วิรัตน์ แสงทองคำ | www.viratts.com

ไม่สามารถสรุปเป็นอย่างอื่นได้ นอกจากเป็นปัญหาของธุรกิจครอบครัว ในสังคมธุรกิจไทย กรณีดุสิตธานี เป็นเพียงหนึ่งในหลายเรื่องราว ทั้งที่เป็นมาในอดีต และเชื่อว่า จะมิใช่กรณีสุดท้าย
อย่างที่เคยกล่าวไว้ในตอนก่อนๆ “ตํานานนักธุรกิจสตรีไทยผู้โดดเด่น-ชนัตถ์ ปิยะอุย (15 พฤษภาคม 2465-3 พฤษภาคม 2563) กับการบุกเบิกธุรกิจโรงแรมชั้นหนึ่งรายแรกๆ-ดุสิตธานี (เมื่อปี 2513) ท่ามกลางโอกาสที่เปิดขึ้นอย่างกว้างขวางในยุคสงครามเวียดนาม”
จะขอต่อเติมให้มีชีวิตชีวา เป็นสีสันแห่งธุรกิจครอบครัวขึ้น ด้วยเรื่องราวอีกบางมิติ เกี่ยวกับผู้ก่อตั้งธุรกิจโรงแรมคนสำคัญของไทย
เรื่องราวเริ่มต้นจริงๆ มาก่อนหน้านั้น ตั้งแต่ยุคอิทธิพลสหรัฐอเมริกาเริ่มเข้ามาในภูมิภาค จุดปะทุมาจากสงครามเกาหลี (2493 -2496)
“สงครามเกาหลีกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องจากเงินสนับสนุนและโครงการพัฒนาต่างๆ จากสหรัฐ แม้ว่าในช่วงปลายสงครามเกาหลีจะทำให้เศรษฐกิจที่กำลังขยายตัว ต้องชะลอตัวซบเซาลงเล็กน้อย” (ผาสุก พงษ์ไพจิตร และคริส เบเคอร์, เศรษฐกิจการเมืองไทยสมัยกรุงเทพฯ) ให้ภาพกว้างๆ
ภาพนั้นเชื่อมโยงกับโอกาสใหม่ที่เปิดกว้าง โดยเฉพาะธนาคารครอบครัวไทย ได้โอกาสเข้ามาทดแทนระบบธนาคารอาณานิคม หลังจากผ่านขบวนการก่อตั้งระลอกแรก เป็นครั้งใหญ่ มาก่อนหน้านั้น (2485-2488) มีถึง 5 ธนาคาร —ธนาคารมณฑล (2485) ซึ่งต่อมากลายเป็นธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงเทพพาณิชย์การ (2487) ธนาคารกรุงเทพ (2487) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (2488) และธนาคารกสิกรไทย (2488)
มาถึงอีกระลอกในจังหวะนี้ (ปี 2491-2492) ได้แก่ ธนาคารแหลมทอง (2491) สหธนาคารและธนาคารไทยทนุ (2492)
ชนัตถ์ ปิยะอุย ได้สร้างโรงแรมปริ้นเซส ขึ้น ในยุคเดียวกันนั้น (2492)
การเปิดตัวโรงแรมขนาด 60 ห้อง พร้อมห้องอาหาร เคาน์เตอร์สายการบิน บนถนนเจริญกรุง บริเวณฝั่งตรงข้ามปากตรอกโอเรียนเต็ล กิจการไปได้ดี
หลังเปิดบริการได้ราว 4-5 ปี ชนัตถ์ ปิยะอุย สามารถซื้อที่ดิน สร้างห้องพักเพิ่มอีก 46 ห้อง และเป็นโรงแรมแห่งแรกในกรุงเทพฯ ที่มีสระว่ายน้ำด้วย มีผู้มาพักกลุ่มหนึ่งที่น่าสนใจ คือ คณะกัปตันและลูกเรือสายการบินแพนแอม (Pan American)
ชนัตถ์ ปิยะอุย เป็นนักเดินทางคนหนึ่ง การเดินทางท่องเที่ยวในต่างประเทศ มีโอกาสได้พักโรงแรมหรูหรา หลากหลาย มักเป็นที่มาของบทเรียนทางธุรกิจ และสร้างแรงบันดาลใจ
ครั้งหนึ่ง (ปี 2508) เธอได้รับเชิญไปญี่ปุ่นได้พักในโรงแรมระดับ 5 ดาว Okura Hotel ที่นั่นได้พบและรู้จักนักออกแบบโรงแรมแห่งนั้น เมื่อทราบว่า ชนัตถ์ ปิยะอุย มีความต้องการสร้างโรงแรมแห่งใหม่ทันสมัย เขาจึงตัดสินใจนำเสนอแผนงานออกแบบที่ไม่อาจปฏิเสธได้
