บทเรียน ‘ช้างศึก’ คิงส์คัพ ‘เอเชี่ยนคัพ’ สถานีต่อไป ชี้ชะตาซาโยนาระ ‘อิชิอิ’
เขย่าสนาม | เงาปีศาจ
ปิดฉากไปแล้วสำหรับศึกฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 51 ประจำปี พ.ศ.2568 ที่จังหวัดกาญจนบุรี
วันที่ 4 กันยายน รอบรองชนะเลิศ อิรัก ชนะ ฮ่องกง 2-1 ขณะที่ “ช้างศึก” ทีมชาติไทย ในฐานะแชมป์เก่า ชนะ ฟิจิ 3-0 จำนวนแฟนบอลชมเกมในสนาม 12,545 คน
วันที่ 7 กันยายน รอบชิงอันดับ 3 ฮ่องกง ชนะ ฟิจิ 8-0 จำนวนผู้ชมในสนาม 3,275 คน ส่วนรอบชิงชนะเลิศ อิรัก ชนะ ไทย 1-0 จำนวนผู้ชมในสนาม 13,987 คน
แชมป์ตกเป็นของ อิรัก รับเงินรางวัล 2,000,000 บาท ส่วนรองแชมป์ ไทย (เจ้าภาพ) รับเงินรางวัล 1,000,000 บาท อันดับ 3 ฮ่องกง และอันดับ 4 ฟิจิ
ขณะที่ดาวซัลโว ได้แก่ โมฮานัด อาลี (อิรัก) 3 ประตู
ทีมชาติไทยชุดนี้ภายใต้การคุมทีมของ มาซาทาดะ อิชิอิ กุนซือชาวญี่ปุ่น ยังมีปัญหาให้เห็นหลายจุดที่ต้องแก้ไขกันต่อไป นักเตะ 23 คนชุดรองแชมป์คิงส์คัพ ครั้งที่ 51 ประกอบด้วย ผู้รักษาประตู ปฏิวัติ คำไหม (ทรู แบงค็อก) สรานนท์ อนุรินทร์ (บีจี ปทุม) กัมพล ปฐมอรรฆย์กุล (ราชบุรี)
กองหลัง ศุภนันท์ บุรีรัตน์ (การท่าเรือ) สันติภาพ จันทร์หง่อม (ชลบุรี) ณัฐพงษ์ สายริยา (ชลบุรี) สุพรรณ ทองสงค์ (แบงค็อก) อภิสิทธิ์ โสรฎา (ราชบุรี) ทรงวุฒิ ใคร่ครวญ (เมืองทอง) ศฤงคาร พรหมสุภะ (สุโขทัย) นิโคลัส มิคเกลสัน (เอลแวร์สเบิร์ก)
กองกลาง “เจ” ชนาธิป สรงกระสินธ์ (บีจี ปทุม) เอกนิษฐ์ ปัญญา (บีจี ปทุม) เจริญศักดิ์ วงษ์กรณ์ (บีจี ปทุม) พิธิวัตต์ สุขจิตธรรมกุล (บุรีรัมย์) พีรดนย์ ฉ่ำรัศมี (การท่าเรือ) วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ (การท่าเรือ) เบนจามิน เจมส์ เดวิส (อุทัยธานี) ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ (ทรู แบงค็อก) สุภโชค สารชาติ (คอนซาโดเล่ ซัปโปโร)
กองหน้า ศุภชัย ใจเด็ด (บุรีรัมย์) ธีรศักดิ์ เผยพิมาย (การท่าเรือ) ปรเมศย์ อาจวิไล (จูบิโล อิวาตะ)
จะเห็นได้ว่าทีมชุดนี้ของ “ช้างศึก” จะไม่มีชื่อของ “อุ้ม” ธีราทร บุญมาทัน, “มุ้ย” ธีรศิลป์ แดงดา กองหน้าตัวเก๋า, “ตังค์” สารัช อยู่เย็น และ “แบงค์” ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา กองหน้าอีกรายร่วมทีม ทำให้ตัวเลือกน้อยลงไป
ที่ผ่านมาแฟนบอลหลายคนสงสัยแท็กติกและการจัดทีมของกุนซือชาวญี่ปุ่นกันอย่างมาก รวมไปถึงการแก้เกม เปลี่ยนตัว การเลือกใช้นักเตะไม่เหมาะกับตำแหน่งถนัดเลยทำให้ศักยภาพด้อยลงไป
ทุกคนเกิดคำถามขึ้นมากมาย แต่การจะกดดันให้ปลด **อิชิอิ** จากตำแหน่งกุนซือในเวลานี้ก็จะเหมือนพายเรือในอ่างจนเกินไป
อิชิอิ ยังมีภารกิจสำคัญอยู่ที่ “เอเชี่ยนคัพ 2027” รอบคัดเลือก หากเขาพาทีมชาติไทยไปรอบสุดท้ายได้ก็น่าจะทำให้เห็นความสำเร็จอยู่บ้าง แต่หากตกรอบคัดเลือก คงต้อง “ซาโยนาระ” กุนซือชาวญี่ปุ่นน่าจะเหมาะสมกว่า
สำหรับสถานการณ์ของทีมชาติไทย ในศึกเอเชี่ยนคัพ 2027 รอบคัดเลือก กำลังตกที่นั่งลำบากเมื่อบุกไปแพ้ให้กับเติร์กเมนิสถาน 1-3 ในเกมนัดที่ 2 ทำให้อีก 4 เกมที่เหลือต้องเก็บชัยชนะให้ได้ทุกเกม แล้วต้องลุ้นให้เติร์กเมนิสถานเสียแต้มกับทีมอื่นๆ เพื่อที่จะคว้าตั๋วเอเชี่ยนคัพ 2027 รอบสุดท้าย ที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย ได้
