บังคับโทษจำคุก ‘ทักษิณ’ บรรทัดฐานใหม่ ‘ศาลยุติธรรม’ จุดเปลี่ยน ‘เพื่อไทย’ จุดเปลี่ยน ‘เพื่อไทย’ ความเสียหายที่มีอนาคต?
บทความในประเทศ
บังคับโทษจำคุก ‘ทักษิณ’
บรรทัดฐานใหม่ ‘ศาลยุติธรรม’
จุดเปลี่ยน ‘เพื่อไทย’
ความเสียหายที่มีอนาคต?
จากกรณีเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำสั่งให้นายทักษิณ ชินวัตร ได้รับการบังคับโทษจำคุก 1 ปี เนื่องจากการเข้าไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่นับว่าเป็นการบังคับโทษตามกฎหมาย จึงมีคำสั่งให้บังคับโทษจำคุกนายทักษิณ 1 ปี
นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความระบุว่า พี่น้องประชาชนที่เคารพ ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้พระราชทานอภัยลดโทษจำคุกแก่ผมคงเหลือเวลา 1 ปี นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ต่อทั้งตัวผม และครอบครัว ผมขอน้อมรับและพร้อมเข้าสู่กระบวนการตามคำพิพากษาในวันนี้
ตลอดระยะเวลาของการทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีตั้งแต่ปี 2544-2549 ผมพยายามผลักดันทุกนโยบายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน เปลี่ยนภูมิทัศน์ทางการเมืองของประเทศไทย ให้พรรคการเมืองแข่งขันกันด้วยนโยบาย สร้างประชาธิปไตยที่กินได้จากผลงานของรัฐบาลที่ทำได้จริง ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจอย่างที่สุดในฐานะนักการเมืองจากการเลือกตั้งของประชาชน
แม้ว่าทุกคดีจะเกิดขึ้นหลังการรัฐประหารรัฐบาลของผมเมื่อปี 2549 แต่วันนี้ผมขอมองไปข้างหน้า ให้ทุกอย่างที่ผ่านมามีข้อยุติ ทั้งการต่อสู้คดีตามกฎหมาย และความขัดแย้งใดๆ อันเกิดขึ้นหรือเกี่ยวข้องกับตัวผม
ขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ให้การสนับสนุนตลอดมา ขอบคุณนักการเมือง สมาชิกพรรคเพื่อไทย และเพื่อนมิตรทั้งหลายที่เคียงข้างกัน ทั้งในยามสุขและยามยาก ผมตัดสินใจเลือกทางเดินนี้ เพื่อส่งกำลังใจให้ทุกคนเดินไปข้างหน้า ทำงานเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน ด้วยอุดมการณ์และจิตวิญญาณที่เรามีร่วมกันมา จนกว่าจะถึงวันที่เราได้เดินร่วมทางกันอีกครั้ง
จากวันนี้แม้ผมจะไร้อิสรภาพ แต่ยังมีเสรีภาพทางความคิดเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ผมจะรักษาความเข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อใช้เวลาในชีวิตที่เหลืออยู่ รับใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ แผ่นดินไทย และประชาชนคนไทย ไม่ว่าจะในสถานะใดนับจากนี้
ขณะที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งครอบครัวเรารู้สึกเรื่องนี้ทุกวัน และขอบคุณทุกท่านที่ส่งกำลังใจให้มาตลอด ทั้งนี้ นายทักษิณยังเป็นผู้นำจิตวิญญาณ ท่านนึกถึงบ้านเมืองตลอดเวลา ผลงานที่ผ่านมาทำเพื่อบ้านเมือง ท่านทำงานเพื่อบ้านเมืองเสมอ เพื่อให้ชีวิตพี่น้องประชาชนกินดีอยู่ดี
อย่างไรก็ตาม ในฐานะคนในครอบครัวเราห่วงคุณพ่อ และรู้สึกภูมิใจคุณพ่อมาก วันนี้ถือว่าท่านได้สร้างประวัติศาสตร์ขึ้นมาในประเทศ ที่ทั้งสร้างประโยชน์ให้ประเทศ และเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่ติดคุก