นั่นคือโครงการโรงแรมห้าดาวแห่งแรกในกรุงเทพฯ-ดุสิตธานี มีห้องพักมากกว่า 500 ห้อง อยู่หัวถนนสีลม บนพื้นที่ 10 ไร่ของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ภายใต้สัญญาเช่า 10 ล้านบาทต่อระยะ 30 ปี
การลงทุนทั้งโครงการต้องใช้เงินถึง 450 ล้านบาท
เงินลงทุนเป็นปัญหาใหญ่มากๆ ชนัตถ์ ปิยะอุย พยายามรวบรวมพรรคพวกและญาติมิตร แต่ได้ไม่มากพอ จึงพยายามหาแหล่งเงินกู้จากต่างประเทศ ว่ากันได้ว่า ได้ข้อเสนออย่างมีเงื่อนไข ต้องมีธนาคารพาณิชย์ไทยมาค้ำประกัน แต่กลับปรากฏว่าไม่มีธนาคารไหนเอาด้วย
เรื่องราวจึงมาเชื่อมโยง โดยเฉพาะธนาคารเล็กๆ แห่งหนึ่ง ก่อตั้งในยุคเดียวกับโรงแรมปริ้นเซส นั่นคือธนาคารแหลมทอง
“ผลงานอ้างอิงกรณีหนึ่ง-ชนัตถ์ ปิยะอุย เจ้าของโรงแรมปริ้นเซส ได้ริเริ่มโครงการ โรงแรมดุสิตธานี ต้องการเงินกู้ 300 ล้านบาท (ราวปี 2510) ช่วงแรกๆ ชนัตถ์เร่ขอความสนับสนุนจากธนาคารหลายแห่ง แต่คว้าน้ำเหลว จนมาถึงธนาคารแหลมทอง ธนาคารเล็กๆ แห่งนี้”
สมบูรณ์ นันทาภิวัฒน์ อดีตกรรมการผู้จัดการธนาคารแหลมทอง ได้เล่าไว้ “ไม่ใช่ผมคนเดียว พี่ชายผมเป็นคนสนับสนุน เราเห็นว่าคุณชนัตถ์เป็นคนดีมีความสามารถ เราก็แบ่งเป็น 3 ส่วน ที่เหลือ 200 ล้านบาท คนละครึ่งกับธนาคารกรุงไทย ตอนนั้นคุณจำรัส จตุรภัทร เป็นผู้จัดการ มอบหมายให้เราดำเนินการ” (อ้างมาจาก E-Book “ตำนานธนาคารไทยล่มสลาย” โดยวิรัตน์ แสงทองคำ ปี 2568)
“พี่ชายผม” ซึ่งสมบูรณ์ นันทาภิวัฒน์อ้างถึงคือ ไพศาล นันทาภิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการธนาคารแหลมทองในช่วงนั้น (2497-2518)
เป็นไปได้ว่า ชนัตถ์ และไพศาลรู้จักกันในฐานะนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และทั้งสองเรียนไม่จบด้วยกันทั้งคู่
ในปี 2513 โรงแรมดุสิตธานีเริ่มเปิดบริการได้ เป็นไปอย่างโดดเด่นและเป็นที่ฮือฮา ได้สร้างชื่อเสียง ชนัตถ์ ปิยะอุย เป็นที่รู้จักในวงกว้าง
ช่วงแรกๆ โรงแรมดุสิตธานี ร่วมมือกับเครือข่ายโรงแรมมีชื่อเสียงระดับโลก (Western International แห่งสหรัฐ ปัจจุบันคือ Westin Hotel & Resort เป็นแบรนด์หนึ่งในเครือ Marriott ) อยู่ราว 2 ปี การบริหารได้กลับมาตกอยู่ในมือของชนัตถ์ ปิยะอุย
ในช่วงนั้นเอง (2515) บริษัท ดุสิตธานี จำกัดได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เช่นเดียวกับบริษัทใหญ่ๆ หลายแห่ง คงร่างเงาธุรกิจครอบครัว ถือครองหุ้นข้างมากไว้
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ชนัตถ์ ปิยะอุย ซึ่งมีบุตร ธิดา 3 คน (กับปวิต โทณวณิก บุตรพระยาโทณวณิกมนตรี อดีตรัฐมนตรีคลัง ยุคจอมพล ป.พิบูลสงคราม) คนโตเป็นบุตร ดูเหมือนเธอตั้งใจเป็นพิเศษให้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนมากกว่าธิดา เหมือนหมายหมั้นให้มาเป็นทายาทสืบต่อบริหารกิจการ ตามแบบแผนธุรกิจครอบครัวชั้นนำของไทยเวลานั้น
