บทความในประเทศ
3 อลเวงการเมือง
‘หนู’ ใช้ได้ค่ะ?
‘ชัย’ ได้ ‘เกษม’?
‘ยุบ’ หนีทางตัน?
และแล้วการเมืองไทยก็เคลื่อนมาสู่ทางตันอีกครั้ง เป็นช่วงเวลาที่ระบบการเมืองไม่สามารถเดินหน้าตามฟังก์ชั่นอย่างที่ประเทศโลกประชาธิปไตยพึงจะเป็น
แต่ในสภาวะวิกฤตก็ยังพอมีแสงสว่างอยู่ เพียงแต่ผู้นำพลังทางการเมืองฝ่ายต่างๆ ยอมตกลงพูดคุย ยอมถอยออกจาก “วาระทางการเมืองของตน” คนละนิดคนละหน่อย เพื่อแสวงจุดร่วม หาหนทางฝ่าวิกฤต ประคับประคองระบบการเมืองใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ให้พอจะขับเคลื่อนประเทศต่อไปได้บ้าง
เพราะวันนี้จะหันกลับไป “แก้เกมทางการเมือง” อันเกิดจากกับดักระเบิดนิติสงครามคงไม่ทันแล้ว
เป้าหมายระยะสั้นวันนี้จึงเป็นเรื่องยุบสภาเริ่มเกมกันใหม่ คืนอำนาจให้ประชาชน อย่างน้อยเพื่อมอบอำนาจรัฏฐาธิปัตย์ ให้ “รัฐบาลสะท้อนเจตจำนงประเทศเสียงส่วนใหญ่” ได้ดีกว่าที่เป็นอยู่
ย้อนกลับไปรอบ 2 เดือนที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่ารัฐบาลเพื่อไทยทำพลาดกรณีคลิปเสียงสมเด็จฮุน เซน แม้จะมีเสียงเรียกร้องอย่างมากว่าให้มีการยุบสภา หรือเปลี่ยนตัวผู้นำรัฐบาลเพื่อแสดงความรับผิดชอบ ก็ไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาล
กระทั่งลุกลามมาสู่การลงถนนประท้วง ปัญหาไทย-กัมพูชาให้บานปลาย แม้แต่ปรากฏการณ์พุ่งขึ้นของ “กระแสทหารนิยม”
เหตุการณ์นี้ยังเป็นวัตถุดิบชิ้นดีของ “ขบวนการอนุรักษนิยม” ในการล้มรัฐบาลเพื่อไทยผ่านสมรภูมินิติสงคราม
แม้จะมีเสียงเตือนว่าไม่จำเป็นต้องเสี่ยงฝ่าดงกับดักระเบิดรัฐธรรมนูญปี 2560 แต่รัฐบาลเพื่อไทยก็มิได้นำพา ยังคงเดินหน้าต่อสู้คดี แบกความหวังไปจนกระทั่งวันสุดท้ายก่อนการตัดสินด้วยเชื่อใน “พลังพิเศษ” เบื้องหลังการเข้ามากุมอำนาจรัฐ จนสุดท้ายคดีพลิก ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกฯ พ่วงเอาคณะรัฐมนตรีหลุดจากเก้าอี้ทั้งคณะ
นำมาซึ่งการเปลี่ยนดุลอำนาจครั้งใหญ่กับคำถามว่าใครจะถือธงนำตั้งรัฐบาล หรือจะเลือกเดินเส้นทางไปสู่การยุบสภา?
ฉากทัศน์ที่เป็นไปได้หลังจากนั้นภายใต้แคนดิเดตนายกฯ ที่เหลือ ถูกวิเคราะห์กันว่าเป็นไปได้ 3 ทาง คือ 1. รัฐบาลเสียงข้างน้อยนำโดยพรรคภูมิใจไทย โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ ภายใต้การสนับสนุนของพรรคประชาชน
2. รัฐบาลพรรคเพื่อไทยโดยมีนายชัยเกษม นิติสิริ เป็นนายกฯ โดยมีพรรคประชาชนสนับสนุน
และ 3. การยุบสภา โดยรักษาการนายกฯ ภูมิธรรม เวชยชัย
หลังยื้อกันมาหลายวัน มีการเจรจาต่อรองกันหลายคราทั้งหน้าฉากและหลังฉาก สิ่งที่ปรากฏชัดก็คือ พรรคภูมิใจไทย นำโดยนายอนุทินมีความพยายามอย่างมากในการเข้าไปเจรจากับพรรคประชาชน ตรงกันข้ามกับเพื่อไทย ที่ค่อยๆ ขยับตามกระแสเรียกร้องจนต้องส่งนายภูมิธรรมเข้าไปเจรจา
ขณะที่พรรคเพื่อไทยดูเหมือนมิได้ให้ความสำคัญกับแคนดิเดตนายกฯ คือนายชัยเกษมเสียเท่าไร จนถูกตั้งคำถามว่าพรรคเพื่อไทยตั้งใจเสนอนายชัยเกษมเป็นนายกฯ จริงหรือ?
