bg-single

On-Air, Off-Air นิทรรศการศิลปะที่เผยภัยซ่อนเร้น ของผลกระทบจากสงครามเย็น

12.09.2025

อะไร(แม่ง)ก็เป็นศิลปะ | ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์

ในตอนนี้เราขอนำเสนอเกี่ยวกับงานศิลปะที่วิพากษ์วิจารณ์ประเด็นทางสังคมการเมืองกันอีกครา แต่ขอขยายขอบเขตจากประเด็นทางการเมืองในประเทศไทย ไปสู่ประเด็นทางการเมืองในระดับภูมิภาคอย่าง เอเชีย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือแม้แต่ระดับโลก กับนิทรรศการที่มีชื่อว่า On-Air, Off-Air (ออน-แอร์, ออฟ-แอร์) ที่ถ่ายทอดบทสนทนาที่ว่าด้วยผลกระทบอันกว้างไกลของสงครามเย็นในเอเชีย และความเชื่อมโยงกับภูมิภาคอื่น ด้วยผลงานในสื่อวิดีโอ, ภาพนิ่ง, สื่อผสม และศิลปะจัดวาง ของสองศิลปินผู้ถือกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่าง โฮ รุย อัน (Ho Rui An) ศิลปินร่วมสมัยชาวสิงคโปร์ และ ซุง เตียว (Sung Tieu) ศิลปินร่วมสมัยชาวเวียดนาม ผู้อาศัยและทำงานในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ภายใต้การคัดสรรดูแลของ วินเซนต์ อาร์ดิดง (Vincent Ardidon) ภัณฑารักษ์ชาวฟิลิปปินส์

โดยทางภัณฑารักษ์กล่าวถึงที่มาของชื่อและแนวคิดเบื้องหลังนิทรรศการครั้งนี้ว่า “ชื่อของนิทรรศการอย่าง On-Air, Off-Air มีความหมายอันมีที่มาจากการเผยแพร่สัญญาณโทรทัศน์ของสื่อต่างๆ คำว่า On-Air นั้นหมายถึงการเผยแพร่สัญญาณออกอากาศ ในขณะที่ Off-Air นั้นหมายถึงการไม่เผยแพร่สัญญาณออกอากาศ เราหยิบเอาสองคำนี้มาอยู่เคียงกันเพื่อสื่อความหมายถึงการอยู่ภายใต้บรรยากาศของการควบคุมในช่วงเวลาสงคราม หรืออาวุธที่มองไม่เห็น หากเปี่ยมอันตราย อย่าง การควบคุมธุรกิจอุตสาหกรรมพลังงาน หรืออาวุธแอบแฝงที่ใช้ในช่วงสงครามเย็นอย่าง บอลลูนสอดแนม เครือข่ายวิทยุลับ และอาวุธคลื่นเสียง ที่ไม่เพียงละเว้นการเผยแพร่ให้ผู้คนเห็นหรือรับรู้ หากแต่ถูกซ่อนเร้นไม่ให้สาธารณชนตระหนักถึงการมีอยู่ของมัน เพื่อการสอดส่อง รบกวน โจมตี ควบคุม แสวงหาผลประโยชน์ หรือชักจูงฝ่ายตรงข้ามอย่างลับๆ”

“ผลงานในนิทรรศการครั้งนี้ไม่ได้นำเสนอปฏิบัติการทางการเมืองในช่วงสงคราม อย่างการโจมตีด้วยอาวุธสงครามหรือกองทัพด้วยความรุนแรงอย่างจะแจ้งชัดเจน หากแต่เป็นการนำเสนอการดำเนินการเคลื่อนไหวอย่างซ่อนเร้น แอบแฝง ด้วยแรงกดดันทางอุดมการณ์และวัฒนธรรมในการพยายามสร้างอิทธิพลต่อประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้ถูกแบ่งออกเป็นสองขั้วอุดมการณ์ทางการเมือง คือฝ่ายที่สนับสนุนสหรัฐอเมริกา และฝ่ายที่สนับสนุนสหภาพโซเวียต”

