วิรัตน์ แสงทองคำ | www.viratts.com
เป็นเรื่องราว จุดปะทุความสนใจของผู้คนมากขึ้นๆ
จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ดูเป็นความเคลื่อนไหว ความสนใจ ต่อเนื่องมาจากกรณี “ดุสิตธานี” ที่มีปัญหาความขัดแย้งในธุรกิจครอบครัว ผ่านบริษัทหนึ่งซึ่งมีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัทในตลาดหุ้น ถึงขั้นลุกลาม จะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง เปลี่ยนตัวผู้บริหารคนสำคัญ ผู้อยู่กับ “ดุสิตธานี” มาอย่างน้อย 2 ทศวรรษ
เข้ากับจังหวะ เมื่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดงานวิจัยชิ้นหนึ่ง (6 สิงหาคม 2567) ในหัวข้อ “ธุรกิจครอบครัวกับบทบาทในการสร้างการเติบโตให้เศรษฐกิจไทย” (โดยสุมิตรา ตั้งสมวรพงษ์ ฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย)
“เป็นการศึกษาเกี่ยวกับธุรกิจครอบครัว (Family Business) ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (ตลาดหุ้นไทย) จากข้อมูลรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียนแต่ละบริษัทที่มีการปิดสมุดทะเบียนล่าสุดที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายน 2567 จำนวน 852 บริษัท ซึ่งพบว่า 575 บริษัท หรือ 67% ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดในตลาดหุ้นไทยจัดเป็น “ธุรกิจครอบครัว…” สาระบางตอนสะท้อนแบบแผนงานวิจัยไว้
ทั้งนี้ นิยาม “ธุรกิจครอบครัว” มีเกณฑ์ในการพิจารณาอย่างจริงจัง
หนึ่ง-“พิจารณาจากการถือครองหุ้นของคนในตระกูล (family member)” คนในตระกูลต้องถือครองหุ้นรวมกันในสัดส่วนมากกว่า 20% และมีอำนาจบริหาร
สอง-“พิจารณาจากการถือครองหุ้นของคนในตระกูลผ่านการจัดตั้งบริษัท (family firm)” บริษัทที่ว่า จะต้องถือหุ้นในสัดส่วนมากกว่า 25%
โดยมีบทสรุปอย่างกว้างไว้ “ธุรกิจครอบครัวมีบทบาทสูงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทย โดยปัจจุบัน 80% ของธุรกิจทั้งหมดในประเทศไทยเป็นธุรกิจครอบครัวที่มีขนาดกลางและขนาดย่อม”
ทั้งนี้หากสนใจรายละเอียดมากกว่านี้ แนะนำให้อ่านทั้งฉบับจากต้นแหล่ง (www.medi.set.or.th)
ว่าไปแล้ว ผมเองสนใจ ให้ความสำคัญ “ธุรกิจครอบครัว” เช่นกัน ด้วยมุมมองที่ว่า เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย แต่ไหนแต่ไรมา เคยนำเสนอเรื่องราวมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ ในแง่มุมที่กว้างกว่าสังคมไทยไว้
ได้อ้างอิง และเทียบเคียง Global Family Business Index (การจัดอันดับบริษัทในระดับโลกซึ่งถือเป็นธุรกิจครอบครัว 500 อันดับ โดยมีขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2558) จัดทำขึ้นโดย Center for Family Business at the University of St.Gallen, Switzerland และ EY’s Global Family Business Center of Excellence กิจการในเครือข่าย Ernst & Young แห่งอังกฤษ
Global Family Business Index ให้คำนิยามธุรกิจครอบครัวไว้อย่างเจาะจง โดยสรุปว่า หากเป็นบริษัททั่วไป (Private company) ต้องมีผู้ถือหุ้นโดยคนในครอบครัวส่วนใหญ่ และมีอำนาจโหวตในสัดส่วนมากกว่า 50% ส่วนบริษัทซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ผู้ถือหุ้นหลักโดยครอบครัว ต้องมีรวมกันอย่างน้อย 32%
“2015 Global Family Business Index ให้ภาพใหญ่หลายมิติที่น่าสนใจ ในอันดับ 500 บริษัทซึ่งถือเป็นธุรกิจครอบครัว เมื่อพิจารณาจากรายได้แล้ว ส่วนใหญ่อยู่ในอเมริกาเหนือ (โดยเฉพาะสหรัฐ) กับยุโรป ทั้งๆ ที่เชื่อกันว่าพัฒนาการธุรกิจในภูมิภาคข้างต้น ไปไกลกว่าธุรกิจครอบครัวมากแล้ว ทั้งนี้ เอเชีย ซึ่งเชื่อว่าธุรกิจครอบครัวมีอิทธิพลอย่างมาก กลับมีสัดส่วนรองลงมาเป็นอันดับ 3…” ได้สรุปความไว้ เมื่อครั้งมีการจัดอันดับครั้งแรก ครบทศวรรษพอดี (อ้างจากข้อเขียนของผม เรื่อง “ธุรกิจครอบครัว” มติชนสุดสัปดาห์ 3 กันยายน 2559)
และมีอีกบางตอน
“ช่วงเวลาการก่อตั้งบริษัทนั้น น่าสนใจเช่นกัน …ส่วนใหญ่แล้ว ก่อตั้งขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (1945-1988) รองลงมา (อันดับ 1 และ 2) มีสัดส่วนใกล้เคียงกันมาก คือก่อตั้งยุคหลังสงครามกลางเมืองสหรัฐ (1865-1917) กับหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 (1918-1944) อันดับสุดท้ายการก่อตั้งอ้างอิงกับเหตุการณ์สำคัญในยุโรป–หลังกำแพงเบอร์ลินทลายลง (1989) จนถึงปัจจุบัน ว่าไปแล้ว ยุคดังกล่าวสามารถเทียบเคียงได้กับยุคหลังสงครามเวียดนาม (ผมมักยกให้เป็นเหตุการณ์สำคัญในบริบทการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของสังคมธุรกิจไทย)”
