ศิลปินผู้ถ่ายทอดความปั่นป่วนวิตกกังวลผ่านศิลปะ Edvard Munch
อะไร(แม่ง)ก็เป็นศิลปะ | ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์
ด้วยความที่สถานการณ์ทางการเมืองของบ้านเราในปัจจุบันช่างเต็มไปด้วยความน่าวิตกกังวล ในตอนนี้เราเลยขอนำเสนอเรื่องราวของศิลปินผู้ทำงานศิลปะที่สื่อถึงความรู้สึกวิตกกังวล และความเลวร้ายในชีวิต มากกว่าการสะท้อนความงามในเชิงประทับใจเช่นเดียวกับศิลปินส่วนใหญ่ที่เรารู้จัก
ศิลปินผู้นั้นมีชื่อว่า เอ็ดวาร์ด มุงก์ (Edvard Munch) จิตรกรชาวนอร์เวย์ ที่ถึงแม้จะเป็นศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานอย่างโดดเด่นเป็นเอกที่สุดคนหนึ่ง หากแต่เขาก็ต้องต่อสู้กับความทุกข์ทรมานใจตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการหมกมุ่นกับความตาย ความป่วยไข้เรื้อรัง หรือแม้แต่การดิ้นรนเรียกร้องเสรีภาพทางเพศ และความปรารถนาอันแรงกล้าทางศาสนา เขาถ่ายทอดความหมกมุ่นเหล่านี้ผ่านผลงานศิลปะอันเต็มไปด้วยสีสันอันรุนแรง รูปลักษณ์กึ่งนามธรรม และเนื้อหาอันลึกลับน่าฉงน
ถึงแม้มุงก์จะเติบโตในฐานะศิลปินในช่วงแรกของศตวรรษที่ 20 ที่กระแสเคลื่อนไหวทางศิลปะแบบอาร์ตนูโว (Art Nouveau) กำลังถึงจุดสูงสุด ซึ่งเป็นแนวทางที่เน้นความเป็นธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป และแรงบันดาลใจจากสัญชาตญาณอันลึกลับ ถึงแม้เขาจะได้รับอิทธิพลจากแนวคิดของแนวทางนี้ แต่เขากลับเลือกที่จะละทิ้งแง่มุมในเชิงตกแต่งประดับประดาของศิลปะกระแสนี้ และหันมาเน้นการแสดงออกทางจิตวิญญาณ โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากปรัชญาเทวญาณ (Theosophy) ที่มุ่งเน้นในการสืบหาต้นกำเนิดของพระผู้เป็นเจ้าและมนุษยชาติ
มุงก์มองว่าโลกที่มองเห็นได้นั้นเป็นเพียงหน้าต่างที่เปิดออกสู่ภูมิทัศน์ทางจิตวิทยาอันน่าหวาดหวั่นอยู่เสมอ

ด้วยความที่มุงก์เติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่ต้องเผชิญกับโรคร้ายแรง และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของแม่และน้องสาวของเขา ซึ่งพ่อของเขาผู้เป็นชาวคริสเตียนเคร่งครัดก็ตอกย้ำว่าเป็นการลงโทษจากพระผู้เป็นเจ้า การผสมผสานกันระหว่างเหตุการณ์โศกนาฏกรรมอันรุนแรงที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด กับการตีความโชคชะตาในเชิงคลั่งศาสนา ได้สร้างร่อยรอยร้าวลึกในจิตใจของมุงก์มาตั้งแต่วัยเยาว์ และกลายเป็นพื้นฐานสำคัญที่หล่อหลอมให้เขาหมกมุ่นอยู่กับประเด็นเกี่ยวกับความวิตกกังวล ความทุกข์ทรมานทางอารมณ์ความรู้สึก และความเปราะบางของมนุษย์ไปตลอดชีวิต
