bg-single

พระธาตุพนม ในประวัติศาสตร์ชาติ (1)

11.09.2025

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

พระธาตุพนม

ในประวัติศาสตร์ชาติ (1)

หลังจากเขียนถึงที่มาของอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิในช่วงกรณีพิพาทอินโดจีนทำให้ผมได้กลับไปอ่านเอกสารในช่วงดังกล่าวอีกครั้ง และพบว่าภายใต้บรรยากาศที่ลัทธิชาตินิยมกำลังขึ้นถึงจุดสูงสุดนั้น มีโบราณสถานแห่งหนึ่งเข้าไปมีบทบาทอย่างสำคัญในเหตุการณ์ดังกล่าว

นั่นก็คือ พระธาตุพนม

ซึ่งมิได้เป็นเพียงความเกี่ยวข้องในเชิงพื้นที่ในกรณีพิพาทเท่านั้น แต่ศาสนสถานแห่งนี้ยังได้เข้ามาทำหน้าที่สัญลักษณ์ทางการเมืองที่น่าสนใจในช่วงดังกล่าว

ซึ่งทำให้สุดท้ายแล้ว พระธาตุพนมจะมิได้มีบทบาทเป็นเพียงศูนย์กลางพุทธศาสนาในภาคอีสานเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

แต่ยังกลายความหมายสู่การเป็นพระธาตุสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ชาติไทยด้วย

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ ถ่ายภาพหน้าพระธาตุพนมเมื่อครั้งเสด็จตรวจราชการมณฑลอุดร พ.ศ.2449
ที่มา : สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ

ตามความเชื่อเก่าแก่ พระธาตุพนมคือสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าส่วนพระอุระ มีประวัติเชื่อมโยงย้อนกลับไปไกลจนถึงคำทำนายของพระพุทธเจ้า

ปรากฏรายละเอียดเนื้อหาพิสดารเล่าไว้ในตำนาน “อุรังคธาตุ” (ตำนานพระธาตุพนม) ซึ่งไม่ขอกล่าว ณ ที่นี้

ในด้านอายุสมัยของพระธาตุองค์นี้ ตลอดระยะเวลาเกือบร้อยปีที่ผ่านมา มีการสันนิษฐานไปมากมายหลายแนวทาง

มีตั้งแต่เก่าย้อนไปไกลถึงราวพุทธศตวรรษที่ 6 จนมาถึงราวพุทธศตวรรษที่ 12-14 ซึ่งประเด็นนี้ยังมิได้ข้อสรุปที่ชัดเจนแต่อย่างใด

แต่ไม่ว่าจะถูกสร้างขึ้นในช่วงไหนสิ่งที่ชัดเจนแน่นอนประการหนึ่งคือ พระธาตุพนมเป็นปูชนียสถานศักดิ์สิทธิ์อันเป็นที่เคารพศรัทธาของพุทธศาสนิกชนสองฝั่งโขงมายาวนานหลายร้อยปี สะท้อนได้จากการบูรณปฏิสังขรณ์นับครั้งไม่ถ้วน

ทั้งในสมัย พระเจ้าโพธิสารแห่งหลวงพระบาง (พ.ศ.2073-2103), พระไชยเชษฐาแห่งเวียงจัน (พ.ศ.2103-2114), พระครูโพนเสม็ก ในช่วงระหว่าง พ.ศ.2233-2235, เจ้าอนุวงศ์ ในช่วง พ.ศ.2349-2356, และในปี พ.ศ.2444 โดย พระครูวิโรจน์รัตโนบล วัดทุ่งศรีเมือง

ความเปลี่ยนแปลงสำคัญของพระธาตุพนมในเชิงความหมายจะเริ่มต้นขึ้นเมื่อสยามก้าวเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ในต้นพุทธศตวรรษที่ 25 และนำมาสู่การปฏิรูปใหญ่ในช่วงกลางทศวรรษ 2430

หรือที่เรารู้จักกันดีว่าเป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านจาก “รัฐจารีต” สู่ “รัฐสมัยใหม่” หรือ “รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์”

