On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

ภูมิภาคอุษาคเนย์ ยุคก่อนที่จะรับเอาศาสนาพุทธ และศาสนาพราหมณ์-ฮินดู จากชมพูทวีปเข้ามานั้น มีความเชื่อว่า วัตถุต่างๆ ทั้งที่มีชีวิต และไม่มีชีวิต ต่างก็มีส่วนประกอบสำคัญอยู่ 2 ส่วน

คือส่วนที่เป็นตัวตนคือ “ร่างกาย” กับส่วนที่ไม่เป็นตัวตนคือ “ขวัญ”

ที่สำคัญคือ “ขวัญ” นั้น ต่างจากสิ่งที่เรียกว่า “วิญญาณ” ตามความเชื่อ และคำสอนทางศาสนาที่มาจากอินเดียมากทีเดียว เพราะเมื่อคนตาย ดวงวิญญาณนั้นก็จะดับหายไป หรือจะวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏก็ตามแต่ความเชื่อในแต่ละศาสนา

แต่ในระบบความเชื่อเรื่องขวัญนั้น เมื่อมนุษย์สิ้นลมหายใจลง ขวัญจะไม่หายไปพร้อมกับเจ้าของที่ตาย ในทางตรงข้าม ขวัญของผู้ตายจะยังคงอยู่ และพยายามหาหนทางกลับเข้าสู่เหย้าเรือนเดิมของตน ไม่ว่าเหย้าเรือนนั้นจะอยู่ที่ส่วนไหนของโลก

“ขวัญ” มีหน่วยเดียว แต่ฝังกระจายอยู่ทุกส่วนของร่างกาย ตั้งแต่เกิดเป็นตัวตนขึ้นมา และมีความสำคัญไม่แตกต่างจากกันทุกหน่วย รวมถึงสำคัญเท่ากับร่างกายด้วย เพราะร่างกายต้องมีขวัญ ถ้าไม่มีขวัญก็จะไม่มีชีวิต

ดังนั้น ร่างกายที่มีชีวิตต้องมีขวัญ อวัยวะบางอวัยวะมีขวัญเป็นของตนเอง แต่ก็ไม่สามารถระบุจำนวนขวัญที่แน่ชัดว่าแยกออกไปอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกายเป็นจำนวนเท่าไร มีคำกล่าวเป็นสำนวนเปรียบเปรยว่า “สามสิบขวัญหน้า ห้าสิบขวัญหลัง” ซึ่งก็ไม่อาจกำหนดชัดเจนว่า เป็นจำนวนสามสิบหรือห้าสิบจริงๆ แต่เป็นลักษณะเชิงเปรียบให้เห็นว่าแยกออกเป็นขวัญของร่างกายในส่วนต่างๆ เป็นจำนวนมากเท่านั้น

ขวัญมีลักษณะพิเศษอีกอย่างหนึ่งคือ จะมีชีวิตเป็นของตนเอง เป็นส่วนหนึ่งของคนแต่ละคน ด้วยความเป็นตัวของตัวเองในระดับหนึ่งอย่างนี้แหละครับ ที่ทำให้มีความเชื่อว่า ขวัญอาจหนีไปจากตัวเราได้ทุกเมื่อ หรือบางครั้งขวัญอาจหลงทาง หลงเพลินกับอะไรจนหายไปจากตัวเรา ไม่มาอยู่กับเนื้อกับตัวเรา

คนโบราณจึงเชื่อว่า นี่เป็นสาเหตุหนึ่งของความเจ็บป่วย ทำให้ต้องจัดพิธีเรียกขวัญ หรือสู่ขวัญ

เรียกได้ว่า ขวัญเป็นองค์ประกอบสำคัญของชีวิต มีสถานะเป็น “ผี” ซึ่งอยู่ในชุดความหมายของผีที่ดี ที่สำคัญและจำเป็นต่อชีวิต เช่นเดียวกับ ผีบรรพชน ผีเรือน ฯลฯ มนุษย์อยู่ได้เพราะยังมีขวัญหรือผีขวัญยังอยู่ในตัว