มุงก์ตั้งใจใช้สีสันอันรุนแรง รูปลักษณ์กึ่งนามธรรม และความลึกลับน่าพิศวง ที่ท้าทายให้ตีความ ทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ที่มีความหมายในระดับสากล ด้วยเหตุนี้ ผลงานของเขา ทั้งภาพวาดลายเส้น ภาพวาดสีน้ำมัน และภาพพิมพ์ของเขาจึงมีคุณสมบัติคล้ายกับเครื่องรางทางจิตวิทยา ที่ถึงแม้จะมีต้นกำเนิดจากประสบการณ์ส่วนตัวของมุงก์เอง แต่ผลงานเหล่านี้ของเขาก็มีพลังในการถ่ายทอด หรือแม้กระทั่งทำงานกับสภาวะทางอารมณ์หรือจิตใจของผู้ชมคนใดก็ตามได้เช่นกัน
ด้วยคุณลักษณะเช่นเดียวกับศิลปินในยุคก่อนหน้าอย่าง วินเซนต์ แวน โก๊ะ (Vincent van Gogh) มุงก์พยายามถ่ายทอดสิ่งที่เป็นการสมรสกันระหว่างสิ่งที่เขามองเห็นในโลกภายนอกรอบตัวของเขา กับการรับรู้ในเชิงจิตวิทยา อารมณ์ความรู้สึก หรือแม้แต่จิตวิญญาณของเขาเอง

ผลงานที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดของมุงก์อย่าง The Scream (1893) คือหนึ่งในภาพวาดที่กลายเป็นสัญลักษณ์และได้รับการยกย่องมากที่สุดในประวัติศาสตร์ศิลปะตะวันตกและโลกศิลปะสมัยใหม่
ถึงแม้จะมีชื่อว่า The Scream ที่แปลว่า เสียงหวีดร้อง และตัวละครในภาพเองก็ทำท่าเหมือนกำลังกรี๊ดอยู่ด้วย แต่จริงๆ เสียงหวีดร้องในภาพวาดนี้ไม่ใช่เสียงของคนในภาพ แต่เป็นเสียงของอย่างอื่นมากกว่า มุงก์เองเคยเขียนบรรยายภาพนี้เอาไว้ว่า
“เย็นวันหนึ่ง ผมกำลังเดินไปตามถนนกับเพื่อนสองคน ตอนนั้นพระอาทิตย์กำลังตกดิน ทันใดนั้นท้องฟ้าก็กลายเป็นสีแดงเหมือนเลือด ผมรู้สึกเหนื่อยจนต้องหยุดเดินไปพิงรั้วข้างทาง สายตาผมมองเห็นเลือดและเปลวไฟลิ้มเลียท้องฟ้าเหนือฟยอร์ดสีน้ำเงินเข้มและเมือง เพื่อนผมเดินต่อไปข้างหน้า แต่ผมยืนตัวสั่นเทาอยู่ที่นั่นด้วยความหวาดกลัวและวิตกกังวล เหมือนหูผมได้ยินเสียงร้องอันไม่มีที่สิ้นสุดที่ดังลั่นออกมาจากธรรมชาติ”
มุงก์จึงกลับไปวาดภาพนี้ออกมาด้วยสีร้อนแรงจัดจ้าน และระบายท้องฟ้าและเมฆด้วยสีแดงเหมือนเลือดแบบที่เขาเห็นในวันนั้น สีสันและองค์ประกอบในภาพดูรุนแรงเหมือนกำลังหวีดร้องออกมา หลายคนที่ดูภาพนี้ก็น่าจะได้ยินเสียงหวีดร้องดังออกมาจากภาพด้วยเหมือนกัน
ต่อมาเขายังอธิบายถึงความเจ็บปวดส่วนตัวเบื้องหลังภาพวาดภาพนี้ว่า “เป็นเวลาหลายปีที่ผมแทบจะเสียสติ… คุณรู้จักภาพ The Scream ของผมใช่ไหม? ตอนนั้นผมถูกผลักจนถึงขีดสุด ธรรมชาติกำลังกรีดร้องอยู่ในเลือดของผม… หลังจากนั้น ผมก็หมดหวังที่จะรักใครได้อีกต่อไป”