ภาพเขียนพระธาตุพนมภายในพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตร

ในหนังสือ Imagined Communities ของ Ben Anderson (อาจารย์เบน) พูดถึงการพัฒนาขึ้นของความรู้ทางโบราณคดีสมัยใหม่ที่เข้ามารับใช้เจ้าอาณานิคมในช่วงศตวรรษที่ 19 ที่นำมาซึ่งความสนใจศึกษาและเก็บข้อมูลโบราณสถานต่างๆ ทั้งที่ถูกทิ้งร้างและที่ยังมีการใช้งานอยู่

ซึ่งความรู้เหล่านี้ในด้านหนึ่งช่วยเปิดเผยอดีตที่ถูกหลงลืมไปผ่านหลักฐานที่ปรากฏอยู่ในโบราณสถานเหล่านั้น

แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับกลายเป็นความรู้ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงความหมายของโบราณสถานเหล่านั้นให้กลายมาเป็นส่วนประกอบหนึ่งของเรื่องเล่าว่าด้วย “รัฐ” และ “ชาติ”

การสำรวจศึกษาทางโบราณคดี การบูรณปฏิสังขรณ์โบราณสถานและศาสนสถานสำคัญ ตลอดจนการที่โบราณสถานเหล่านั้นถูกจัดวางลงบนแผนที่รัฐเพื่อเผยแพร่กันในหมู่ชนชั้นนำ (และในเวลาต่อมาสู่ประชาชนทั่วไปผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทต่างๆ)

หากว่าตามคำพูดของอาจารย์เบน กระบวนการนี้คือ การจัดทำ “สำมะโนประวัติศาสตร์” ของโบราณสถานที่ตายไปแล้ว เพื่อแสดงให้เห็นความเจริญและยิ่งใหญ่ของ “รัฐ” และ “ชาติ”

โบราณสถานเหล่านี้ทำหน้าที่เสมือน “อาภรณ์ที่จีบระบายประดับร่างกายของรัฐหรือผู้ประดิษฐ์แผนที่ขึ้นมา” เป็น “เครื่องประดับยศสำหรับรัฐ”

สยามในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 25 (ปลายศตวรรษที่ 19 ต่อต้นศตวรรษที่ 20) ก็มีแนวคิดต่อโบราณสถานที่ถูกทิ้งร้างและศาสนสถานที่ยังมีการใช้งานอยู่ไม่แตกต่างมากนักจากสิ่งที่เจ้าอาณานิคมยุโรปคิดและทำ

ชนชั้นนำสยามเริ่มจัดการทำ “สำมะโนประวัติศาสตร์โบราณสถาน” สำคัญของสยาม โดยอาศัยกลุ่มขุนนางข้าหลวงเทศาภิบาลในกระทรวงมหาดไทยภายใต้การกำกับดูแลโดย สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เป็นผู้ดำเนินการ

ข้าราชการเหล่านี้นอกจากจะต้องปฏิบัติงานหลักของกระทรวงแล้ว ภาระงานอีกประการคือ จะต้องเดินทางเสาะหาสำรวจโบราณสถาน (และโบราณวัตถุ) ในพื้นที่ตนและเขียนรายงานส่งกลับไปที่กรุงเทพฯ ด้วย

แม้แต่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ เอง เมื่อเสด็จออกตรวจราชการหัวเมืองต่างๆ ก็ทรงทำหน้าที่สำรวจโบราณสถานด้วยเช่นกัน เช่นในคราวเสด็จตรวจราชการมณฑลอุดร พ.ศ.2449 พระองค์ได้เสด็จแวะพระธาตุพนมและเขียนอธิบายไว้ว่า

“…พระธาตุพนมนั้นขนาดพระธาตุเมืองนครศรีธรรมราช ยอดก็หุ้มทองคำอย่างเดียวกัน แต่รูปเปนพระเจดีย์สี่เหลี่ยม รูปทรงแปลกไม่เหมือนเจดีย์แห่งใดๆ แต่ทรวดทรงงามดี ของเดิมก่อด้วยอิฐขัดไม่ถือปูน แกะลายแลรูปภาพในตัวอิฐทีเดียว กล่าวกันว่าเดิมก่อด้วยอิฐดิบ แกะลวดลายเสร็จจึงเผาสุมให้เปนอิฐสุกทั้งองค์พระเจดีย์ ฝีมือทำงามประณีตหนักหนา…” (อ้างถึงในหนังสือ เรื่องเที่ยวที่ต่างๆ ภาคที่ 4 ว่าด้วยเที่ยวมณฑลอุดร แล มณฑลอิสาณ)

