เทศมองไทย
ไทยต้องหาแหล่งแรงงานใหม่
ทดแทนแรงงานชาวกัมพูชา
ความตึงเครียดบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชายังคงดำรงอยู่ แม้มีความพยายามจากหลายฝ่ายที่จะหาช่องทางให้ทุกอย่างยุติลงด้วยดี ไม่เสียเลือดเสียเนื้อและก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบมากมายไปกว่าที่เป็นอยู่
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่เพียงสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่คาราคาซังมานานว่าด้วยการปักปันเขตแดนระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบทั้งหลายเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นความเป็นจริงที่ว่า แม้จะเหนือกว่าในแทบทุกด้าน แต่ไทยเราก็ยังจำเป็นต้องพึ่งพาเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาอยู่ไม่มากก็น้อยเช่นเดียวกัน
ยูอิจิ นิตตะ เขียนบทความชิ้นหนึ่งเผยแพร่ในนิตยสารนิกเกอิ เอเชีย ไว้เมื่อ 27 สิงหาคมที่ผ่านมา ระบุว่า เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลไทยเพิ่งตัดสินใจเปิดรับแรงงานจากศรีลังกาอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกเพื่อแก้ปัญหาสถานการณ์ขาดแคลนแรงงานภายในประเทศ ซึ่งเกิดขึ้นหลังแรงงานชาวกัมพูชาในไทยแห่กันอพยพกลับประเทศตามเสียงเรียกร้อง ในทันทีที่เกิดการปะทะกันขึ้นเมื่อ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา
“เป็นการเน้นให้เห็นถึงความจำเป็นที่ต้องพึ่งพาแรงงานชาวต่างชาติอย่างลึกซึ้งของไทย และความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องแสวงหาแหล่งแรงงานใหม่มาทดแทนแรงงานชาวกัมพูชาเหล่านั้น” ยูอิจิระบุไว้เช่นนั้น
รายงานของนิกเกอิ เอเชียดังกล่าวระบุว่า คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบในแนวทางตามข้อเสนอของกระทรวงแรงงาน ที่กำหนดเงื่อนไขและมาตรการต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน โดยการนำเข้าแรงงานจากต่างประเทศ ซึ่งรวมถึง “โครงการนำร่อง” ที่เป็นการรับเอาแรงงานจากประเทศศรีลังกาจำนวน 10,000 คนเข้ามาเพื่อแทนที่แรงงานเขมรที่อพยพกลับประเทศไปก่อนหน้านี้ โดยตามแผนในข้อเสนอนี้ จะมีการ “นำเข้า” แรงงานจากประเทศอื่นๆ อีกหลายประเทศ อย่าง เนปาล, บังกลาเทศ, อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ในอนาคตอีกด้วย
ยูอิจิบอกว่า อุตสาหกรรมบางอุตสาหกรรมของไทย อย่างเช่น อุตสาหกรรมก่อสร้าง, การเกษตร และประมง ต้องอาศัยแรงงานต่างชาติสูงมาก ทั้งที่เป็นแรงงานที่ถูกและผิดกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา กัมพูชา และลาว
เขาอ้างตัวเลขจากกระทรวงแรงงานระบุว่า นับจนถึงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีชาวกัมพูชาขึ้นทะเบียนและได้รับอนุญาตให้ทำงานได้ในไทย 500,606 คน
ในขณะที่ตัวเลขจากหน่วยงานของสหประชาชาติประมาณการเอาไว้ว่า ยังมีชาวกัมพูชาอีก 500,000 คนที่อพยพเข้ามาอยู่ในไทยและรับจ้างทำงานอยู่โดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ซึ่งทำให้กัมพูชากลายเป็นแหล่งที่มาของแรงงานในไทยที่ใหญ่เป็นอันดับสอง รองจากเมียนมา
