เปิดศึกสมรภูมิโซเชียลฯ หลังบิ๊กเต่าเขย่าโผนายพล ที่สุด ‘บิ๊กสีกากี-กูรู ก.ตร.’ วิน-วิน
บทความโล่เงิน
เปิดศึกสมรภูมิโซเชียลฯ
หลังบิ๊กเต่าเขย่าโผนายพล
ที่สุด ‘บิ๊กสีกากี-กูรู ก.ตร.’ วิน-วิน
เปิดวอร์บนโซเชียลมีเดีย สาวไส้กันไปมา
หลังมือปราบอลัชชี “บิ๊กเต่า” พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ดับเครื่องชน ทำหนังสือถึง “บิ๊กอ้วน” นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ประธาน ก.ตร.) และเหล่าบรรดา ก.ตร. เพื่อขอความเป็นธรรมในการพิจารณาแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นและโยกย้ายสับเปลี่ยนหมุนเวียนใหม่
พล.ต.ต.จรูญเกียรติระบุว่า เป็นการทำหนังสือขอความเป็นธรรมครั้งแรกของชีวิต ยอมเป็นหนังหน้าไฟ เรียกร้องให้ทั้งคนอื่นและเพื่อตัวเอง ต้องการให้ระบบแต่งตั้งโยกย้ายเข้าสู่โหมดความยุติธรรม เพราะถ้าความยุติธรรมในองค์กรตำรวจไม่มี ก็ไม่สามารถให้ความยุติธรรมประชาชนได้ ในเมื่อตัวเองถูกข่มเหง กลั่นแกล้ง แล้วจะไปช่วยประชาชนได้อย่างไร
ประเด็นที่บิ๊กเต่าร้อง “ผู้ทำหน้าที่ประธาน ก.ตร.” ครั้งนี้คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ชะลอหลักเกณท์การประเมินเพื่อใช้ประกอบการจัดทำข้อมูลผู้เหมาะสมเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น ระดับ ผบช. และจเรตำรวจ (จตร.) ลงมาถึง ผบก. ในกลุ่มผู้มีความรู้ความสามารถ 50% ของตำแหน่งว่าง คำนึงถึงอาวุโสและความรู้ความสามารถประกอบกัน
บิ๊กเต่าระบุใจความว่า เหตุ ผบ.ตร.มีบันทึกมอบให้สำนักงานกำลังพลแจ้งหน่วยต่างๆ ชะลอการดำเนินการใช้หลักเกณฑ์ ให้เหตุผลในทำนองว่า มีกรอบระยะเวลาที่กำหนดอย่างกระชั้นชิด จะต้องมีการสัมภาษณ์ผู้รับการประเมินในรูปคณะกรรมการ รวมถึงมีผู้ที่มีคุณสมบัติที่จะต้องเข้ารับการสัมภาษณ์เป็นจำนวนมาก อาจส่งผลให้ไม่เกิดความละเอียดรอบคอบและอาจกระทบต่อการพิจารณาจัดทำผู้เหมาะสมในภาพรวมได้
ต่อมาได้รับทราบจากสื่อมวลชนและข่าวสารภายในตำรวจว่าคณะกรรมการพิจารณาการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจที่มี ผบ.ตร.เป็นประธาน ได้ร่วมกันประชุมพิจารณาคัดเลือกแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับรอง ผบ.ตร.และ จตช. ลงมาถึง ผบก. ปรากฏว่ามีข้าราชการตำรวจจำนวนหลายนายไม่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่นเป็นที่ประจักษ์และเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ ประชาชนและสังคม อย่างชัดแจ้งกว่านายอื่นได้รับการพิจารณาคัดเลือกและแต่งตั้งให้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น หรือสับเปลี่ยนหมุนเวียนไปสู่ตำแหน่งที่ดีขึ้น
บางนายเมินเฉยต่อนโยบายสำคัญรัฐบาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งการปราบปรามยาเสพติดและการจัดการผู้มีอิทธิพล
“ย่อมเห็นได้อย่างชัดแจ้งว่า การพิจารณาคัดเลือกแต่งตั้งตั้งกล่าวเป็นไปตามอำเภอใจใช้ดุลยพินิจไม่ชอบ ไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม ขาดความเสมอภาค ไม่สมเหตุสมผล และเลือกปฏิบัติเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ที่ไม่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่นเป็นที่ประจักษ์และเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ ประชาชนและสังคม ได้รับการพิจารณาคัดเลือกและแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นหรือสับเปลี่ยนหมุนเวียนไปสู่ตำแหน่งที่ดีกว่าเดิม” บิ๊กเต่าตั้งประเด็นสงสัย