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กระบุ สำหรับสมาชิก และผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย สิ่งที่สูญเสียไปวันนี้ คืออิสรภาพของนายกฯ ทักษิณ แต่ตัวตน ผลงาน และความเป็นทักษิณ ชินวัตร ในใจพวกเรามิได้เสื่อมสูญไปด้วย
บางคนวิเคราะห์ว่าเพื่อไทยจบแล้ว รอเวลาล่มสลาย แต่ผมเห็นต่าง การตัดสินใจเผชิญหน้ากับชะตากรรมของอดีตนายกฯ ทักษิณวันนี้ คือหลักศิลาค้ำยันพรรคเพื่อไทย ในท่ามกลางพายุใหญ่ทางการเมืองให้กลับมาตั้งหลักยืน เราไม่ใช่ไม่เคยเจ็บ ไม่ใช่ไม่เคยล้ม ไม่ใช่ไม่เคยถูกคนตีตราว่าพ่ายแพ้ แต่ทุกครั้งเราก็กลับมา เพราะหัวใจเราไม่เคยยอมแพ้
ต้องยอมรับว่าพรรคเพื่อไทยเสียหายหนัก แต่ถ้ามองการเมืองแบบรอบด้านผมว่ามีโอกาสปะปนอยู่ในวิกฤตนี้ พรรคเพื่อไทยต้องอยู่กับความจริงให้ได้ สรุปบทเรียน แก้ไขข้อผิดพลาด หัวใจต้องใหญ่พอให้ประชาชนเห็นว่ายังสู้ สำหรับผม นี่คือความเสียหายที่มีอนาคต
นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊ก เนื้อความบางส่วนว่า ด้วยสถานการณ์ที่พลิกผัน อนุทินได้เป็นนายกฯ ขณะที่อดีตนายกฯ ทักษิณ ติดคุก ผมจึงกลับคิดว่านี่เป็นการ “พลิกวิกฤตอย่างแท้จริง” ของพรรคเพื่อไทย
ภาวการณ์ที่แม้แต่พรรคส้มยังป้อแป้กับอุดมการณ์ที่กลับไปกลับมา กับการโหวตที่สุดประหลาด “เป็นฝ่ายค้านที่โหวตให้ไปเป็นรัฐบาลเพื่อยุบสภา” และพรรคภูมิใจไทยที่ไม่มีอะไรจะขายในทางการเมือง
การติดคุกของทักษิณ อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทย คนไทยมีนิสัยอยู่อย่าง ไม่ชอบเห็นคนถูกรังแก
ด้าน ดร.สติธร ธนานิธิโชติ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า ให้มุมมองที่แตกต่างผ่านรายการ The Politics ทางช่อง Youtube Matichon TV ว่า ในการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคเพื่อไทยอาจได้ ส.ส.ไม่ถึง 50 เสียง ต้องยอมรับว่านายทักษิณไม่ได้เป็นคีย์แมนคนสำคัญในการเมืองไทยอีกต่อไปแล้ว แม้จะยังเป็นคีย์แมนของพรรคเพื่อไทยอยู่ก็ตาม
ในอนาคต พรรคเพื่อไทยจะเล็กลงแน่ๆ ประเมินในแง่บวกว่าอย่างน้อยภาคอีสานที่เป็นพื้นที่เหนียวแน่นยังรักคุณทักษิณอยู่ รวมกับภาคเหนือตอนบนบางพื้นที่ ส่วนปาร์ตี้ลิสต์ 10 อันดับแรกยังต้องดูแล้วว่าจะได้ไหม ให้ลองดูสภาพพรรคใหญ่ๆ ในอดีต เช่น ประชาธิปัตย์ พลังประชารัฐ ทุกวันนี้ปาร์ตี้ลิสต์เหลือกี่คน
ด้าน รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กถึงข้อสังเกตทางนิติศาสตร์ที่มีต่อคำสั่งศาลฎีกากรณีการบังคับโทษจำคุกนายทักษิณ ความว่า
1. คำสั่งที่วินิจฉัยว่าการบังคับโทษจำคุกคุณทักษิณไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ต้องกลับไปรับโทษจำคุกอีก เป็นการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในทางนิติศาสตร์ ไม่ใช่เพราะเป็นการส่งอดีตนายกรัฐมนตรีเข้าคุกจริงๆ เป็นครั้งแรกของไทย แต่เพราะเป็นครั้งแรกที่ศาลฎีกาเข้ามาตรวจสอบการบังคับตามคำพิพากษาซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของฝ่ายบริหาร (โดยเฉพาะกรมราชทัณฑ์) ทั้งๆ ที่มีผู้คัดค้านว่าศาลไม่ควรมีอำนาจไต่สวนโดยที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้อย่างชัดแจ้ง