สำหรับอันดับคะแนนเอเชี่ยนคัพ 2027 รอบคัดเลือก กลุ่มดี เติร์กเมนิสถาน ชนะรวด มี 6 แต้ม ตามด้วยไทย กับศรีลังกา ที่มีทีมละ 3 คะแนนเท่ากัน ส่วนไต้หวัน เป็นบ๊วยของกลุ่ม ยังไม่มีคะแนน
โปรแกรมต่อไปของทีมชาติไทย จะทำศึกฟุตบอลเอเชี่ยนคัพ 2027 รอบคัดเลือก กลุ่มดี ที่จะลงเล่นเกมนัดที่ 3 เปิดราชมังคลากีฬาสถาน พบกับ ไต้หวัน ในวันที่ 9 ตุลาคม จากนั้นจะบุกไปเยือนไต้หวันทันที ในวันที่ 14 ตุลาคม หากแพ้แมตช์ใดแมตช์หนึ่งก็ปิดฉากเส้นทางเอเชี่ยนคัพ 2027 รอบคัดเลือก ทันที
ย้อนมาดูข้อผิดพลาดของทีมชาติไทยในศึกคิงส์คัพ ครั้งที่ 51 ที่แฟนบอลและกูรูต่างวิเคราะห์กันออกมาจะเห็นได้ว่า
ยังขาดกองหน้าจบสกอร์ นี่คือปัญหาใหญ่ที่วนเวียนอยู่กับทีมชาติไทย มานาน และดูเหมือนว่าในยุคของ อิชิอิ แม้จะสร้างจังหวะเข้าทำได้มาก แต่ทีมชาติไทยทำประตูคู่แข่งได้น้อยมาก จาก 2 เกมในคิงส์คัพ ที่พบฟิจิ และอิรัก ช้างศึกมีโอกาสสับไกรวมกันถึง 34 ครั้ง แต่ได้มาเพียง 3 ประตู
หากย้อนกลับไปดูสถิติใน 4 เกมก่อนหน้านี้กับเติร์กเมนิสถาน, อินเดีย, ศรีลังกา และอัฟกานิสถาน ซึ่งทีมชาติไทย สร้างโอกาสได้มากกว่า 50 ครั้ง แต่กลับทำได้เพียง 6 ประตู นั่นสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการจบสกอร์ที่น่าเป็นห่วง
ปัญหาแนวรับที่ยังไม่แกร่งพอ โดย อิชิอิ สลับสับเปลี่ยนคู่กองหลังมาแล้วมากมายในกลุ่มผู้เล่นอย่าง เอเลียส ดอเลาะ, พรรษา เหมวิบูลย์, โจนาธาร เข็มดี, สุพรรณ ทองสงค์, ศฤงคาร พรหมสุภะ, ชินภัทร ลีเอาะ, มาร์โก บัลลินี่, ทรงวุฒิ ใคร่ครวญ, ณัฐพงษ์ สายริยา แต่ยังเห็นได้ว่า ยังไม่มีสูตรผสมผสานที่ลงตัว และแกร่งพอที่จะป้องกันแนวรุกของคู่แข่ง และ “ช้างศึก” จะต้องโดนทะลวงประตูแทบทุกนัด
เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีคลีนชีตให้เห็น
ประการต่อมาคือ หมดเวลาสำหรับอิชิอิในการทดสอบระบบแล้ว กุนซือชาวญี่ปุ่นทำทีมมา 2 ปี แต่ไลน์อัพ 11 คนแรก หมุนเวียนสลับสับเปลี่ยนตลอด โดยมักจะอ้างว่า เป็นการทดสอบระบบ นี่คือ ทัวร์นาเมนต์แข่งขันจริง และคนไทยอยากเห็นผลการแข่งขันที่ดีของทีม “ช้างศึก” การจับผู้เล่นคนนั้น คนนี้ไปเล่นในตำแหน่งที่ไม่ถนัด ต้องพอได้แล้ว
อิชิอิ ยังต้องเลิกระบบ “ลูกรัก” นักเตะบางราย คลาสบอลยังไม่ถึง แต่เพียงเพราะเคยเป็นลูกศิษย์ เคยร่วมงานกันในระดับสโมสร แต่คลาสบอลยังไม่ได้ ส่วนคนที่คลาสบอลดีๆ ในประเทศ และอยู่ในกลุ่มทีมชาติมักจะไม่ถูกเรียกตัวมาใช้งาน หากยังทำทีมภายใต้ระบบ “ลูกรัก” และความเกรงอกเกรงใจผู้ใหญ่มันอาจจะพังไปพร้อมๆ กันได้
อีกประการหนึ่งคือ กลุ่มนักเตะตัวเก๋ามากประสบการณ์อย่าง ธีรศิลป์ แดงดา, สารัช อยู่เย็น และธีราทร บุญมาทัน ยังคงมีความสำคัญกับทีมท่ามกลางสถานการณ์ไม่ค่อยจะสู้ดีของทีม **”ช้างศึก”** อย่างน้อยกลุ่มนักเตะพวกนี้จะเป็นตัวเลือกในการปรับเปลี่ยนแท็กติกระหว่างเกมที่ตกเป็นรองให้กลับมาสูสีได้
บทสรุปคิงส์คัพ ครั้งที่ 51 น่าจะเป็นอีกบทเรียนสำคัญของทีม “ช้างศึก” ที่หากยังทำแบบเดิมๆ ไร้มิติของการพัฒนา
เตรียมตัวจอดป้ายรอบคัดเลือก เอเชี่ยนคัพ 2027 และจบที่การ “ปลดโค้ช” หาโค้ชใหม่กันอีกรอบ…
พายเรือในอ่างน้ำวนกันต่อไปฟุตบอลเมืองไทย…