ในครั้งนั้น บริษัทไทย ติดอยู่ใน 500 อันดับด้วย คือ บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF (อันดับ 126) บริษัท ซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CP All (อันดับ 175) และ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือ Thai Bev (อันดับ 286)
ผ่านมาหนึ่งทศวรรษ กับการจัดอันดับครั้งที่ 5 (จัดให้มีทุก 2 ปี) ชื่อเปลี่ยนไปบ้าง เป็น 2025 EY and University of St.Gallen Global 500 Family Business Index มีบทสรุปสำคัญที่น่าสนใจ
หนึ่ง- โดยรวมธุรกิจครอบครัว ทั้ง 500 บริษัท ดำเนินธุรกิจเชิงรุกมากขึ้น มีรายได้รวมกัน มากกว่าเมื่อ 2 ปีที่แล้ว กว่า 10%
สอง- เป็นแหล่งจ้างงานในระดับโลกราว 25 ล้านคน
และสาม- 47% ของทั้ง 500 บริษัท มีส่วนเกี่ยวข้องกับดีลที่เรียกว่า M&A (ควบรวมและซื้อกิจการ)
มีข้อมูลบางมิติ ควรอ้างถึงให้เชื่อมโยงถึงความเคลื่อนไหว เกี่ยวข้องกับเครือข่ายธุรกิจครอบครัวไทยรายใหญ่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา นั่นคือ ค้าปลีก เป็นลักษณะธุรกิจสำคัญของธุรกิจครอบครัว ครองส่วนแบ่งมากที่สุด มีสัดส่วนถึง 20% อีกประเด็นหนึ่ง เกี่ยวกับอายุธุรกิจครอบครัว ระบุว่าส่วนใหญ่ราวครึ่งหนึ่งใน 500 บริษัทใหญ่ อยู่ในช่วงอายุ 50-100 ปี ประเด็นนี้หากตีความอย่างคร่าวๆ คงเกี่ยวกับประสบการณ์อันตกผลึก ว่าด้วยความสัมพันธ์บรรดาสมาชิกในครอบครัว
ในรายละเอียดและภาพกว้างกว่านี้ หากสนใจคงต้องไปอ่านและศึกษากันเอง (www.familybusinessindex.com)
คราวนี้บริษัทไทยติดอันดับเพิ่มขึ้น จากเมื่อทศวรรษ จาก 3 เป็น 4 บริษัท มีรายใหม่เพิ่มขึ้น ที่สำคัญรายเดิมมีอันดับสูงขึ้น คงเป็นไปตามคาด เครือเจริญโภคภัณฑ์หรือซีพี จากเคยมี 2 บริษัท มาเหลือเพียงบริษัทเดียว CP All ขยับตำแหน่งสูงขึ้นจากเดิมค่อนข้างมาก มาอยู่ที่อันดับ 68
ส่วนอันดับสองของไทย เป็นบริษัทเข้ามาใหม่ (เทียบกับเมื่อ 10 ปีที่แล้ว)-บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL (อันดับ 121) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2546 เข้าจดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อปี 2553 โดยผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นคนไทยเชื้อสายอินเดีย-ตระกูลโลเฮีย ครอบครองหุ้นในสัดส่วนราว 50% (ข้อมูลจาก Global Family Business Index)
“บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจด้านการลงทุนในบริษัทย่อยและบริษัทร่วมที่ดำเนินธุรกิจผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีครบวงจร ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยโครงสร้างบริษัทแบ่งออกเป็น 3 ส่วนธุรกิจ ได้แก่ Combined PET (CPET) ไฟเบอร์ และ Indovinya” ข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะธุรกิจ (อ้างจากข้อสนเทศตลาดหลักทรัพย์ฯ)
อันดับต่อมา เป็นบริษัทซึ่งเคยติดอันดับ- ThaiBev (ก่อตั้งปี 2546) ครั้งนี้อันดับขยับขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 253 ข้อมูลระบุว่า ธุรกิจอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า Consumer Products ตระกูลสิริวัฒนภักดี ถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน (เท่ากับหรือมากกว่า) 50% เช่นกัน
รายสุดท้าย- บริษัท เซ็นทรัลรีเทล จำกัด (มหาชน) หรือ CRC (ก่อตั้งปี 2490) อยู่ในอันดับ 274 ในธุรกิจที่เรียกว่า Professional Firms โดยมีตระกูลจิราธิวัฒน์ ถือหุ้นประมาณ 32%
ขอย้อนกลับไปงานวิจัยของตลาดหลักทรัพย์ไทย ที่น่าสนใจเป็นพิเศษ คือกลุ่มธุรกิจซึ่งอิทธิพลของธุรกิจครอบครัวมีน้อยที่สุด คือธนาคาร และรองลงมาคือเงินทุนและหลักทรัพย์ เป็นมิติควรอรรถาธิบายเพิ่มเติมเป็นอย่างมาก
แนวคิดเบื้องต้นคงเกี่ยวกับบทเรียนและพัฒนาการ ธุรกิจครอบครัว โดยเฉพาะผ่านช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ในวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในปี 2540
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