การที่ศาลฎีกาตีความกฎหมายว่าตนมีอำนาจ สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เชื่อมั่นต่อการทำหน้าที่ของฝ่ายบริหารในการบังคับตามคำพิพากษา และศาลคงมองไม่มีหนทางอื่นที่แก้ปัญหาร้ายแรงของกระบวนการยุติธรรมในส่วนนี้ได้อย่างทันท่วงที คำสั่งของศาลฎีกาในคดีนี้จึงเป็นทั้งพยานหลักฐานของความล้มเหลวในกระบวนการบังคับโทษ และยังเป็นสัญญาณที่ส่งถึงฝ่ายบริหารให้ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และต้องคิดหาวิธีการปฏิรูปหรืออุดช่องโหว่ของกระบวนการบังคับโทษโดยเร็ว โดยไม่ควรปล่อยให้เป็นภาระของศาลยุติธรรมในการตีความกฎหมายเพื่อเข้ามามีอำนาจตรวจสอบ
2. คำสั่งครั้งประวัติศาสตร์ของศาลฎีกาในครั้งนี้ แม้ว่าจะมีผลเฉพาะคดีคุณทักษิณ แต่ก็จะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ ที่อาจจะทำให้เกิดการร้องขอตรวจสอบการบังคับโทษในคดีอื่นๆ ด้วย หากศาลยุติธรรมปฏิเสธไม่รับไต่สวนให้โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ก็อาจจะถูกกล่าวหาว่าบังคับใช้กฎหมายไม่เป็นธรรมเสียเอง
อย่างไรก็ตาม ศาลคงไม่มีเวลาและบุคลากรมากพอที่จะเข้าไปตรวจสอบการบังคับตามคำพิพากษาในทุกคดี จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ศาลยุติธรรมต้องปรึกษาหารือกันภายในเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนว่ามีกรณีแบบใดบ้างที่ศาลควรเข้าไปตรวจสอบการบังคับตามคำพิพากษา
อีกหนึ่งประเด็นที่ต้องจับตาหลังคำสั่งบังคับโทษนายทักษิณ คือชะตากรรมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในกรณีชั้น 14 ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เคยรับเรื่องไว้พิจารณาและดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงนั้น
คณะกรรมการ ป.ป.ช.คงจะมีการนำคำพิพากษาดังกล่าวมาใช้เป็นข้อมูลประกอบการไต่สวนข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ จำนวน 12 ราย ได้แก่
1. นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ 2. นายสิทธิ สุธีวงศ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ 3. นายชาญ วชิรเดช รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ 4. นายนัสที ทองปลาด ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร 5. พล.ต.ท.โสภณรัชต์ สิงหจารุ เมื่อครั้งเป็นนายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ
6. พล.ต.ท.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ นายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ 7. พ.ต.อ.ชนะ จงโชคดี นายแพทย์ (สบ 5) โรงพยาบาลตำรวจ แพทย์เจ้าของไข้ และผู้ออกใบความเห็นแพทย์ 8. พล.ต.ต.สามารถ ม่วงศิริ แพทย์โรงพยาบาลตำรวจ ผู้ออกใบความเห็นแพทย์
9.นพ.วัฒน์ชัย มิ่งบรรเจิดสุข ผู้อำนวยการทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ 10. พญ.รวมทิพย์ สุภานันท์ แพทย์ผู้ตรวจร่างกายขณะรับตัวผู้ต้องขังใหม่ 11. นายสัญญา วงค์หินกอง พัศดีเวร เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร 12. นายธัญพิสิษฐ์ ขบวน พยาบาลเวร เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร
กรณีชั้น 14 กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของทั้งวงการเมืองและวงการนิติศาสตร์ของไทย