ดังนั้น จึงอาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า ‘ขวัญ’ ก็คือ ‘พลังชีวิต’ (life power/life force) นั่นเอง

ในสำเนียงจีนกลางนั้นมีคำพ้องเสียงกับคำว่า “ขวัญ” คือคำว่า “หุน” (?, บางแห่งถอดเสียงคำเดียวกันนี้แล้วสะกดด้วยอักษรไทยว่า “หวัน” ตามสำเนียงกวางตุ้ง หรือ “ฮุ้น” ตามสำเนียงแต้จิ๋ว) แต่ชาวจีนในปัจจุบันถือว่า หมายถึง “ผี” หรือ “วิญญาณ” ไปเสียแล้ว แต่ก็ยังเหลือยังมีหลักฐานว่า ในจีนก็มีความเชื่อและพิธีกรรมเกี่ยวกับขวัญอย่าง “การทำขวัญ” เช่นเดียวกับในอุษาคเนย์ จนนับได้ว่าเป็นวัฒนธรรมร่วมกัน

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องปรัชญา และพิธีกรรมความเชื่อในศาสนาของโลกตะวันออก โดยเฉพาะจีน และอินเดียอย่าง “อาจารย์ตุล” คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง ผู้ล่วงลับ ได้เคยให้สัมภาษณ์ไว้ในรายการพอดแคส (podcast) เงินบทสุดท้าย ในชื่อหัวข้อ “ความเชื่อและศาสนา ในวันที่ต้องจากลา” ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ.2567 มีใจความตอนหนึ่ง ระบุถึง “หุน” หรือ “ขวัญ” ตามสำเนียงจีนสรุปความได้ว่า

ตามความเชื่อของจีนนั้น ในวัฒนธรรมจีนได้แบ่ง “พลังชีวิต” หรือ “ขวัญ” หลังความตายของมนุษย์เอาไว้เป็น 3 ส่วน ที่เรียกรวมกันว่า “ซาฮุ้ง” (คำนี้อาจารย์ตุลออกเสียงแบบจีนฮกเกี้ยน ถ้าออกเสียงอย่างจีนกลางจะเรียก “ซาหุน”)

ส่วนแรกจะติดตัวอยู่กับกระดูก และสูญสลายหายไปพร้อมกับร่างกายที่เน่าเปื่อย

พลังชีวิตส่วนที่ 2 จะเวียนว่ายไปตามวัฏสงสาร คือส่วนที่จะไปอยู่ในภพภูมิใหม่ ส่วนภพภูมิที่ว่าจะเป็นสวรรค์ นรก หรือชาติหน้า ชาติไหนก็อีกเรื่อง

และพลังชีวิตส่วนสุดท้ายนั้น จะกลับไปอยู่ที่บ้านเรือนของลูกหลาน โดยชาวจีนเชื่อว่า ขอเพียงลูกหลานตั้งหิ้งบูชาเอาไว้ภายในเรือน ก็จะสามารถติดต่อสื่อสารกับบรรพชนผู้ล่วงลับไปแล้ว ผ่านทางพิธีเซ่นสรวงต่างๆ ได้อยู่เสมอ

ตัวอย่างของพลังชีวิตตามความเชื่อของชาวจีนที่อาจารย์ตุลอธิบายไว้นี้ จึงอาจสรุปได้ด้วยสำนวนสุดคมคายของนักหนังสือพิมพ์ควบตำแหน่งนักประวัติศาสตร์-โบราณคดี นอกเครื่องแบบอย่างคุณสุจิตต์ วงษ์เทศ ในหนังสือ ศาสนาผี (ตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ.2568) ว่า “ผี คือ ขวัญของคนตาย หมายถึงส่วนไม่เป็นตัวตนของคนตาย”

และ “พลังของสิ่งมีชีวิตเรียก ‘ขวัญ’ และพลังของสิ่งไม่มีชีวิตเรียก ‘ผี'”

คำที่มักพบว่าใช้คู่กันอยู่กับ “ขวัญ” ก็คือ “มิ่ง” ดังที่เรามักจะได้ยินกันบ่อยๆ ว่า “มิ่งขวัญ” นั่นแหละครับ