และภายในเวลาราวเกือบ 40 ปี ก็สำเร็จเป็นรูปร่าง ปรากฏอยู่ในบทที่ 9 ของหนังสือชื่อ “ตำนานพุทธเจดีย์สยาม” ตีพิมพ์ พ.ศ.2469 แต่งโดย สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ โดยเนื้อหาภายในแสดงให้เราเห็นถึงขอบเขตของรัฐสยามสมัยใหม่ผ่านการอธิบายโบราณสถานที่สำคัญ 7 ยุคสมัยในทัศนะของพระองค์ (ทวารวดี, ศรีวิชัย, ลพบุรี, เชียงแสน, สุโขทัย, อยุธยา, รัตนโกสินทร์)

แม้ในหนังสือเล่มสำคัญดังกล่าว พระธาตุพนมจะไม่ถูกบรรจุลงในรายการโบราณสถาน 7 สมัย แต่ก็มีการกล่าวถึงในลักษณะที่เป็นเกร็ดแทรกเมื่อทรงกล่าวถึงพุทธเจดีย์ “สมัยเชียงแสน” และยังกล่าวชมว่าเป็นพุทธเจดีย์ที่มีฝีมือการก่อสร้างงาม

ภายใต้กระบวนการสำรวจ ศึกษา และบันทึกข้อมูลโบราณสถานตามระเบียบวิธีการของโบราณคดีสมัยใหม่ ทั้งหมดได้ค่อยๆ เข้ามาเพิ่มเติมความหมายของพระธาตุพนมจากเพียงปูชนียสถานศักดิ์สิทธิ์มาสู่การเพิ่มเติมความหมายของการเป็นพุทธเจดีย์ที่สำคัญของ “รัฐ” และ “ชาติ” สยาม

ในเวลาต่อมา สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ พัฒนาแนวคิดนี้ต่อจนนำมาสู่ข้อเสนอที่สำคัญคือ “จอมเจดีย์” โดยทรงเสนอแนวคิดนี้ต่อ สมเด็จพระวันรัต เจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตร เมื่อ พ.ศ.2485 เพื่อนำไปเป็นแนวทางในการเขียนภาพจิตรกรรมซุ้มคูหาภายในพระอุโบสถ ความตอนหนึ่งว่า

“…การที่ประเทศไทยเป็นดินแดนแห่งพระบวรพุทธศาสนา ทำให้มีพุทธสถานกระจายกล่นเกลื่อนอยู่ทั่วประเทศ มีอายุและแบบศิลปกรรมแตกต่างกันตามคตินิยมและยุคสมัย ในบรรดาปูชนียสถานนับร้อยนับพันมีเพียง 8 แห่งเท่านั้นที่ควรค่าแก่การยกย่องให้เป็น “จอมเจดีย์” แห่งสยาม…”

จอมเจดีย์ทั้ง 8 แห่ง ได้แก่

1. พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม สร้างเมื่อแรกพุทธศาสนาเข้ามาประดิษฐานในสยามประเทศ

2. พระปรางค์พระศรีมหาธาตุ จังหวัดลพบุรี สร้างเมื่อแรกประดิษฐานพุทธศาสนามหายานในประเทศไทย

3. พระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูน สร้างก่อนพระเจดีย์องค์อื่นในแคว้นล้านนาไทย

4. พระธาตุพนม จังหวัดนครพนม สร้างก่อนพระเจดีย์องค์อื่นในภาคอีสาน

5. พระศรีรัตนมหาธาตุ ศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย เป็นพระเจดีย์องค์แรกที่ไทยมาสร้างซ่อมของเดิม

6. พระมหาธาตุเจดีย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช สร้างขึ้นเมื่อพุทธศาสนาลังกาวงศ์แรกเข้ามาถึงไทย

7. พระเจดีย์ช้างล้อม ศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงสร้างเฉลิมพระเกียรติ

8. พระเจดีย์วัดใหญ่ชัยมงคล พระนครศรีอยุธยา สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงสร้างเฉลิมพระเกียรติ

