บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
https://www.facebook.com/sirote.klampaiboon
รัฐพันลึก
กับอนาคตของรัฐบาล
ภาพคุณทักษิณ ชินวัตร ในชุดนักโทษเข้าคุกเป็นภาพซึ่งไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อนเลย
และต่อให้คุณทักษิณเข้าคุกวันแรกไปแล้ว คนจำนวนมากก็ยังสงสัยว่าคุณทักษิณติดคุกจริงหรือไม่ ติดแบบมีเล่ห์เหลี่ยมตรงไหนหรือเปล่า
หรือแม้แต่ติดคุกแล้วนอนห้องขังจริงๆ หรืออ้างว่าป่วยแล้วไปนอนโรงพยาบาล
ทั้งหมดนี้คือความไม่เชื่อถือตัวคุณทักษิณที่มีมากจนเหลือเชื่อ และทั้งหมดนี้คือมูลเหตุให้คนจำนวนมากระแวงพรรคเพื่อไทยของคุณทักษิณด้วย
คำขอของเพื่อไทยเรื่องให้โหวตคุณชัยเกษม นิติสิริ เป็นนายกฯ แล้วยุบสภาจึงไม่มีใครเชื่อ ถ้าไม่ใช่พรรคเพื่อไทย, นางแบกเพื่อไทย หรือคนของพรรคเพื่อไทยเอง
หัวใจของประชาธิปไตยรัฐสภาคือ Trust หรือ “ความเชื่อมั่น” ระหว่างประชาชนกับพรรคการเมือง ว่าพรรคจะทำให้เกิดชีวิตที่ดี
เมื่อใดที่ประชาชนไม่เชื่อมั่นพรรคการเมือง เมื่อนั้นประชาชนย่อมไม่เชื่อว่าพรรคจะทำให้มีชีวิตที่ดีขึ้น
และนั่นคือปัญหาของคุณทักษิณกับพรรคเพื่อไทยในปัจจุบัน
สําหรับคนที่อยากเถียงว่าคนไทยยังเชื่อมั่นในเพื่อไทย คำตอบง่ายๆ คือคนเชื่อมั่นมีแน่ แต่คนไม่เชื่อมั่นเพิ่มขึ้นและคนเชื่อมั่นลดลง
ผลเลือกตั้งที่คนเลือกจาก 14 ล้านเหลือ 10 ล้าน, โพลทุกสำนัก และความกลัวแพ้เลือกตั้งจนไม่ยอมยุบสภากระทั่งพรรคประชาชนโหวตอนุทิน ชาญวีรกูล คือหลักฐานอย่างดี
คงต้องให้รอถึงวันเลือกตั้งจริงๆ จึงจะรู้ว่าการเข้าคุกของคุณทักษิณจะส่งผลให้เพื่อไทยมีคะแนนนิยมต่ำลงอย่างไร
แต่ตัวเลขที่ ส.ส.เพื่อไทยคนหนึ่งเคยประเมินกับผมหลังกรณี “คลิปฮุน เซน” คือคะแนนเสียงน่าจะหายไปราวๆ 30% และเมื่อคุณทักษิณเข้าคุกก็อาจมี ส.ส.เหลือราวๆ 50-70 คน
สรุปสั้นๆ คือความไม่เชื่อมั่นต่อคุณทักษิณและพรรคเพื่อไทยอาจมีราคาเท่ากับครึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส.พรรคเพื่อไทยในปัจจุบัน
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คุณทักษิณและเครือข่ายถูกลงโทษจาก “นิติสงคราม”
แต่เมื่อเทียบกับครั้งอื่นๆ ที่ “นิติสงคราม” เกิดในเวลาที่ความเชื่อมั่นต่อคุณทักษิณและพรรคยังดี “นิติสงคราม” จึงทำลายพรรคไม่ได้
ขณะที่ “นิติสงคราม” รอบนี้ทำให้พรรคเพื่อไทยอยู่ในจุดตกต่ำที่สุดเท่าที่เคยเป็น
ควรสังเกตด้วยว่าขณะที่เพื่อไทยตอบโต้ “นิติสงคราม” ในอดีตโดยอ้างว่าตัวเองโดน “2 มาตรฐาน” จาก “รัฐพันลึก” อย่างอยุติธรรม พรรคเพื่อไทยในกรณี “ทักษิณ” และ “แพทองธาร ชินวัตร” กลับยอมรับความผิดใน “นิติสงคราม” ทั้ง 2 กรณีนี้โดยไม่มีคำตอบโต้ประเภทนี้แม้แต่ประโยคเดียว
พลังของเพื่อไทยในอดีตมาจาก Popular Vote หรือการได้เสียงเลือกตั้งถล่มทลาย จำนวนผู้เลือกตั้งจึงทำให้พรรคเพื่อไทยมี “ความชอบธรรมทางการเมือง” (Political Legitimacy) ที่จะตั้งคำถามกับ “นิติสงคราม” ซึ่งมี “ความชอบด้วยกฎหมาย” (Legal Legitimacy) ซึ่งเงื่อนไขนี้ไม่มีในปัจจุบัน
ทันทีที่คะแนนเสียงเพื่อไทยลดลง ความชอบธรรมทางการเมืองของพรรคก็ลดลง