เป็นที่น่าสนใจว่า ความหมายดั้งเดิมของคำว่า “มิ่ง” นั้น ดูจะถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลา จนทำให้ในปัจจุบันคำดังกล่าวมีความหมายที่คลุมเครืออยู่มาก ดังจะเห็นได้จากคำจำกัดความในพจนานุกรมหลายๆ ฉบับ เช่น

ประมวลศัพท์ภาษาลาวในเอกสารโบราณของหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร อธิบายว่า มิ่ง ถ้าเป็นคำนามแปลว่า ขวัญ ของดี ของเป็นมงคล ถ้าเป็นคำวิเศษ แปลว่า ดี ยอด ประเสริฐ ที่รักที่สุด เช่น มิ่งขวัญ, เป็นคำกริยา แปลว่า ฉิว, มือหน้า สลบ ลืมสติ หรือตายไป

ส่วนในพจนานุกรมศัพท์ล้านนาเฉพาะคำที่ปรากฏในใบลาน อธิบายว่า มิ่ง หมายถึง ขวัญ หรือใจ

และสุดท้ายในสารานุกรมภาษาของปรีชา พิณทอง อธิบายว่า มิ่ง เป็นคำนาม หมายถึง สิ่งเป็นสิริมงคล

จะเห็นได้ว่า ทั้งประมวลศัพท์ภาษาลาว และพจนานุกรมศัพท์ล้านนาฯ นั้น จำกัดความว่า “มิ่ง” ก็คือ “ขวัญ” ในทำนองเดียวกับสารานุกรมภาษาของปรีชา พิณทอง ที่ให้ความหมายว่า สิ่งเป็นสิริมงคล จึงเป็นไปได้ว่า ความหมายดั้งเดิมของคำว่า มิ่ง อาจจะถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลา และก็คงจะลืมกันไปนานมากแล้วเลยทีเดียวแหละ

ส่วนความหมายอื่นที่มีระบุถึงอยู่นั้น เห็นได้ชัดว่าเป็นความหมายใหม่ ที่เพิ่มเติมเข้ามาทีหลัง หรืออย่างน้อยก็ไม่เกี่ยวกับระบบความเชื่อเรื่องขวัญ จึงไม่ขอกล่าวถึงในที่นี้

อย่างไรก็ตาม ปราชญ์อย่างพระยาอนุมานราชธน (ยง เสฐียรโกเศศ, พ.ศ.2431-2512) เจ้าของนามปากกาเสฐียรโกเศศ ได้เคยแสดงความเห็นเรื่อง “มิ่ง” เอาไว้ในหนังสือที่ชื่อ “ไทย-จีน” ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกตั้งแต่เมื่อเรือน พ.ศ.2479 เอาไว้อย่างน่าสนใจว่า

“ในภาษาจีน มีคำว่า ? เม่ง หรือมิ่ง (เสียงกวางตุ้ง) เมี่ย (เสียงแต้จิ๋ว) แปลว่า ชีวิต กำหนดที่เทพเจ้าลิขิตไว้ ฯลฯ ?? ทิ้นเม่ง ว่า เป็นไปตามบุญกรรม ? ? เม่งหมุ่น ว่า ช่องหรือประตูชีวิต ผู้ชายอยู่ที่กลางหลัง ผู้หญิงอยู่ที่มดลูก ?? โหเม่ง ว่า เคราะห์ดี ถ้าจะพิจารณาดูคำ เหม่ง ตามตัวอย่างที่ใช้มานี้ จะรู้สึกว่า เหม่ง เป็นคำใกล้กับ มิ่ง ในภาษาเรา สอบดูในภาษาไทยใหญ่ มิ่ง ก็ว่ากำหนดที่ลิขิตไว้ ตามบุญกรรม เป็นอันตรงกัน และมิ่งคำนี้คงแปลว่าชีวิต ก่อนที่เราจะได้คำว่าชีวิตมาจากภาษาบาลี เมื่อความหมายในคำมิ่ง ย้ายมาให้คำว่าชีวิตแล้ว มิ่งก็มีความหมายกลายไป”