จะเห็นได้ว่าการเลือกพระเจดีย์ 8 แห่งนี้มิใช่เป็นเพียงการยกย่องเชิงศาสนา แต่คือการกำหนดโครงเรื่องประวัติศาสตร์ชาติและพรมแดนรัฐในเชิงสัญลักษณ์

ภาพจอมเจดีย์ดังกล่าวคือการจำลองสำมะโนประวัติศาสตร์โบราณสถานของสยามให้ย่อลงเหลือเพียง 8 แห่ง

เป็นการสะท้อนอุดมคติเรื่องพรมแดนของ “รัฐ” และ “ชาติ” สมัยใหม่ ผ่านโบราณสถานสำคัญที่ส่วนหนึ่งยึดโยงเป็นเนื้อเดียวกันกับประวัติศาสตร์ชาติ (พ่อขุนรามฯ และ ชพระนเรศวร)

ส่วนหนึ่งคือการสร้างความเก่าแก่ให้แก่ประวัติศาสตร์สยามในฐานะดินแดนแรกรับพุทธศาสนา

และอีกส่วนหนึ่งทำหน้าที่บ่งบอกพรมแดนของสยามว่าครอบคลุมอาณาบริเวณประมาณไหน ทิศใต้ถึงประมาณไหน ทิศเหนือไปถึงไหน ทิศตะวันออกอยู่แค่ไหน (ดูเพิ่มในหนังสือ พระพุทธชินราชในประวัติศาสตร์สมบูรณาญาสิทธิราชย์)

ภายใต้แนวคิดนี้ พระธาตุพนม คือสัญลักษณ์ของพรมแดนสยามในทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ

คำถามคือ ทำไม สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ ถึงทรงเลือกพระธาตุพนม ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้ทรงให้ความสำคัญมากนัก

ผมอยากเสนอว่า ประเด็นนี้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับกรณีพิพาทอินโดจีนเมื่อ พ.ศ.2483 ซึ่งรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้เข้ามาใส่ความหมายใหม่บางประการให้แก่ปูชนียสถานแห่งนี้

จนทำให้พระธาตุพนมมีความสำคัญมากขึ้นต่อประวัติศาสตร์ชาติไทย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

รมว.กลาโหม เชิญข่าวสดหารือแนวทางเสนอข่าวด้านความมั่นคง ไม่ให้เกิดผลกระทบในนาคต ชี้กรณีแผนที่ทหารไม่มีเจตนาร้าย ที่ผ่านมาข่าวสดและกองทัพประสานข้อมูลกันดีมาตลอด
จริงลวง จริงแท้ ศรีบูรพา กุหลาบ สายประดิษฐ์ ไทยใหม่ ศรีกรุง
สงครามตลอดกาล! ปัญหาสงครามไทย-กัมพูชา
3 คนไทย ในบอลโลก
นับถอยหลัง เข้าสู่โลกยุคไร้แผ่นเกม
E-DUANG | เมื่อ ธรรมนัส พรหมเผ่า ขยับ คือ สัญญะ อันเป็น สัญญาณ
สุทธิพงษ์ นำประชุมมูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท ตั้งเป้าหมายให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียนและเยาวชน แหล่งศึกษาตามธรรมชาติ ฯลฯ
สตอกโฮล์มเปิดเวที “ประชุมสันติภาพโลก 2026” เชิญผู้นำ-นักสันติวิธีทั่วโลก ร่วมสร้างอนาคตแห่งสันติภาพ 22 สิงหาคมนี้
CKPower ใช้นวัตกรรมเปลี่ยน “ของเสีย” เป็นคุณค่า คว้า 2 รางวัล TJDA ปีนี้
“สีหศักดิ์” ชี้ “กัมพูชา” ลากไทยเข้ากลไกประนอมภาคบังคับทำปิดประตูเจรจาเขตแดนทางบก รับกังวลกรณีเขมรประโคมข่าว “รถถังจีน” ในช่วงสถานการณ์เปราะบาง
“วัชระพล” มอบนโยบาย อ.ส.ค.เร่งแผนการตลาดระบายสต๊อกนมก่อนพึ่งงบฯ แนะเพิ่มประสิทธิภาพบริหาร-มาร์เก็ตติ้งให้แข่งได้ในตลาดเสรี
พิธีศพ อาลี คาเมเนอี : วาทกรรมแห่งศาสนา และอำนาจการทูตผ่านมุมมองภาษาศาสตร์