เปิดหลักฐานกล่าวหาพระดัง หลวงพ่อคึกฤทธิ์-นาป่าพง โอนเงิน 12 ล้านไปให้สีกา ทนายวัดโต้ลั่น-ค่าตั้งสาขาเยอรมัน
อาชญากรรม | อาชญา ข่าวสด
เปิดหลักฐานกล่าวหาพระดัง
หลวงพ่อคึกฤทธิ์-นาป่าพง
โอนเงิน 12 ล้านไปให้สีกา
ทนายวัดโต้ลั่น-ค่าตั้งสาขาเยอรมัน
วงการสงฆ์ร้อนฉ่าขึ้นมาอีก เมื่อทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม โยนระเบิดลูกใหญ่เข้าใส่พระสงฆ์วัดดังแห่งหนึ่งใน อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี กล่าวหาว่าโอนเงิน 12.2 ล้านบาทให้สีกา ที่อยู่ประเทศเยอรมนี แต่เกิดขัดแย้งกันหลังสีการายนี้ไม่ยอมโอนเงินคืนให้ หลังทราบว่าเป็นเงินวัด ไม่ใช่เงินส่วนตัว ขณะที่พระสงฆ์รูปดังกล่าวก็ฟ้องร้องเป็นคดีแพ่งบังคับให้สีกาโอนเงินคืน กระทั่งเจ้าตัวตัดสินใจเข้าแจ้งความที่กองปราบปราม ตำรวจ บก.ปปป., ป.ป.ช., ปปง. โดยทนายอนันต์ชัยได้โพสต์ภาพหลักฐาน เป็นสลิปการโอนเงินของพระสงฆ์รายนี้ให้กับสีกา พร้อมย้ำว่ามีหลักฐานอีกมาก
ทนายอนันต์ชัยโพสต์เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ว่า มูลนิธิทนายกองทัพธรรมได้รับหนังสือร้องเรียนจากสีกาท่านหนึ่งที่พำนักอยู่ที่ประเทศเยอรมนี ร้องเรียนว่า พระดังรูปหนึ่งระดับเจ้าอาวาส ใน จ.ปทุมธานี มีพฤติกรรมยักยอกเงินวัด ฟอกเงิน จึงได้ส่งหลักฐานมาให้ตรวจสอบ
มูลนิธิทนายกองทัพธรรมได้ตรวจสอบแล้ว น่าเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง กล่าวคือ มีการโอนเงินของวัดไปให้สีกาคนดังกล่าวที่ธนาคารกรุงไทย ในประเทศไทย จำนวน 4 ครั้ง ครั้งที่ 1 จำนวน 6,000,000 บาท ครั้งที่ 2 จำนวน 2,700,000 บาท ครั้งที่ 3 จำนวน 2,000,000 บาท ครั้งที่ 4 จำนวน 1,500,000 บาท รวมเป็นเงิน 12,200,000 บาท
หลังจากนั้น สีกาคนดังกล่าวซึ่งอยู่ที่ประเทศเยอรมนี มีการโอนเงินจากธนาคารกรุงไทย ในประเทศไทย ไปยังธนาคารในประเทศเยอรมนี จำนวน 27 ครั้ง และโอนเงินในประเทศเยอรมนี อีก 2 ครั้ง เป็น 29 ครั้ง แล้วมีการโอนเงินเข้าบัญชีองค์กรของพระรูปดังกล่าวที่เปิดไว้ในประเทศเยอรมนี
หลังจากนั้นกลุ่มพระร่วมกันบีบบังคับกดดันให้สีกาคนดังกล่าวโอนเงินจากองค์กรเข้าบัญชีส่วนตัวของพระที่เปิดในประเทศเยอรมนี

ทนายดังสรุปว่า พฤติกรรมดังกล่าวของพระดังเป็นการใช้องค์กรในประเทศเยอรมนีเป็นศูนย์กลางฟอกเงินที่ยักยอกมาจากวัด จนเธอเองถูกทางการประเทศเยอรมนีกล่าวหาว่าเป็นผู้ต้องสงสัยว่าฟอกเงินร่วมกับพระดังรูปนี้
ภายหลังสีกาคนดังกล่าวเริ่มระแคะระคายไม่ต้องการทำงานให้กับพระรูปดังกล่าวอีก จึงทำให้พระรูปดังกล่าวโกรธ ฟ้องร้องเธอทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาที่ประเทศเยอรมนีด้วย ซึ่งเธอเองก็ถูกหลอกใช้ทำงานให้เช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ ยังพบพยานหลักฐานที่พระรูปดังกล่าวได้รับเงินบริจาคจากทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ไม่ได้นำเข้าบัญชีวัดเป็นจำนวนมากอีกด้วย
อีกทั้งทราบว่าพระดังยังมีความสัมพันธ์สนิทสนมกับสีกาท่านหนึ่งอย่างออกหน้าออกตา พฤติการณ์ดังกล่าวน่าจะเข้าข่ายการกระทำความผิดฐานเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ ตาม ปอ.มาตรา 147, 157 และเข้ามูลฐานความผิดฐานฟอกเงินอีกด้วย
ขณะที่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ก็ออกมาเผยว่าได้รับเรื่องร้องเรียนดังกล่าวไว้แล้วจริงๆ และกำลังตรวจสอบเส้นทางการเงินของวัด รวมถึงพระสงฆ์ที่ถูกกล่าวหา มีเรื่องสีกาเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยการตรวจสอบตำรวจพบบุคคลที่เกี่ยวข้องแล้ว 9 คน อยู่ระหว่างเร่งประสานมาให้ข้อมูลเพิ่มเติม