ความเห็นข้างต้นของเจ้าคุณอนุมานฯ ดูจะสอดคล้องกันกับคำอธิบายคำว่า “มิ่ง” ในภาษาจีน ของปรมาจารย์ทางด้านจีนศึกษาคนปัจจุบันของไทย อย่าง ผศ.ถาวร สิกขโกศล ในหนังสือเรื่อง “ชื่อ แซ่ และระบบตระกูลแซ่ อัตลักษณ์สำคัญเบื้องต้นของคนจีน” (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2559) ที่ว่า

“อักษร มิ่ง (?) เดิมหมายถึง ผู้ใหญ่ใช้งานผู้น้อย สั่ง คำสั่ง ต่อมาความหมายขยายตัวหมายถึง คำสั่งของสวรรค์หรือลิขิตของฟ้า แล้วหมายถึงโชคชะตาที่ฟ้าลิขิตอีกด้วย คนจีนโบราณเชื่อว่า อายุชีวิตและอายุขัยของคนได้รับอิทธิพลจากชะตาฟ้าลิขิต มิ่งจึงมีความหมายครอบคลุมถึงอายุขัย ชีวิต ดำรงชีวิต ยังมีชีวิตอยู่…อนึ่งคำว่า ‘มิ่ง’ (?) ของจีนนี้เป็นคำเดียวกับคำว่า ‘มิ่ง’ ของไทย คำนี้หมายถึง ‘ชีวิต’ คู่กับคำว่า ‘ขวัญ’…”

ถ้าคำว่า “มิ่ง” ในภาษาไทย ตรงกันกับคำว่า “?” ของจีน อย่างที่พระยาอนุมานราชธน และอาจารย์ถาวรตั้งข้อสังเกตไว้แล้ว คำว่า มิ่ง ที่หมายถึง “ชีวิต” ที่ถูกลิขิตเอาไว้ หรือ “ชะตาชีวิต” ก็ควรที่จะเป็นคำคู่กับคำว่า “ขวัญ” หรือ “?” คือ “หุน” ในสำเนียงแบบจีน เป็นคำเก่าแก่ที่หมายถึง ชะตาชีวิต และพลังชีวิต ที่เกาะเกี่ยวกันอยู่อย่างแยกไม่ขาดในโลกโบราณ

และจึงไม่น่าแปลกใจที่มักจะถูกใช้เรียกอยู่คู่กันว่า “มิ่งขวัญ” จนในท้ายที่สุด ความหมายของคำว่า มิ่ง ก็เลือนหายไปในโลกภาษาไทย จนเข้าใจผิดกันในภายหลังว่า มีความหมายเดียวกับคำว่า ขวัญ ไปในที่สุดนั่นแหละครับ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ท่านเสียดายปฏิทิน แต่ผมเสียดายชีวิต
ส่องลึกอิหร่าน: 5) ระบอบเทววิทยาอิสลามกับฝ่ายค้าน
56 ปียิงสดบอลโลกในไทย ค่าลิขสิทธ์จากร้อยสู่พันล้าน
การแยกทางของ ‘ลิเวอร์พูล’ กับ ‘ชล็อต’ เพราะฟุตบอลใช้หัวใจมากกว่าอัลกอริธึ่ม
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 5 – 11 มิถุนายน 2569
ทดสอบฮอนด้า CR-V e:HEV 2026 เพิ่มออปชั่นขับสนุก-นั่งสบายเหมือนเดิม
หยีทะเล พืชสามัญแต่ไม่ธรรมดา
ต้มซูเปอร์ปีกไก่
อสังหาฯ บ้านคอนโดฯ ‘ไหลย้อนกลับ’
E-DUANG | สัมพันธ์ ภูมิใจไทย เพื่อไทย จุดพลิก รัฐบาล ฝ่ายค้าน
‘แดง’ หวนคุมพืชสวนโลกอีสาน ตามรอยราชพฤกษ์ 2549 ยุค ‘นายใหญ่’
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาเนินขาม ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”