นายชัยเกษมถึงกับให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเองว่ายังไม่ได้รับการทาบทามหรือเรียกใช้เลย พร้อมกับหลุดคำพูด “อาจจะรออัศวินม้าขาว” ทำเอาคอข่าวการเมืองขณะนั้นตีความกันไปทั่วว่าตรงกับกระแสดีลกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกฯ หรือไม่?
กระทั่งเพื่อไทยต้องสยบข่าวลือด้วยการเชิญนายชัยเกษมมาที่พรรคในวันที่ 2 กันยายน
ขณะที่พรรคประชาชนแสดงจุดยืนขอให้พรรคเพื่อไทยยุบสภา เมื่อวันที่ 1 กันยายน ท่ามกลางความคลุมเครือของพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็นนายภูมิธรรม และนายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรค เพราะเช้าวันที่ 2 กันยายน ที่ออกมาระบุ ยังไม่มีการยื่นทูลเกล้าฯ ยุบสภาใดๆ ทั้งสิ้น
นั่นทำให้เช้าวันที่ 3 กันยายน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาแถลงมติกรรมการบริหารพรรคโหวตนายอนุทิน เป็นนายกฯ ภายใต้เงื่อนไขทางการเมือง 4 ข้อ ไม่ว่าจะเป็นการทำประชามติยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การตั้งเงื่อนไขห้ามพรรคภูมิใจไทยตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก โดยต้องยุบสภาภายใน 4 เดือน ต่อมานายอนุทินก็ลงนามรับข้อเสนอทั้งหมด
เช้าวันเดียวกันพรรคเพื่อไทยจึงแก้เกมพรรคประชาชน นายภูมิธรรมออกมาให้สัมภาษณ์ช่วงสายว่าได้ดำเนินการทูลเกล้าฯ ยุบสภาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
แต่แล้วในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ก็มีรายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลว่าสำนักองคมนตรีได้ส่งคืนร่างพระราชกฤษฎีกากลับมาให้สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีปัญหาข้อขัดแย้งว่ากระทำได้หรือไม่ ประกอบกับเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ทำความเห็นประกอบว่ารัฐบาลรักษาการไม่สามารถกราบบังคมทูลร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภาได้ จึงไม่สามารถกราบบังคมทูลเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยได้
ยุทธการเสี่ยงดวงสู้ ยื่นทูลเกล้าฯ ของพรรคเพื่อไทย จึงเป็นอันต้องจบเกม
ว่ากันว่าเพื่อไทยเก๋าเกมไม่เบา พยายามยื้อการประกาศจุดยืนยุบสภาจนถึงนาทีสุดท้าย เพื่อให้พรรคประชาชนแถลงอย่างเป็นทางการว่าจะสนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกฯ เพื่อเปิดภาพให้สังคมเห็นฉากที่พรรคประชาชนประกาศสนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกฯ ทำให้พรรคประชาชน “เสียต้นทุนทางการเมือง” มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
วันนี้ประเทศไทยเข้าสู่ “ดีลใหม่ทางการเมือง” ระหว่างค่ายสีส้มกับสีน้ำเงิน เป็นการพลิกขั้วเปลี่ยนข้างเพื่อ “เป้าหมายระยะสั้น” คือการยุบสภาใน 4 เดือน
โดยพรรคประชาชนพยายามปิดเงื่อนไขการถูกวิจารณ์ให้มากที่สุด เช่น การตั้งเงื่อนไขผูกคอว่า ระยะ 4 เดือนจากนี้ พรรคภูมิใจไทยต้องไม่ดําเนินการโดยวิธีการใดๆ เพื่อทําให้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก เพื่อป้องกันงูเห่าไหลไปค่ายสีน้ำเงิน
การเมืองไทยหลังจากปรากฏการณ์ “ดีลครั้งใหม่” จากนี้จึงน่าสนใจในฉากทัศน์ของ 3 ค่ายทางการเมือง
1.ค่ายสีแดงพรรคเพื่อไทยและนายทักษิณ ชินวัตร
นับตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2566 ต้องยอมรับว่าพรรคเพื่อไทยทำพลาดทางการเมืองหลายอย่างจนการเมืองเดินมาถึงวันนี้
1. คือการตั้งรัฐบาลกับขั้วสีน้ำเงินโดยไม่มีเงื่อนไขที่ผลักดันการแก้ปัญหาทางการเมืองได้มากพอ ทั้งยังผลักทิ้งพันธมิตรทางอุดมการณ์ตลอดเวลา 2 ปีที่ครองอำนาจ
2. พลาดกรณีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ ไปแต่งตั้งนายพิชิต ชื่นบาน ที่มีปัญหาขาดคุณสมบัติมาเป็นรัฐมนตรี จนรัฐบาลเพื่อไทยพังทั้งคณะ สูญเสียนายเศรษฐาที่ยังมีศักยภาพการนำที่ดี
3. พลาดที่ยังเชื่อมั่นในยุทธศาสตร์บ้านใหญ่จำนวนมาก ทำให้รัฐบาลล่ม จนวันนี้นายทักษิณออกมายอมรับผิดที่เชื่อในบ้านใหญ่บางคน
4. พลาดกรณีคลิปเสียงหลุด เพราะเชื่อมั่นในวิธีการบริหารแบบเดิม ที่เน้นการต่อรองเจรจาลับหลัง โดยใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวเป็นหลักมากเกินไป
โดยภาพรวม พรรคเพื่อไทยประเคนอำนาจให้ฝ่ายอนุรักษนิยมมากไปในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา เมื่อเกิดความผิดพลาด มีโอกาสยุบสภา ก็เลือกเมินเฉย ด้วยเชื่อมั่นในวิธีแก้ปัญหาแบบไม่เป็นทางการ
สิ่งที่จะเกิดต่อจากนี้ของพรรคเพื่อไทยคือกระแสไหลออกของบรรดาบ้านใหญ่ที่มองเห็นโอกาสในการเลือกตั้ง ครั้นจะหาเสียงด้วยผลงาน ก็เป็นเรื่องยาก การเมืองจากนี้จนถึงการเลือกตั้งครั้งหน้าของเพื่อไทย จึงไม่ง่าย
2.พรรคประชาชน
ต้องยอมรับว่าจุดเปลี่ยนรอบนี้ท้าทายพรรคประชาชนอย่างยิ่ง ไม่ว่าเลือกเดินทางไหนก็ล้วนต้องเจอกับสภาวะเปลืองตัว แต่จะไม่ทำอะไรเลยประเทศก็จมอยู่กับวิกฤต โดยที่พรรคประชาชนซึ่งมี ส.ส.ในสภามากที่สุดจะได้ชื่อว่าไม่ได้แสดงจุดยืนพาประเทศออกจากปัญหาเลย
เข้าใจได้ว่าถ้าในสภาวะปกติพรรคประชาชนคงไม่สามารถเดินร่วมทางการเมืองกับพรรคภูมิใจไทยได้ แต่เมื่อตัดสินใจยกมือโหวตให้นายอนุทินแล้ว หากเกิดความเสียหายทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจใดๆ จากนี้ คนที่ต้องรับผิดชอบทางการเมืองหลักคือ “พรรคประชาชน”
4 เดือนจากนี้จึงเป็นความท้าทายของพรรคประชาชน ว่าจะควบคุมทิศทางการเมือง เจรจากับค่ายสีน้ำเงินอย่างไร ไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง
หากทำสำเร็จ ยุบสภาตามกำหนด พรรคประชาชนก็เสมอตัว ได้เริ่มเกมเลือกตั้งใหม่
แต่หากไม่สำเร็จ เกิดการบิดพลิ้วหรือต่อเวลาเป็นรัฐบาล พรรคประชาชนจะเสียความชอบธรรมอย่างมาก คะแนนศรัทธาจะเทมาที่พรรคเพื่อไทยทันที
3.ค่ายสีน้ำเงิน
ต้องยอมรับว่าเกมนี้เป็นชัยชนะของพรรคภูมิใจไทย ที่สามารถชิงจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ แม้จะเป็นชัยชนะระยะสั้นก็ตาม
ขณะที่ในทางการเมืองก็สามารถคว่ำรัฐบาลเพื่อไทยคู่แค้นลงจากอำนาจสำเร็จ พร้อมๆ กับทำให้พรรคประชาชนสูญเสียศรัทธาจากผู้สนับสนุนบางกลุ่มได้
แต่ 4 เดือนจากนี้ รวมถึงระยะเวลารักษาการหลังการยุบสภา ก็ท้าทายไม่น้อยว่านายอนุทินจะประคองสถานการณ์อย่างไร หากพาประเทศไปต่อถึงการเลือกตั้งได้สำเร็จ ค่ายสีน้ำเงินก็ไปต่อได้ แต่ถ้าได้ผลตรงกันข้าม ถนนทุกสายจะไหลกลับไปที่ “ค่ายสีแดง” ทันที
การเมืองภายใต้ดีลใหม่ชั่วคราวระหว่างขั้วสีส้ม-น้ำเงิน จึงจะเข้มข้นไม่แพ้ที่ผ่านมา
นับจากนี้จนถึงสิ้นปี โปรดจับตาอย่ากะพริบ!