เริ่มต้นจากผลงานของ โฮ รุย อัน ที่จัดแสดงอยู่ด้านในสุดของห้องแสดงงานหลักอย่าง A Petropolis in a Garden with a Long View (2024) ศิลปะจัดวางที่เปิดเผยการเชื่อมโยงอย่างซ่อนเร้นระหว่างสิงคโปร์กับอุตสาหกรรมน้ำมัน ถึงแม้ประเทศแห่งนี้จะได้รับการโปรโมตในเวทีโลกในฐานะ “เมืองแห่งสวน” อันเขียวชอุ่ม แต่การปรากฏตัวอยู่ตลอดเวลาของเรือบรรทุกน้ำมันรอบๆ เกาะนอกชายฝั่ง กลับบอกเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นมหาอำนาจด้านธุรกิจน้ำมันของประเทศแห่งนี้ ผลงานชิ้นนี้จึงเป็นการตีความสิงคโปร์เสียใหม่ จาก เมืองแห่งสวน เป็น เมืองแห่งน้ำมัน (ปิโตรเลียม) กลางสวน ที่ใช้ความงามของพืชพรรณปกปิดสายสัมพันธ์อันลึกซึ้งในการกลั่นและค้าขายน้ำมันในตลาดโลก

การจัดแสดงจำลองห้องทำงานของผู้บริหารบริษัทน้ำมันสมมุติ ซึ่งตกแต่งอย่างละมุนละไมด้วยต้นไม้พืชพรรณ ตัดกับวัตถุ ภาพ และวิดีโอที่บอกเล่าเส้นทางและบทบาทของสิงคโปร์ด้านการทำธุรกิจ การขนส่ง เก็บ สำรอง และการเก็งกำไรน้ำมัน โดยอ้างอิงจากการวางแผนสถานการณ์อนาคตของบริษัทน้ำมันรายใหญ่ของโลก ผ่านชุดหนังสือจำลอง การผสานธรรมชาติเข้ากับกลยุทธ์และวิสัยทัศน์เชิงธุรกิจเช่นนี้ เปิดให้เราเห็นระบบที่มองไม่เห็น ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของวิถีชีวิตชาวเมืองในประเทศแห่งนี้ ซึ่ง โฮ รุย อัน กล่าวถึงผลงานชิ้นนี้ของเขาว่า

“ผมออกแบบงานศิลปะจัดวางชุดนี้ให้เป็นสำนักงานของผู้บริหารบริษัทน้ำมัน แต่ออกแบบในธีมเกี่ยวกับพืชพรรณ เพราะผมต้องการสะท้อนว่า อันที่จริงแล้วสิงคโปร์นั้นเป็น ‘เมืองแห่งน้ำมัน’ แต่ในภายหลังสิงคโปร์กลับประสบความสำเร็จในการเป็น ‘เมืองแห่งสวน’ เพื่อแสดงให้โลกเห็นว่าเราเป็นเมืองสีเขียวอย่างยิ่ง ไม่ใช่เมืองสีดำแบบ ‘เมืองแห่งน้ำมัน’ ดังนั้น ผมจึงสร้างแรงปะทะด้วยการนำเอาภาพลักษณ์ทั้งสองของสิงคโปร์มาเผชิญหน้ากันและกัน”

“ในผลงานชุดนี้ยังมีวิดีโอที่แสดงหลักฐานของอุตสาหกรรมน้ำมันที่เกิดขึ้นบนเกาะรอบนอกในสิงคโปร์ ที่บันทึกภาพเอาไว้ด้วยกล้องเลนส์ระยะไกล ซึ่งเป็นอะไรที่ขัดแย้งอย่างมาก เพราะในขณะที่เกาะหลักซึ่งเป็นเกาะแห่งการท่องเที่ยวและจุดหมายปลายทางของผู้บริโภค แต่ในเกาะอีกมุมหนึ่ง คุณจะสามารถเห็นหลักฐานของอุตสาหกรรมน้ำมันหนักๆ ได้อย่างจะจะ”

