที่น้องๆ ฟังคำที่พี่ๆ ใช้แล้วทำตาลอยๆ งงๆ เหมือนฟังภาษามนุษย์ต่างดาว
โลกแต่ละยุคสมัยก็มีศัพท์เฉพาะของตัวเอง
“โจ้” ยกตัวอย่างหลายคำเลยครับ
เช่น คำว่า “องคาพยพ”
ซีอีโอใหญ่บริษัทหนึ่งกำลังปลุกเร้าเรื่องยุทธศาสตร์ขององค์กร
ต้องทำงานเป็นทีม
ต้องเคลื่อนไปทั้งองค์กร
“ต้องไปทั้งองคาพยพ”
น้องรุ่นใหม่ทำหน้างงๆ แต่ไม่มีใครกล้าถาม
กลุ่มหนึ่งคิดว่า “องคาพยพ” คือ หน่วยงานใหม่ขององค์กร
จนพี่ๆ ต้องอธิบายว่า “องคาพยพ” คือ ทุกภาคส่วนขององค์กร ไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก
ผมนึกถึงงานเขียนของตัวเอง
สมัยก่อน ผมถือว่าเป็นคนที่ชอบหยิบศัพท์แสงของวัยรุ่นมาใช้ในข้อเขียน
แต่หยิบมาใช้แบบเหมาะสม
ไม่พยายามใช้จนคนอ่านรู้สึกว่า “ดัดจริต”
ระหว่างที่เอาศัพท์ใหม่ๆ มาใช้ ผมก็ใช้ภาษาเก่าที่ผมคุ้นเคย
จนประมาณ 10 กว่าปีก่อน ผมเปรียบเปรยคนที่มองอะไรใกล้ๆ ว่าเหมือน “ม้าลำปาง”
เป็นสำนวนที่ใช้เป็นประจำ
หลังจาก “มติชนสุดสัปดาห์” ออกไปได้ไม่กี่วัน มีน้องคนหนึ่งหลังไมค์มาถาม
“พี่คะ ม้าลำปางคืออะไรคะ”
เจอคำถามนี้เข้าไป ผมลบคำ “ม้าลำปาง” ออกจากพจนานุกรมการเขียนทันที
จะเลือกใช้เมื่อเจอคนอ่านหรือคนฟังที่เรามั่นใจว่าเขาต้องรู้จักแน่ๆ 55
อีกคำหนึ่ง คือ คำว่า “แสงเฮ้ากวง”
เป็นศัพท์กำลังภายในที่ใช้เป็นประจำ นำมาเปรียบเปรยกับเรื่องราวที่ดูน่าตื่นตาตื่นใจ
คล้ายๆ กับคำว่า “มีสายรุ้งออกจากปาก” ในวันนี้ที่หมายถึงอร่อยมาก
หลังจากที่ผมใช้คำว่า “แสงเฮ้ากวง” ในข้อเขียน
เหมือนเดิมครับ มีน้องคนหนึ่งหลังไมค์มาถามว่าคำนี้หมายความว่าอะไร
…เลิกใช้ครับ
รู้ว่าคำนี้เอาต์แล้ว
ผมอยากให้ข้อเขียนของผม คนอ่านได้หลายรุ่น
ศัพท์สแลงคำไหนที่เฉพาะรุ่นเกินไป ไม่ว่าเก่าหรือใหม่
ผมจะพยายามไม่ใช้
หรือถ้าใช้ก็จะมีการอธิบายขยายความนิดหนึ่ง
แต่ที่ดีที่สุด คือ ถ้ามีคำอื่นให้ใช้
ก็ใช้คำนั้นแทน
“โจ้” ยกอีกหลายๆ คำขึ้นมา เช่น เล่นแชร์
เชื่อไหมครับ เด็กรุ่นใหม่ไม่เข้าใจ
ในขณะที่ผู้ใหญ่ก็ไม่เข้าใจการใช้คำของคนรุ่นใหม่เหมือนกัน
เช่น คำว่า “โลมา”
มีการเล่นเกมใบ้คำ น้องที่เพิ่งเข้ามาทำงานได้คำใบ้ว่า “โลมา”