ต่อมาวันที่ 16 กันยายน ที่กองบังคับการปราบปราม น.ส.ทองใหม่ ขวัญหมื่น หรือทนายอุ้ม ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากสีกาพลอย (นามสมมุติ) สีกาจากประเทศเยอรมนี ได้เดินทางมาพบพนักงานสอบสวน เพื่อให้ปากคำและมอบพยานหลักฐานเพิ่มเติมทั้งหมด
ทนายอุ้มเปิดเผยถึงกรณีที่เกิดขึ้นว่า เมื่อปี 2561 คุณพลอยเลื่อมใสและศรัทธาในตัวหลวงพ่อวัดแห่งนี้ โดยทางวัดต้องการที่จะให้จดทะเบียนจัดตั้งสมาคมเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาที่ประเทศเยอรมนี ลักษณะของสมาคมสาขาของวัด เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา และยังมีการแอบอ้างว่า หลวงพ่อเป็นพระอรหันต์อีกด้วย ต่อมา หลวงพ่อจึงทยอยโอนเงินให้คุณพลอยตามที่ปรากฏพยานหลักฐาน 4 ครั้ง รวมทั้งสิ้นประมาณ 12 ล้านบาท
หลังจากนั้นคุณพลอยก็โอนเงินเข้าไปยังสมาคมดังกล่าว ตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งเอาไว้ ลักษณะของการว่าจ้างให้คุณพลอยเป็นผู้รับเงินจากประเทศไทย ก่อนโอนส่งต่อไปยังบัญชีของสมาคม
ส่วนจะได้รับเงินค่าจ้างเท่าไรนั้นอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล

ต่อมาปรากฏว่าคุณพลอยก็มารู้เรื่องว่า เงินที่รับโอนผ่านเข้าไปยังสมาคม ถูกโอนต่อไปยังบัญชีของพระรูปหนึ่ง ซึ่งต้องขอสงวนชื่อไว้ก่อนว่าเป็นพระรูปใด ก็เสียความรู้สึกและเห็นว่าเป็นเพียงแค่ทางผ่าน ทั้งที่เข้าใจในตอนแรกว่าจะช่วยส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนา แต่กลายเป็นว่าเหมือนถูกหลอกใช้ และทำให้ตกเป็นแพะอีกด้วย
จากนั้นเมื่อ 2 ปีที่แล้ว คุณพลอยจึงเดินทางมาที่ประเทศไทย เพื่อทำหนังสือร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต ทั้ง บก.ปปป. ,ป.ป.ช. และ ปปง. หลังจากนั้นก็ได้มาพบกับตน เพื่อให้เดินเรื่องและรับผิดชอบคดี จนนำมาสู่การแจ้งความกับพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ที่ผ่านมา
ส่วนข้อหาที่จะเอาผิดนั้น ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานว่า พนักงานสอบสวนจะพิจารณาความผิดข้อหาอะไรบ้าง เบื้องต้นได้แจ้งให้พนักงานสอบสวนพิจารณาข้อหาความผิดเกี่ยวกับเรื่องเงินของวัด รวมถึงความผิดของเจ้าพนักงานด้วย
ทนายอุ้มยังยืนยันว่า การแจ้งความของคุณพลอยครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องของการขัดผลประโยชน์ส่วนตัวหรือมีความสัมพันธ์ส่วนตัวแต่อย่างใด แต่คุณพลอยต้องการที่จะทำให้ความจริงปรากฏแก่สาธารณชนว่า เงินที่รับโอนเข้าสมาคมนั้น สุดท้ายแล้วปลายทางไปที่ไหน และอยากรู้ว่าที่มาของเงิน จำนวน 12 ล้านบาทมาจากไหน และเป็นการใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือไม่
ส่วนกรณีที่ฟ้องร้องกันที่ประเทศเยอรมนีนั้น ไม่ทราบ เพราะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น ขอสงวนรายละเอียดของคดีนี้ เพราะหลักฐานทุกอย่างอยู่ในมือของตำรวจหมดแล้ว ตอนนี้ตัวคุณพลอยอยู่ที่ประเทศเยอรมนี และยังไม่มีแผนที่จะเดินทางกลับมาประเทศไทยด้วย
ส่วนการสอบปากคำอาจจะให้พนักงานสอบสวนพิจารณาสอบปากคำผ่านช่องทางออนไลน์ ขณะเดียวกัน ทราบมาว่าในวันนี้ทนายอนันต์ชัยจะเดินทางตามมาให้ข้อมูลกับตำรวจด้วย

วันเดียวกันที่วัดนาป่าพง ต.บึงทองหลาง อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี นายนันทน อินทนนท์ ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากพระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตถิผโล เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง มาแถลงข่าวชี้แจง นายนันทนกล่าวยืนยันว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่เป็นความจริง