Fuelling Apocalypse (2024) โดย โฮ รุย อัน

“ด้านหลังจอวิดีโอยังติดวอลเปเปอร์ภาพต้นไม้พิกเซลแตกๆ ซึ่งมีที่มาจากภาพถ่ายประวัติศาสตร์ที่ถ่ายในปี 1960 เมื่ออุตสาหกรรมน้ำมันเริ่มต้นลงหลักปักฐานในสิงคโปร์ โดยมีพิธีการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังทำการโค่นต้นไม้ ภาพนี้คือต้นไม้ที่ถูกโค่นลงที่ว่า (บนโต๊ะยังมีภาพสามมิติของรัฐมนตรีกระทรวงการคลังกำลังเหวี่ยงขวานตัดต้นไม้ในแท่งคริสตัลตั้งอยู่ด้วย) โดยปกติ สิงคโปร์มักเป็นที่รู้จักจากการปลูกต้นไม้ เมื่อได้เห็นภาพนี้ผมจึงช็อกมาก แต่ต้องทำความเข้าใจว่า ภาพนี้ถ่ายในยุค 1960s ในช่วงเวลาก่อนที่ประเทศเราจะเริ่มกระแสการเคลื่อนไหวสีเขียวขึ้นมา”

“สภาพแวดล้อมสีเขียวรอบสำนักงานจำลองที่ว่านี้จึงเป็นการเสียดเย้ยในรูปแบบหนึ่ง สำหรับคนที่ไปสิงคโปร์แล้วได้เห็นเพียงบรรยากาศของต้นไม้เขียวขจีเท่านั้น แต่เบื้องหลังสีเขียวก็ยังมีอีกสถานการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นไปพร้อมๆ กันด้วย แถมยังเป็นสถานการณ์เกี่ยวกับอุตสาหกรรมที่ค่อนข้างทำลายสิ่งแวดล้อม เชื่อมโยงกับสงคราม สิงคโปร์ยังเป็นประเทศที่ไม่มีทรัพยากรน้ำมันตามธรรมชาติ ทุกสิ่งที่เราทำเป็นกระบวนการปลายน้ำ เราสั่งน้ำมันจากทั่วโลก กลั่นน้ำมัน ส่งออก และมีโรงงานปิโตรเคมีเยอะมาก ผมจึงต้องการนำสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาสร้างบทสนทนากับผู้ชม”

หรือผลงานอีกชิ้นของเขาอย่าง Fuelling Apocalypse (2024) ในห้องแสดงงานรอง กับชุดภาพนิ่งที่หวนกลับไปสำรวจประวัติศาสตร์ยุคเฟื่องฟูของการกลั่นน้ำมันในสิงคโปร์ช่วงทศวรรษ 1960-1970 ที่ทำหน้าที่จัดหาน้ำมันให้แก่คู่ต่อสู้ทั้งสองฝ่ายในสงครามเวียดนาม

“ผลงานชุดนี้คือภาพที่สร้างขึ้นโดย AI ซึ่งอ้างอิงจากหนังสือ Fuelling the War : Revealing an Oil Company’s Role in Vietnam ของ หลุยส์ เวสเซลลิง (Louis Wesseling) ซึ่งกล่าวถึงความเชื่อมโยงระหว่างเวียดนามในช่วงสงครามกับน้ำมันที่กลั่นจากสิงคโปร์ ผมใช้ข้อความในหนังสือผสมกับภาพนิ่งจากภาพยนตร์ Apocalypse Now (1979) ในการใช้ AI สร้างภาพชุดนี้ขึ้นมา”