ถ้าเป็นรุ่นผม ก็ต้องเริ่มต้นหาทางบอกว่าเป็นปลาชนิดหนึ่ง
และบอกบุคลิกของ “โลมา” เช่น ชอบเล่นกับคน ชอบโดดน้ำ ฯลฯ
แต่น้องคนนี้บอกเพื่อนสั้นๆ
“ส่ง…” แล้วทำท่าให้เพื่อนนึกคำต่อไป
เด็กทั้งห้องตะโกนพร้อมกัน
“โลมา”
ครับ คำว่า “ส่งโลมา” คือ คำที่คนรุ่นใหม่คุ้นชินเวลานัดกับเพื่อนแล้วให้เพื่อนส่ง “โลเกชั่น” มา
เขาใช้คำย่อว่า “ส่งโลมา”
แต่เรื่องที่ผมชอบที่สุด คือ เรื่องการเกษียณอายุ
“โจ้” พาน้องๆ หลายคนไปเยี่ยมชมบริษัทแห่งหนึ่ง
ผู้บริหารของบริษัทนี้ก็บอกว่าช่วงนี้จะมีหลายคนที่ทำงานที่นี่มาตั้งแต่เริ่มต้นกำลังจะเกษียณอายุ
และบริษัทนี้อายุประมาณเกือบ 40 ปี
ฟังดูก็ปกติดี
แต่มีน้องคนหนึ่งอายุประมาณ 30 กว่า ฟังแล้วทำท่างงๆ ไม่เข้าใจ
“โจ้” ถามว่าทำไมทำหน้างงๆ
เรื่องนี้แม้จะพอเข้าใจเพราะไม่ตรงกับแนวคิดของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนงานเป็นเรื่องธรรมดา
แต่คำตอบของน้องทำให้เข้าใจคนรุ่นใหม่มากขึ้น
น้องไม่เข้าใจว่าทำไมคนคนหนึ่งจึงทำงานที่เดียวจนเกษียณ
ซึ่งเด็กรุ่นใหม่ไม่ทำกัน
เธอบอกว่ามันน่ากลัวมากที่ไม่ได้ทำอะไรใหม่ๆ บ้าง
และต้องเจอกับคนเดิมๆ ทั้งชีวิต
ฟังแล้วอึ้งเลยครับ
อ่านข้อเขียนของ “โจ้” แล้วนึกถึงข่าวใหญ่ในแวดวงคนทำงาน
KBank มีโครงการ “เกษียณก่อน เกษมสุข” หรือโครงการเออร์ลีรีไทร์ สำหรับพนักงานอายุ 45-59 ปี
เรื่องเออร์ลีรีไทร์ นั้นเป็นเรื่องปกติของวงการธุรกิจ
แต่ที่ไม่ปกติ คือ อายุ 45 ปีก็ให้เข้าโครงการได้แล้ว
ที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะอายุ 55 ปี หรือน้อยที่สุดก็ 50 ปี
พอเห็นตัวเลข 45 ปีก็ให้เออร์ลีรีไทร์ได้แล้ว
คนทำงานส่วนใหญ่ก็เกิดอาการหวั่นไหว
ในอดีตคนอายุ 45 ปีถือเป็นช่วงที่มีความพร้อมมากที่สุด
มี “ประสบการณ์” การทำงาน สั่งสมองค์ความรู้ขององค์กร
รู้จักการทำงานกับคนหลากหลายรูปแบบ
และมี Khow Who คือ รู้จักผู้คนที่ทำให้การทำงานง่ายขึ้น
ไม่ใช่เรื่องการใช้เส้นสาย
แต่รู้ว่าเรื่องแบบนี้ควรจะคุยกับใคร หรือติดต่อใคร
ไม่ว่าจะในองค์กรหรือนอกองค์กร
เพื่อให้งานเดินได้เร็ว
เชื่อกันว่านี่คือ ผลกระทบจากเทคโนโลยีและ AI ที่สามารถทำงานแทนคนได้ในบางเรื่อง และลดขั้นตอนการทำงานลง