การกระทำดังกล่าวจึงขัดหรือแย้งกับเจตนารมณ์ เหตุผลในการประกาศใช้ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 เป็นอย่างยิ่ง
เสมือนเป็นระบบอุปถัมภ์เชิงผลประโยชน์
นอกจากนี้ยังทราบว่า ในระดับรองผู้บัญชาการที่ดำรงตำแหน่ง 2 ปีตามเกณฑ์ ซึ่งมีจำนวน 38 นาย คิดเป็นร้อยละ 45 ของผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วน และต้องมีสิทธิได้รับการพิจารณาในสัดส่วนของผู้ที่มีความรู้ความสามารถ แต่กลับถูกตัดออก ไม่ได้นำผลการปฏิบัติงานมาประกอบการพิจารณาแต่อย่างใด
ปรากฏว่าโซเชียลล้วงข้อมูลลำดับอาวุโสระดับรอง ผบช.จาก สกพ.มากางพบว่า พล.ต.ต.จรูญเกียรติ อยู่ท้ายสุดของ “ระดับรอง ผบช.” ครองตำแหน่ง 2 ปี จึงจะขึ้น ผบช.ได้
แต่ขณะเดียวกันปฏิเสธไม่ได้ว่าผลงานของ “บิ๊กเต่า” ที่ผ่านมาเชิดชูหน้าตาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถือเป็นว่านายตำรวจที่มีแบรนด์ของตัวเอง
นอกจากนี้ มีการย้อนประวัติไปยังนายตำรวจตั๋วช้างลูกพี่ “บิ๊กเต่า” ที่กระโดดพรวดๆ ขึ้นผู้นำองค์กร เพราะขอยกเว้นหลักเกณฑ์
ปรากฏว่ามีหลายเพจที่อ้างตัวเองเชี่ยวชาญวงการตำรวจ ออกมาโจมตีแม่ทัพสีกากี ทำนองสร้างเกราะไม่ให้การเมืองล้วงลูก กล้าหัก “บิ๊กเนม” ควรได้รับเสียงสรรเสริญจากข้างนอก แต่ปรากฏว่าบัญชีแต่งตั้งที่เล็ดลอดออกมาจัดวางทำเลทองให้เพื่อนร่วมรุ่นและให้ลูกน้องคนสนิท
ตอกย้ำด้วยการเปิดข้อมูล นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม คลับคล้ายเสมือนรับลูก “บิ๊กเต่า” เพื่อนร่วมรุ่น 41 ได้ลง ผบก.ภ.จ.ใหญ่ๆ หลายจังหวัด อาทิ สงขลา นนทบุรี สมุทรปราการ ตาก และอุดรธานี ทั้งๆ ที่เหลืออายุราชการแค่ปีเดียว
จนทำให้เห็นว่ายิ่งฝ่ายการเมืองเพลี้ยงพล้ำ ฟากผู้บริหาร ตร.ยิ่งเข้มแข็ง
สําหรับฉากทัศน์ประชุม ก.ตร. ที่ห้องประชุมศรียานนท์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ในวาระพิจารณาที่ 4 คะเนว่าอุณหภูมิคงร้อน เพราะฟากการเมืองรับใบสั่งนายใหญ่มาต้องจัดการงานให้เรียบร้อย
แต่ขณะเดียวกันแม่ทัพสีกากี และกูรู ก.ตร.แตะมือ ยก พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ปี 2565 และกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2567 ขึ้นมาอธิบายเป็นคัมภีร์ในการแต่งตั้งโยกย้าย
โดยนายพลรายใดได้รับการแต่งตั้ง แล้วที่ประชุม ก.ตร.เห็นว่าไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์กฎหมาย ตีกลับให้ห้องข้างๆ ห้องประชุมศรียานนท์ ซึ่งมีคณะกรรมการพิจารณาการแต่งตั้งตำรวจระดับ ตร.ที่มี ผบ.ตร.เป็นประธานพิจารณาใหม่
ถ้าบอร์ดเล็กที่ ผบ.ตร.นั่งหัวโต๊ะ ยันชื่อเดิมเข้าที่ประชุม ก.ตร. ก็ต้องมีการโหวตกันถ้าผ่านถือว่าจบ แต่ถ้าไม่ผ่านบอร์ดเล็กก็ต้องไปหานายตำรวจคนใหม่มาแทน
ดูจากองค์ประชุม ก.ตร. 16 คน ประกอบด้วย นายภูมิธรรม ประธานในที่ประชุม ผบ.ตร., 5 รอง ผบ.ตร., จเรตำรวจแห่งชาติ, 6 ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ, เลขาธิการ ก.พ.ร. และเลขาธิการ ก.พ.
ถ้าลงมติกันเสียงฝั่งบิ๊กตำรวจจับมือ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิและ 2 เลขา ก.พ.ร, ก.พ. น่าจะชนะฝ่ายการเมือง