ตามมาด้วยผลงานของ ซุง เตียว เริ่มจากชิ้นที่จัดแสดงในห้องแสดงงานรองอย่าง Moving Target Shadow Detection (2022) วิดีโอจัดวางที่ดึงผู้ชมเข้าสู่บรรยากาศอันอึดอัดเย็นเยือก ด้วยการสร้างสภาพแวดล้อมภายในของ โรงแรม นาซิโอนาล ในกรุงฮาวานา คิวบา ขึ้นมาในรูปแบบดิจิทัล อันเป็นสถานที่อื้อฉาวจากการเกิดเหตุการณ์กำเริบของอาการป่วยลึกลับที่เรียกว่า กลุ่มอาการฮาวานา (Havana Syndrome) ที่ส่งผลกระทบต่อเจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐ ที่พักอยู่ในโรงแรมแห่งนี้ ให้เกิดความทรมานจากอาการปวดหัว คลื่นไส้ ตาพร่า และนอนไม่หลับ ซึ่งถูกสงสัยว่าเกิดจากอาวุธคลื่นเสียง (Sonic weapon) ซึ่งกระตุ้นให้เกิดความหวาดระแวงต่อความขัดแย้งทางอุดมการณ์ทางการเมืองของมหาอำนาจทั้งสองฝ่ายในช่วงสงครามเย็น โดยนำเสนอผ่านการสร้างภาพสามมิติอันละเอียดประณีต ถ่ายทอดผ่านมุมมองจากกล้องนาโนโดรนและกล้องวงจรปิด ที่เคลื่อนที่จากโถงต้อนรับไปยังห้องพัก ซึ่งเป็นฐานปฏิบัติการของจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐ เผยให้เห็นสิ่งของอย่างเอกสารลับ และรายงานข่าวสดเกี่ยวกับสถานการณ์ของกลุ่มอาการฮาวานาที่เกิดขึ้นทั่วโลก

และผลงานชุด Exposure To Havanas Syndrome, Brain Anatomy,… (2022-2024) ศิลปะสื่อผสมที่ใช้เทคนิคการสลักลวดลายบนแผ่นกระจกสแตนเลสด้วยเลเซอร์ ถ่ายทอดภาพแผนผังจากการสแกนสมองของตัวศิลปินเอง เพื่อสะท้อนผลกระทบจากปรากฏการณ์ลึกลับอย่าง กลุ่มอาการฮาวานา ที่เชื่อมโยงกับการใช้อาวุธคลื่นเสียง และปฏิบัติการทางจิตวิทยาโดยอำนาจรัฐ

หรือผลงานในห้องแสดงงานหลักอย่าง Anti-Vandal Clocks (2022-2023) ผลงานศิลปะในรูปของนาฬิกาดิจิทัลสาธารณะที่ออกแบบเพื่อป้องกันการงัดแงะ บนหน้าปัดนาฬิกาตั้งเวลาในสองเขตเวลา เรือนหนึ่งตั้งให้ตรงกับเวลาในนิว เดลี ประเทศอินเดีย อีกเรือนตั้งให้ตรงกับเวลาในวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐ ซึ่งทั้งสองพื้นที่นี้เป็นสถานที่ที่เคยมีรายงานว่ามีเหตุการณ์กลุ่มอาการฮาวานาเกิดขึ้น เพื่อแสดงถึงความสำคัญด้านองค์ประกอบของเวลาที่ทำให้เราคิดถึงบทบาทของการก่อการในระดับโลก

และผลงาน Sonic Weapon Disrupts Diplomatic Relations (2020) วิดีโอจัดวางที่นำเสนอศิลปะดิจิทัลที่จำลองข่าวสารเกี่ยวกับเหตุการณ์กลุ่มอาการฮาวานาที่สร้างผลกระทบวงกว้างในโลก