แต่แทนที่คุณทักษิณจะเพิ่มความชอบธรรมทางการเมืองด้วยวิธีต่างๆ คุณทักษิณกลับหันไปสร้างพันธมิตรกับชนชั้นนำหรือ “รัฐพันลึก” โดยยอมรับ “ความชอบด้วยกฎหมาย” ของ “นิติสงคราม” ในทุกกรณี
เมื่อเทียบกับคุณทักษิณหลังปี 2549 ที่ใช้พรรควิจารณ์ขั้นชุมนุมหน้าบ้านประธานองคมนตรี หรือคุณทักษิณปี 2553 ที่ใช้พรรคและคนเสื้อแดงพูดถึง “อำมาตย์”
คุณทักษิณในปี 2568 สื่อสารในคำแถลงวันเข้าคุกและแสดงตัวให้คนเห็นในชุดนักโทษนั้นตอกย้ำสปิริตที่ “อยู่เป็น” จนต่างจากเดิมสิ้นเชิง
“รัฐพันลึก” คือใครเป็นเรื่องซึ่งถกเถียงได้อีกมากจนยังไม่จำเป็นต้องเถียงกัน
แต่ “รัฐพันลึก” อยู่ตรงข้าม “เสียงส่วนใหญ่” หรือ “Popular Vote” และรัฐธรรมนูญ 2560 ก็ทำให้ “รัฐพันลึก” อยู่เหนือ “Popular Vote” ด้วย
ประเทศไทยหลังปี 2560 จึงไม่เคยมีนายกฯ จากพรรคที่ชนะเลือกตั้งอันดับ 1 เลย
ยิ่งความไม่เชื่อมั่นต่อคุณทักษิณและรัฐบาลเพื่อไทยมากขึ้น ความแข็งแกร่งของ “รัฐพันลึก” เหนือ Popular Vote ก็มากขึ้นจนยิ่งนาน Popular Vote หรือเสียงประชาชนที่มาจากการเลือกตั้งแทบไม่มีความหมายเมื่อเทียบกับ “รัฐพันลึก” เลย
ล่าสุด ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยตัดอำนาจประชาชนในการเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่า “รัฐสภามีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แต่รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง” ซึ่งในทางปฏิบัติก็คือการลดความสำคัญของเสียงประชาชนลงไปกว่าเดิม
หลักสำคัญของการปกครองในระบอบรัฐธรรมนูญคืออำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญต้องเป็นของปวงชน ส่วนจะออกแบบรัฐธรรมนูญให้สัมพันธ์อย่างไรกับ “ประชาธิปไตย” เป็นเรื่องที่เถียงกันได้
แต่ด้วยคำวินิจฉัยนี้ ศาลรัฐธรรมนูญมีส่วนกดทับอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของปวงชนโดยปริยาย
ผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยบางคนตีความว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญทำให้ MOA ของพรรคประชาชนล้มไปโดยปริยาย แต่คำตีความนี้ผิดและมาจากบรีฟที่ต้องการโจมตีพรรคประชาชนจนเลอะไปหมด เพราะศาลไม่ได้ห้ามมี ส.ส.ร.แต่บอกแค่ ส.ส.ร.ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง
สรุปแบบเร็วๆ ประเทศมีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญมาแล้ว 4 ชุดในปี 2491, 2502, 2539 และ 2550 แต่สภาร่างรัฐธรรมนูญที่พูดกันทุกวันนี้หมายถึงสภาร่างฯ ชุดปี 2539 และปี 2550 ซึ่งทั้งสองชุดล้วนไม่เคยมีการให้ประชาชนเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง
สำหรับคนที่อาจลืมไป รัฐธรรมนูญปี 2540 มี ส.ส.ร. 76 คนเป็นตัวแทนระดับจังหวัด โดยแต่ละจังหวัดให้ผู้สมัคร ส.ส.ร.เลือกกันเองเหลือไม่เกิน 10 คน จากนั้นจังหวัดส่งรายชื่อให้ “รัฐสภา” เลือกเหลือจังหวัดละคน ส่วน ส.ส.ร.อีก 23 คนมาจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชน, รัฐศาสตร์ หรือการเมือง