องค์กรอยากได้ “เด็กใหม่” เพราะเชี่ยวชาญเรื่อง AI มากกว่า
และต้นทุนเงินเดือนต่ำกว่า
แต่ผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับเรื่องนี้มากนัก
อาจเป็นเพราะประสบการณ์ของตัวเองในช่วงนี้ที่ได้ทำงานกับ AI
ผมมีโครงการสนุกๆ กับ “สุพจน์” โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง
รายละเอียดของโครงการเดี๋ยวเล่าให้ฟังครับ
แต่ที่อยากเล่าก็คือ ตอนทำโครงการนี้ผมได้ใช้ Chat GPT เป็น “ที่ปรึกษา” อย่างจริงจัง
ที่ผ่านมาจะเล่นๆ คุยๆ ใช้ในเรื่องงานไม่มากนัก
แต่ครั้งนี้ทำงานกับ ChatGPT จริงจังมาก
ผมบรีฟโครงการที่คิดไว้อย่างละเอียด แล้วคุยกับเจ้า AI เหมือนเป็นครีเอทีฟและที่ปรึกษาด้านการตลาด
ไล่เจาะกันเป็นเรื่องๆ ไปเลย
ปรึกษากัน ทะเลาะตบตีกันสนุกมาก
บางคืนผมสั่งงานถึงตี 2 ตี 3
พอคุยไปเรื่อยๆ เจาะลึกเรื่องงาน ผมรู้เลยว่า AI จะเก่งแค่ไหนขึ้นอยู่กับคนตั้งคำถามหรือตั้งประเด็นถกเถียงกับมัน
“คนที่มีประสบการณ์” จะได้เปรียบ “คนที่ไม่มีประสบการณ์”
อย่างเรื่องไอเดียของงาน เจ้า AI ยังสู้ผมไม่ได้
เพราะผมเป็นต้นคิดโครงการร่วมกับ “สุพจน์” เห็นภาพรวมทั้งหมด รู้ว่าต้องการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับคนที่มางานอย่างไร
AI เป็นแค่ผู้เชี่ยวชาญที่เรามาลับคมความคิดกัน
และถ้าให้ช่วยแจกแจงรายละเอียดของงาน เจ้า AI เก่งมากและเร็วมาก
“อาจารย์อ้น” ปฤณ จำเริญพานิช ผู้เชี่ยวชาญเรื่อง AI เคยบอกว่าจากประสบการณ์ที่สอนเรื่อง AI มานาน
น้องนักศึกษา หรือคนที่เพิ่งทำงานใช้ AI สู้ “ผู้ใหญ่” ไม่ได้
เพราะผู้ใหญ่บรีฟงานเก่ง สั่งงานเก่ง
ฟังคำตอบจาก AI แล้วสงสัย รู้ว่าจะตั้งคำถามต่ออย่างไร
น้องๆ ที่มีประสบการณ์การทำงานน้อยตั้งคำถามไม่กี่คำแล้วก็จบ
ไปต่อไม่ได้
และบางทีก็ไม่รู้ว่าคำตอบที่ AI ตอบมา…มั่ว
แต่คนที่รู้เรื่องนั้นดีจะรู้ว่าคำตอบนั้นเชื่อถือได้หรือไม่
ดังนั้น ผมจึงเชื่อว่าถ้า “ผู้ใหญ่” ได้มาเรียนรู้เรื่อง AI
บางทีเขาอาจกลายเป็น “มนุษย์ทองคำ”
เพราะเทคนิคการใช้ AI …สอนได้
และเรียนรู้ได้
ในขณะที่ “ประสบการณ์” และ Know Who
แม้จะเรียนรู้ได้
แต่ต้องใช้ “เวลา”