ปิดท้ายด้วยผลงาน Protective Cover (Tinnitus) (2022) ผลงานประติมากรรมจัดวางรูปทรงคล้ายอาวุธสงครามในรูปลำโพง ที่ส่งคลื่นเสียงโทนสูงแหลมคมคล้ายเสียงรบกวนอันน่าสะพรึงกลัวของอาวุธคลื่นเสียง ที่นอกจากจะสร้างความรำคาญแล้ว ยังอาจส่งผลให้เกิดกลุ่มอาการฮาวานากับผู้รับฟังอีกด้วย (แต่ผลงานชิ้นนี้เป็นแบบจำลองที่ไม่น่าจะทำให้ผู้ชมเกิดอาการนี้ขึ้นได้จริงๆ น่ะนะ)

“แนวคิดของศิลปินทั้งสองคนเป็นการแสดงการวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองต่อผลกระทบจากสงครามเย็น ผมมองว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงครามเย็นในแง่ของภูมิรัฐศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิต ที่ยังคงส่งอิทธิพลให้เรารับรู้ได้จนถึงทุกวันนี้ การแสดงถึงประเด็นเหล่านี้ผ่านงานศิลปะจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก”

วินเซนต์ อาร์ดิดง ภัณฑารักษ์ของนิทรรศการกล่าวทิ้งท้าย

Protective Cover (Tinnitus) (2022) โดย ซุง เตียว

นิทรรศการ On-Air, Off-Air (ออน-แอร์, ออฟ-แอร์) โดย โฮ รุย อัน และ ซุง เตียว และภัณฑารักษ์ วินเซนต์ อาร์ดิดง จัดแสดง ณ หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน ตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม-5 ตุลาคม 2568, เปิดทำการทุกวัน เวลา 10.00-18.00 น. ค่าเข้าชม 50 บาท, สมาชิกและเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 10 ปี เข้าชมโดยไม่มีค่าใช้จ่าย, สถาบันการศึกษาสามารถเข้าชมโดยไม่มีค่าใช้จ่าย (ติดต่อล่วงหน้า)

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ภาษาไทย “อุบัติ”—ไม่ “วิบัติ”
PEA ครบรอบ 66 ปี แห่งความไว้วางใจ ประกาศก้าวใหม่ “Powering Every Life” ขับเคลื่อนพลังงานไทยสู่อนาคต
ถึงสถานีปลายทางสุขภาพ! “BEM Care 2026 Health Station สถานีสุขภาพ” ปิดฉากอย่างคึกคัก
นิรโทษกรรม 6 ตุลาฯ | สุรชาติ บำรุงสุข
“พิชัย” ชื่นชม “แบงก์ชาติ” ยุค “วิทัย” เดินถูกทาง ย้ำเสถียรภาพต้องคู่การเติบโต เชื่อแก้ทุนเทา–คอร์รัปชัน ช่วยเศรษฐกิจไทยก้าวสู่ประเทศรายได้สูง
“หมู่บ้านศีล 5” บ้านเจ็ดริ้ว “คึกคัก” สมเด็จเอื้อน-พระพรหมเสนาบดี” มาให้กำลังใจ ด้าน ครูสลา ร้องสด กราบสมเด็จช่วงด้วยดวงใจ ยก”สมเด็จช่วง” เป็นบิดาแห่งหมู่บ้านศีล 5
รถไฟและไฮเวย์: เมกะโปรเจกต์เชื่อมลาว–เวียดนามภายใต้ความสัมพันธ์แบบพิเศษ
โลกและอาเซียนในอนาคต จากมุมมอง ‘อมิตาฟ อาชาเรีย’
Songs in the Key of Life : รักบังตา
โทษประหารชีวิต : ข้อถกเถียงทางปรัชญา (2)
บทวิจารณ์เรื่องสั้น ‘เพื่อนข้างบ้าน’ จากรอยแตกร้าวริมรั้ว… สู่ภาพสะท้อนสงครามเย็นในสังคมไทย
‘ขอให้ความจริงปรากฏ’ ชุติมา นวลพลับ สู้มาราธอน ทวงงานศิลป์ ‘พระพุทธบาท’