เหตุปะทะตามแนวชายแดนส่งผลให้เกิดการอพยพกลับบ้านเกิดขนานใหญ่เมื่อ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งประเมินกันว่าน่าจะมีจำนวนอย่างน้อยหลายแสนคน หรือเป็นไปได้ว่าจะมากมายเป็นเรือนล้านคนที่เดินทางออกจากประเทศไทยไป
ถ้อยแถลงจากกระทรวงแรงงานของไทยระบุว่า ศรีลังกาพร้อมที่จะส่งแรงงาน 10,000 คนมาไทยในทันที และยังมีอีกกว่า 30,000 คนที่ขึ้นทะเบียนรอโอกาสเดินทางมาทำงานในไทยอยู่ด้วยอีกต่างหาก
นักวิชาการอย่าง อนุสรณ์ ธรรมใจ จากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ย้ำว่า ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมหลายอย่างของไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่พึ่งพาแรงงานสูง สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้ก็ด้วยอานิสงส์จากแรงงานต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้านทั้งหลาย เพราะไทยนั้นมีปัญหาเชิงโครงสร้างมาระยะหนึ่งแล้วเพราะเกิดการขาดแคลนแรงงานอันเนื่องมาจากกำลังเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงอายุ
ตามข้อมูลแนวโน้มประชากรโลกของสหประชาชาติ ประชากรของไทยเพิ่มขึ้นถึงจุดสูงสุดเมื่อปี 2022 ที่ผ่านมา และเริ่มเข้าสู่ช่วงของการหดตัวลงนับจากนั้นเป็นต้นมา ทำให้ประชากรในวัยทำงานลดลงตามไปด้วย จนต้องพึ่งพาแรงงานจากแหล่งแรงงานต่างชาติสำคัญจากเพื่อนบ้านทางด้านตะวันตกอย่างเมียนมา แต่เริ่มมีปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ ในระยะหลังมานี้ก่อนที่จะเกิดปัญหาชายแดนกับกัมพูชาด้วยซ้ำ
ยูอิจิระบุว่า ได้รับคำบอกจากผู้บริหารรายหนึ่งว่า เมื่อแรงงานชาวกัมพูชาอพยพกลับ ก็มีความพยายามจะนำเสนอแรงงานจากเมียนมาทดแทน แต่บริษัทส่วนใหญ่จำต้องปฏิเสธ เพราะไม่แน่ใจว่า รัฐบาลทหารของเมียนมาจะให้ความเห็นชอบหรือไม่
หน่วยงานของยูเอ็นอย่างองค์การเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐานระหว่างประเทศ (ไอโอเอ็ม) มีข้อมูลว่า นับตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นมา ชาวเมียนมาโยกย้ายเข้ามายังประเทศไทยเพิ่มมากขึ้นจนรวมกันแล้วมีมากถึง 4.7 ล้านคน รวมทั้งที่เดินทางเข้ามาแบบผิดปกติที่มีราว 1.7 ล้านคน
ด้วยเหตุที่ว่าระยะหลังมานี้การเดินทางเข้ามาทำงานในไทยอย่างถูกต้องนั้นทำได้ยากมากขึ้นทุกที ต้องเผชิญกับความยุ่งยากหลายขั้นหลายตอนตั้งแต่การยื่นทำพาสปอร์ตเรื่อยไปจนถึงการผ่านด่านตรวจก่อนขึ้นเครื่องบิน ซึ่งจะตรวจสอบเข้มงวดเป็นพิเศษสำหรับผู้ชายวัย 18-35 ปี ที่เข้าข่ายต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหาร ตามประกาศของทางการเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2024
ในทัศนะของผู้เชี่ยวชาญเองก็ยังไม่แน่ใจนักว่า ความพยายามแสวงหาแหล่งแรงงานใหม่ครั้งนี้จะประสบความสำเร็จหรือไม่
ในทางหนึ่งนั้นเห็นได้ชัดว่าค่าใช้จ่ายในการเดินทางจะแพงขึ้น เพราะต้องอาศัยเครื่องบินเป็นหลัก
ขณะเดียวกันก็จำเป็นต้องแข่งขันกับประเทศอื่นอย่างมาเลเซีย ไต้หวัน หรือเกาหลีใต้ ที่มักเสนอให้ค่าจ้างสูงกว่าและเงื่อนไขการทำงานที่ดีกว่าในไทยอีกด้วย