โดยชี้แจงว่าเมื่อปี 2561 พระอาจารย์คึกฤทธิ์ได้ริเริ่มจัดตั้งมูลนิธิพุทธวจนในประเทศเยอรมนี เพื่อเป็นองค์กรการกุศลเผยแผ่พระพุทธศาสนา ตามกฎหมายเยอรมันกำหนดให้ต้องมีแหล่งเงินทุนเบื้องต้น จึงได้มีการแต่งตั้งผู้รับมอบอำนาจในเยอรมนีเป็นผู้ดำเนินการและจัดการธุรกรรมต่างๆ
ต่อมา มูลนิธิได้จัดตั้งแล้วเสร็จภายใต้ชื่อ Stiftung Buddhawajana Germany เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 โดยได้รับอนุญาตจัดตั้งจากประธานาธิบดีรัฐบาวาเรียตอนล่าง และขึ้นทะเบียนเป็นองค์กรการกุศลถูกต้องตามกฎหมาย จากสำนักงานสรรพากร จ.ลันทซ์ฮูท
เงินทุนทั้งหมดถูกโอนเข้าบัญชีมูลนิธิที่ธนาคาร SozialBank และยังคงอยู่ในบัญชีจนถึงปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกพระอาจารย์คึกฤทธิ์มอบอำนาจให้สีกาผู้แทนในเยอรมนีบริหารจัดการเงินทุนตั้งแต่ปี 2561 แต่ต่อมาเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ ทำให้พระอาจารย์คึกฤทธิ์เพิกถอนการมอบอำนาจเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2564 พร้อมทั้งดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลภูมิภาคเดกเกนดอร์ฟ (Deggendorf Regional Court) ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณา
ทีมทนายย้ำว่า ไม่มีการยักยอกทรัพย์หรือการฟอกเงินตามที่ถูกกล่าวหา พร้อมยืนยันว่า วัดนาป่าพงยังคงยึดมั่นในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางศรัทธาของพุทธศาสนิกชนอย่างบริสุทธิ์ใจ
ด้านอาจารย์เบียร์ คนตื่นธรรม ได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังจากที่ทีมทนายความวัดนาป่าพงได้มีการแถลงข่าวว่า วันนี้ในฐานะลูกศิษย์คนหนึ่งที่มีโอกาสได้รับฟังจากปากพระอาจารย์คึกฤทธิ์ ที่มาเล่าเรื่องราวทุกอย่างให้ฟัง จึงออกมาเป็นกระบอกเสียงเพื่อให้ทุกคนได้รับฟังความจากอีกฝั่งบ้าง โดยจากการรับฟังพระอาจารย์คึกฤทธิ์ ก็มีบางประเด็นที่สงสัยและได้มีการซักถามพระอาจารย์ไปแล้ว แต่พระอาจารย์สามารถตอบคำถามได้ทุกประเด็นจนสิ้นสงสัย
อยากให้ทุกคนใช้วิจารณญาณและใช้ดุลยพินิจในการตัดสินเอาเอง ทุกสิ่งทุกอย่างมีหลักฐาน ที่จะใช้เอาผิดสำหรับผู้ที่กระทำผิดจริงได้ ไม่ว่าผลสุดท้ายแล้วจะเป็นพระอาจารย์คึกฤทธิ์หรือสีกาคู่กรณีก็ต้องยอมรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับกระบวนการยุติธรรมและพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นจริงไม่ใช่ประเด็นดราม่าที่ทุกคนพูดกันในสื่อสาธารณะ
ส่วนสีกาที่เป็นคู่กรณีนั้นยังไม่มีโอกาสได้พูดคุยหรือพบเจอแต่อย่างใด ดังนั้น จึงอยากให้คนที่มีพยานหลักฐานจริงๆ นำข้อมูลดังกล่าวไปให้กับพนักงานสอบสวนเพื่อเป็นประโยชน์แก่ลูกคดีและเพื่อความกระจ่าง
ขณะที่แหล่งข่าวเผยว่า ล่าสุด ตำรวจกองปราบปรามรวบรวมพยาน-หลักฐาน ส่งต่อให้ ป.ป.ช.เป็นผู้พิจารณาเพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการสร้างมูลนิธิที่เยอรมนี โดยมีการร้องให้ตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐโดยตรง ซึ่งก็ต้องรอทาง ป.ป.ช. ว่าจะส่งเรื่องกลับมาให้ดำเนินการต่อหรือไม่ ตามกรอบการพิจารณา 30 วัน
คดีนี้ต้องให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย หากพยานหลักฐานยังไม่ชัดเจน สังคมก็ต้องมีสติอย่าเพิ่งรีบด่วนตัดสิน

เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