คำวินิจฉัยศาลไม่ดีแน่สำหรับประชาธิปไตย เพราะการที่พรรคเพื่อไทยส่งเรื่องให้ศาลวินิจฉัย และคำวินิจฉัยศาลล้วนทำให้ศาลรัฐธรรมนูญขยายอำนาจสู่การสถาปนารัฐธรรมนูญทั้งสิ้น แต่ทั้งหมดนี้ไม่เท่ากับการปิดโอกาสเกิดสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือเป็นความผิดพรรคประชาชนอย่างแน่นอน
ภารกิจทางประวัติศาสตร์ของ “รัฐพันลึก” คือการทำให้ประเทศเปลี่ยนช้าจนความเปลี่ยนแปลงต้องไม่กระทบอำนาจชนชั้นนำเลย
คำวินิจฉัยของศาลหรืออวสานคุณแพทองธารและคุณทักษิณล้วนเป็นส่วนหนึ่งของกระแสความเปลี่ยนแปลงที่ “รัฐพันลึก” ทำกับประเทศอย่างปฏิเสธไม่ได้เลย
ปัญหาของ “รัฐพันลึก” คือการมีความชอบธรรมด้วยกฎหมายแต่ไม่มีความชอบธรรมทางการเมือง
วิธีแก้ของรัฐพันลึกจึงต้องทำให้คนไม่สนใจการเมือง เพราะเมื่อไม่สนใจก็ทำให้คำถามเรื่องความชอบธรรมแผ่วเบาลง หรือไม่อย่างนั้นคือทำให้เกิดรัฐบาลที่ความไม่ชอบธรรมไม่ใช่ปัญหาต่อไป
รัฐบาลภูมิใจไทยเป็นตัวอย่างหนึ่งของรัฐบาลที่ความชอบธรรมทางการเมืองต่ำกว่าธรรมดา เพราะผู้นำรัฐบาลไม่ได้ชนะเลือกตั้ง รัฐบาลเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย พรรคอันดับ 1 โหวตนายกฯ แต่ไม่เป็นรัฐมนตรีด้วย ความสนับสนุนในสภาจึงต่ำเช่นเดียวกับความสนับสนุนของประชาชนนอกสภา
เปรียบเทียบแบบง่ายๆ ถ้าเพื่อไทยมีปัญหาความชอบธรรมเพราะไม่มีวันได้ความยอมรับจากคนอย่างต่ำ 14 ล้านที่เลือกพรรคประชาชน ภูมิใจไทยก็จะมีปัญหาความชอบธรรมเพราะไม่มีวันได้ความยอมรับอย่างเต็มที่จากคนอย่างต่ำ 24 ล้านที่เลือกพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย
แน่นอนว่า Blessing จากรัฐพันลึกเป็นจุดแข็งของภูมิใจไทยที่ไม่มีใครมี แต่ความยอมรับจากประชาชนก็เป็นจุดอ่อนที่สุดที่ไม่ควรมีด้วย
ทางออกของภูมิใจไทยจึงได้แก่การทำผลงานให้ดีที่สุดเพื่อลดความไม่ยอมรับของประชาชนให้ต่ำที่สุดจนเกิดการระดมคนนอกคุณภาพสูงมาร่วมรัฐบาล
ปฏิเสธไม่ได้ว่ารัฐมนตรี “คนนอก” ยุคภูมิใจไทยมีภูมิหลังที่น่าเชื่อถือกว่า “คนนอก” ยุครัฐบาลเพื่อไทย
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าความน่าเชื่อถือไม่ได้เป็นหลักประกันของ “ผลงาน” ซึ่งหลายเรื่องยังน่าสงสัยอยู่มาก
ตัวอย่างง่ายๆ คือรัฐบาลจะปฏิรูปราคาพลังงานและควบคุมค่าครองชีพอย่างไร
ไม่มีใครรู้ว่ารัฐมนตรีพาณิชย์คนใหม่เข้าใจปัญหาเศรษฐกิจฐานรากและความสำคัญของการควบคุมค่าครองชีพหรือไม่
ไม่มีใครเคยได้ยินรัฐบาลพูดเรื่องจะปฏิรูปโครงสร้างพลังงานอย่างไร
แต่ถ้ารัฐบาลทำไม่ได้ โอกาสที่รัฐบาลจะลดความไม่ยอมรับของประชาชนก็ย่อมต่ำลงกว่าที่ผ่านมา
บทความนี้ไม่ได้พูดถึงพรรคประชาชนแม้แต่นิดเดียว ไม่ใช่เพราะพรรคประชาชนไม่สำคัญ แต่เพราะพรรคประชาชนไม่ได้อยู่สมการของ “รัฐพันลึก” และไม่มีความพยายามจะเป็นพันธมิตรเพื่ออำนาจการเมืองอย่างพรรคการเมืองอื่นๆ จึงไม่จำเป็นต้องพูดเรื่องที่พรรคประชาชนไม่เกี่ยวข้องเลย
การติดคุกของทักษิณไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ทางการเมือง Episode ใหม่ที่ยังไม่มีใครรู้ว่าฉากเปิดแรกจะเป็นเรื่องอะไร