ในระหว่างนิทรรศการแสดงผลงานของมุงก์ ยังมีผู้ชมที่เป็นนักศึกษาแพทย์คนหนึ่งพูดกับเขาว่า “มีแต่คนบ้าเท่านั้นแหละ ที่วาดภาพแบบนี้ออกมาได้ คุณน่าจะมีปัญหาทางจิตแน่ๆ”
มุงก์เองก็คงเชื่ออย่างนั้นด้วย เพราะมีการค้นพบในภายหลังว่า มุมบนซ้ายของภาพนั้นมีร่องรอยดินสอบางๆ เขียนเป็นภาษานอร์เวย์ที่แปลว่า “Can only have been painted by a madman” หรือ “สามารถวาดโดยคนบ้าเท่านั้น” ซึ่งผู้เชี่ยวชาญพิสูจน์ว่าเป็นลายมือของมุงก์นั่นเอง
นอกจากภาพวาด The Scream (1893) ภาพนี้แล้ว มุงก์ยังวาดภาพในชุด The Scream ออกมาอีกสามภาพ คือภาพวาดสีน้ำมันในช่วงเปลี่ยนไปสู่ศตวรรษที่ 20 ราวปี 1910 และภาพที่วาดด้วยสีพาสเทลและภาพพิมพ์หิน (Lithogrpah) อีกด้วย
ภาพวาด The Scream ภาพนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความหวาดวิตกของมนุษยชาติในยุคสมัยใหม่ และเป็นสัญลักษณ์ของความน่ากลัวสยดสยองในโลกศิลปะ รวมถึงส่งอิทธิพลต่อคนทำงานศิลปะรุ่นหลัง อย่างเช่น แอนดี้ วอร์ฮอล (Andy Warhol) ที่เอาภาพวาดนี้ไปทำใหม่ในเวอร์ชั่นป๊อปอาร์ตอีกด้วย


นอกจากต้องเผชิญหน้ากับความตายของคนในครอบครัวแล้ว ตัวเขาเองก็ยังต้องเผชิญกับโรคระบาดที่มีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ อย่าง ไข้หวัดใหญ่สเปน แต่เดชะบุญที่เขารอดชีวิตมาได้ ครั้งหนึ่งเขาเคยกล่าวเอาไว้ว่า “ความป่วยไข้ ความวิกลจริต และความตาย คอยเฝ้ามองผมมาตั้งแต่เกิด และคอยติดตามผมมาตลอดชีวิต”
มุงก์บันทึกช่วงเวลาก่อนและหลังการป่วยจากไข้หวัดใหญ่สเปนลงในภาพวาดสีน้ำมันของเขาสองภาพ อย่างภาพ Self-Portrait With Spanish Flu (1919) ที่จับความรู้สึกเจ็บป่วยทรุดโทรมจากโรคร้ายของเขา ร่างกายซูบซีดจนแทบจะกลืนไปกับผนังห้อง เขาหันใบหน้าอ่อนล้ามามองผู้ชมด้วยดวงตาเลือนราง ปากเปิดอ้า มือไม้ไร้เรี่ยวแรงวางอยู่บนผ้าคลุมบนตัก เขาสวมเสื้อคลุมนั่งอยู่บนเก้าอี้หวายสีเหลืองในห้องคนป่วย ข้างๆ เป็นเตียงนอนกับผ้าห่มยับยู่ยี่ ที่บ่งบอกถึงอาการดิ้นทุรนทุราย ร่องรอยแดงบนผนังเองก็บอกใบ้ถึงอาการไข้สูงของเขา
การวาดภาพผ้าห่ม เตียงนอน และเก้าอี้ ด้วยสีสันสดใส ตรงกันข้ามกับสีสันที่ซีดจางของร่างกาย ขับเน้นให้เห็นถึงความไร้ชีวิตชีวาของเขา