ชนินทร์ โทณวณิก ได้ไปเรียนระดับมัธยมที่อังกฤษ (ราวปี 2513) ณ Chigwell School โรงเรียนชั้นนำแห่งหนึ่ง ก่อตั้งมาแล้วราว 400 ปี
เมื่อจบได้เข้าสู่ระบบการศึกษาระดับอุดมศึกษาแบบอเมริกัน จนจบปริญญาโทจาก Boston University
กลับมาเมืองไทย เริ่มต้นรับราชการสอนหนังสือ ที่จุฬาฯ อยู่พักหนึ่งก่อนจะมาช่วยกิจการมารดา
เป็นช่วง “ดุสิตธานี” เติบโตต่อเนื่องมาขยายกิจการในช่วงเศรษฐกิจเติบโต
ในช่วงดุสิตธานีกำลังเริ่มต้นขยายตัวเติบโตนั้น ธนาคารแหลมทองกลับมีปัญหา แต่ดูจะเป็นปัญหาคล้ายๆ กับ “ดุสิตธานี” ในยุคปัจจุบัน จะว่าเป็นเวลาห่างกันเกือบ 4 ทศวรรษทีเดียวก็ไม่เชิง
ด้วยร่องรอยความขัดแย้งนั้น ว่ากันว่ามีมาตั้งแต่ช่วงวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจปี 2540 หากไปแกะรอย จะพบความพยายามของชนัตถ์ ปิยะอุย ในการแบ่งสมบัติที่เป็นไปอย่างซับซ้อน
ใหญ่ เป็นต้นตระกูลนันทาภิวัฒน์ มีบุตร-ธิดาหลายคน คนโต คือไพศาล สำหรับธนาคารแหลมทองแล้ว
ใหญ่กับไพศาล ถือเป็นผู้ก่อตั้งทั้งคู่ ด้วยร่วมกันมาตั้งแต้ต้น
ตัดฉากมาเมื่อไพศาลเสียชีวิต (ปี 2518) ขณะธนาคารแหลมทอง มีอายุ 26 ปี มีปัญหาเกิดขึ้นแทบจะทันที มีเรื่องเล่าเป็นเบาะแส เกี่ยวกับความขัดแย้งภายในครอบครัว โดยเฉพาะการมาของบุคคลที่สาม
ไพศาล มีภรรยาชื่อ เล็ก (นามสกุลเดิม หงสเวช) กับบุตรคนเดียว--ภิวัฒน์ นันทาภิวัฒน์ ทั้งสองเป็นคู่ขัดแย้งกับน้องๆ ไพศาล
เป็นเรื่องคลาสสิคหนึ่งของธุรกิจครอบครัว มักเกี่ยวข้อง “ความเป็นเจ้าของ” อันเข้มข้น ราวกับจะเชื่อว่าอำนาจบริหาร จะบันดลบันดาลให้ก่อเกิดอิทธิพล และผลประโยชน์อันมหาศาล
จากความขัดแย้งในตระกูล นำมาถึงบุคคลภายนอก กรณีธนาคารแหลมทอง คือ สุระ จันทร์ศรีชวาลา เข้ามามีบทบาทชูโรงในการต่อสู้เพื่อแย่งชิงธนาคาร พยายามเข้าถือหุ้นใหญ่ เข้าควบคุมอำนาจการบริหาร โดยใช้เวลาเกือบทศวรรษปี จึงบรรลุความสำเร็จ
เป็นกรณีเทกโอเวอร์ธนาคารอันลือลั่นและอื้อฉาวที่สุดกรณีหนึ่งในประวัติศาสตร์ของสังคมธุรกิจไทย
แต่สุดท้าย ส่งผลเสียใหญ่หลวงต่อธนาคาร ท่ามกลางการต่อสู้แย่งชิงนั้น ธนาคารแหลมทองได้อ่อนแอลงไปด้วย เมื่อเผชิญวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในปี 2540 จึงเอาตัวไม่รอด
อันที่จริงเรื่องความขัดแย้งแย่งชิงธนาคารครอบครัวไทย ในช่วงเวลานั้นมีอีกหลายแห่ง หลายกรณี (E-Book “ตำนานธนาคารไทยล่มสลาย” นำเสนอไว้ครบถ้วน หากสนใจ โปรดไปที่ mebmarket)
ทั้งนี้ ผู้เขียนมีความเชื่อหนักแน่นว่า กรณีดุสิตธานี จะไม่มีทางมีจุดจบเช่นนั้น เนื่องด้วยมีความแตกต่างหลายมิติ ทั้งในแง่ธุรกิจและบริบท