หลังฟื้นจากการป่วยไข้ไม่นาน มุงก์บันทึกภาพตัวเองอีกครั้งใน Self-Portrait After The Spanish Flu (1919) ที่เขาสำรวจตัวเองในกระจก ถึงแม้ใบหน้าจะซูบผอม หนวดเครารกรุงรัง เบ้าตาลึกโหล แต่ก็มีสีสันและชีวิตชีวากว่าภาพตอนที่ป่วยอยู่มากโข รวมถึงสภาพในห้องที่เต็มไปด้วยแสงสว่างจ้า พื้นปูพรมสีสันสดใส เก้าอี้หวายว่างเปล่าไร้คนป่วย และโต๊ะที่เต็มไปด้วยหนังสือ แสดงให้เห็นถึงภาพในชีวิตประจำวันของเขาที่กลับสู่สภาวะปกติในที่สุด
ด้วยความที่มุงก์ต้องเผชิญหน้ากับความเจ็บป่วยและความตายบ่อยๆ สิ่งเหล่านี้ทำให้มุงก์หมกมุ่นอยู่กับเรื่องราวของความหวาดกลัว ความวิตกกังวล ความทุกข์และความตาย เขามักใช้สีสันที่เข้มข้น วาดภาพแบบกึ่งนามธรรม และสนใจเรื่องราวที่ลึกลับ พิศวง อย่างเรื่องของภูตผีวิญญาณ ภาพวาด ภาพเขียน และภาพพิมพ์ของเขาจึงไม่ต่างอะไรกับเครื่องรางของขลังทางจิตใจ หรือแม้แต่การบำบัดอย่างหนึ่ง
ในปี 1902 มุงก์เริ่มต้นถ่ายภาพวิญญาณ (ปลอมๆ) ด้วยเทคนิคและลูกเล่นแปลกๆ ในยุคนั้น อย่างการถ่ายภาพสองครั้งลงบนฟิล์มเดียว (Double exposure) เขายังเคยใช้รูปแบบนี้ในการวาดภาพ Evening (1888) ซึ่งเป็นภาพ ลอรา น้องสาวของเขา นั่งมองท้องฟ้า และวาดภาพ อิงเงอร์ น้องสาวอีกคนของเขายืนอยู่ตรงกลางภาพ แต่ลบภาพอิงเงอร์ออกไป ซึ่งเมื่อถ่ายภาพวาดนี้ด้วยกล้องเอ็กซเรย์ จะมองเห็นน้องสาวคนที่สองปรากฏขึ้นเหมือนวิญญาณในภาพยังไงยังงั้น


เอ็ดวาร์ด มุงก์ ส่งอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อศิลปินรุ่นหลังที่ต้องการแสดงออกถึงความปั่นป่วนทางจิตใจส่วนบุคคลผ่านสีสันอันรุนแรงและรูปแบบกึ่งนามธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งศิลปินอย่าง ฟรานซิส เบคอน (Francis Bacon) ที่สะท้อนความปั่นป่วนผ่านใบหน้าและร่างกายอันบิดเบี้ยวผิดรูป
เมื่อมุงก์เสียชีวิตในปี 1944 เขามอบผลงานทั้งหมดที่เหลืออยู่ให้แก่เมืองออสโล นอร์เวย์ โดยมีภาพวาดประมาณ 1,100 ชิ้น, ภาพร่าง 4,500 ชิ้น และภาพพิมพ์ 18,000 ชิ้น คอลเล็กชั่นอันยิ่งใหญ่เหล่านี้ส่งผลให้มีการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์มุงก์ (Munch Museum) ขึ้นในปี 1963 ซึ่งทำหน้าที่เป็นอนุสรณ์อันทรงคุณค่าแห่งมรดกทางศิลปะของมุงก์ที่ส่งต่อมาสู่คนรุ่นหลังจวบจนถึงปัจจุบัน
จะว่าไป การได้สัมผัสกับความรู้สึกปั่นป่วน วิตกกังวลอันอัดแน่นเต็มเปี่ยมอยู่ในผลงานของมุงก์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาพวาด The Scream ก็อาจส่งปฏิกิริยาบางอย่าง หรือแม้แต่ช่วยบำบัดความตึงเครียดปั่นป่วนในจิตใจของคนไทยในปัจจุบันได้บ้าง ไม่มากก็น้อย
ข้อมูล https://tinyurl.com/4v6zb5pa, https://tinyurl.com/ydzec96y
