สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน
คราวที่แล้วเขียนถึงการจัดอันดับ 70 เมืองทั่วโลกที่มีความพร้อมด้านการเดินทางในเมืองประจำปี 2567 (Urban Mobility Readiness Index 2024) ศึกษาโดยบริษัท โอลิเวอร์ไวมาน และมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ สหรัฐอเมริกา
ได้ไล่เรียงให้เห็นว่าใน 3 อันดับของเมืองที่คว้า UMR index 20 อันดับแรกนั้น มีความพร้อมในการวางแผนให้ผู้คนใช้ชีวิตในเมืองด้วยความสะดวกสบายมีสิ่งแวดล้อมที่ดีและจัดการบริหารเมืองให้ยั่งยืนอย่างไร
คราวนี้มาว่ากันต่อเรื่องเมืองที่ได้ UMR index อันดับ 4 ได้แก่ นครมิวนิก เยอรมนี
เมืองนี้มีประชากร 1.9 ล้านคน แต่มีรายได้ต่อหัวเฉลี่ย 83,000 เหรียญสหรัฐต่อปี (ประมาณ 2.7 ล้านบาท)
ผู้บริหารเมืองพัฒนาระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพยอดเยี่ยมอยู่แล้วให้ดีขึ้น ผู้โดยสารเชื่อมต่อกับพื้นที่ต่างๆ ได้เร็ว สะดวก ปรับปรุงถนนที่ดีอยู่แล้วให้ดีขึ้นไปอีก กำหนดเขตปล่อยมลพิษต่ำ (low-emission zone) เพิ่มขึ้น และประกาศเขตห้ามรถใช้น้ำมันดีเซลเข้าพื้นที่มากกว่าเดิม
เลนจักรยานขยายและสร้างเพิ่มมากขึ้นเชื่อมเขตเมืองรอบนอก ภายในเมืองเปิดจุดบริการอี-สกู๊ตเตอร์ รถจักรยานไฟฟ้ามากขึ้นให้ชาวเมืองเช่าใช้ได้ง่ายสะดวก
ระบบขนส่งสาธารณะในมิวนิกปรับปรุงใหม่เพิ่มเวลาให้บริการเชื่อมต่อระหว่างรถไฟเชื่อมเมืองกับรถรางในเมือง ค่าตั๋วโดยสารรายเดือนสำหรับชาวเมืองราคาเพียง 53 เหรียญสหรัฐ (ราว 1,700 บาท) ถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับรายได้
ระบบขนส่งทางรางได้รับงบฯ ใหม่จัดซื้อรถไฟเพิ่มขึ้นอีก 90 คัน และเมื่อ 2 ปีก่อน ธนาคารเพื่อการลงทุนแห่งยุโรปอนุมัติเงินกู้ 2,200 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับการปรับปรุงพัฒนารถไฟใต้ดินหรือ S-Bahn เพื่อรองรับผู้โดยสารเพิ่มขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ไหนๆ ก็พูดถึงมิวนิก ขออนุญาตเล่าประสบการณ์ระหว่างไปเที่ยวเมืองนี้ ซึ่งอาจจะพูดว่าพิศวงงงงวยก็คงจะได้ ประสบการณ์ที่ว่านี้เกิดขึ้น 2 ครั้ง
ครั้งแรกเมื่อ 8 ปีก่อน ผมกับครอบครัวเพื่อนๆ รวม 8 คน เป็นชายสูงวัย 3 คน น้องวัยรุ่น 2 และหญิงสาว 3 เดินทางมาถึงย่านเมืองเก่าเป็นแหล่งช้อปปิ้งใจกลางมิวนิก
กลุ่มหญิง 3 คนขอแยกไปช้อปปิ้ง ชายสูงวัยอาสาไปช่วยดูแล ส่วนพวกผมที่เหลือมุ่งหน้าไปสัมผัสอัลลิอันซ์ อารีน่า ซึ่งเป็นสนามฟุตบอลอยู่ทางเหนือของมิวนิก ใหญ่อลังการ จุคนได้กว่า 75,000 คน ออกแบบล้ำสมัย ผนังเรืองแสงได้ เป็นสนามเหย้าของสโมสรฟุตบอลบาเยิร์นมิวนิก
พวกเราเดินดูอารีน่าแห่งนี้จนอิ่มจุใจแล้วก็หาทางกลับไปในเมืองซึ่งอยู่ห่าง 13 ก.ม. ปรากฏว่าบริเวณหน้าอารีน่า มีกลุ่มคนอยู่เต็มและท่าทางหน้าตาเหมือนตื่นกลัว เข้าสอบถามจึงรู้ว่าในใจกลางเมืองมิวนิก มีเหตุคนร้ายสัญชาติเยอรมัน-อิหร่านวัย 18 ปี ถืออาวุธปืนสงครามกราดยิงผู้คนบริเวณช้อปปิ้งมอลล์
สถานการณ์ในเวลานั้นวุ่นวายสับสนอลหม่าน แท็กซี่ รถไฟที่อยู่ใกล้อารีน่าหยุดบริการวิ่งเข้าเมือง ทราบข่าวว่าตำรวจปิดดาวน์ทาวน์ล้อมหาคนร้าย
พวกเราได้แต่นั่งรอที่สถานีรถไฟหน้าอารีน่าหลายชั่วโมง จนกระทั่งมีเสียงเฮดังลั่น รถไฟเริ่มเปิดให้คนซื้อตั๋วโดยสาร แท็กซี่วิ่งกันขวักไขว่จึงรู้ว่าเหตุการณ์ในวันนั้นจบลงแล้ว มีผู้เสียชีวิต 9 คนเจ็บอีก 27คน ส่วนคนร้ายเสียชีวิตในจุดเกิดเหตุด้วย
เมื่อกลับมาถึงย่านเมืองเก่าของมิวนิก พวกเราพากันถามหาเพื่อนอีกกลุ่มแต่กว่าจะเจอกันได้ก็ร่วมชั่วโมง กลุ่มหญิง 3 และชาย 1 เล่าว่า ขณะเดินช้อปปิ้งหน้าร้านเจ้าของเป็นคนจีน มีเสียงดังอึกทึกครึกโครมผู้คนแตกตื่นวิ่งหาที่หลบภัย
เจ้าของร้านทราบข่าวร้ายมาก่อนแล้วและเห็นคนผิวเหลืองเหมือนกันจึงดึงเข้าหลบซ่อนตัวใต้ถุนร้านรอจนเหตุการณ์สงบค่อยออกมาโทรศัพท์แจ้งข่าว

ประสบการณ์ครั้งที่ 2 ระหว่างพักในโรงแรมกลางมิวนิก เมื่อเช็กอินเข้าห้องพักเรียบร้อยเอากระเป๋าไปวางแล้วออกมาหาอาหารเย็นกิน กลับเข้าไปห้องพักอีกทีก็ดึกเอาการ เปิดประตูห้องเข้าไปก็เห็นเสื้อโอเวอร์โค้ตตัวใหญ่สีน้ำตาลวางพาดขวางโซฟาหน้าเตียงนอน
ในใจคิดว่า พนักงานอาจจะส่งโอเวอร์โค้ตให้ลูกค้าผิดห้องจึงไม่ใส่ใจ เข้าไปล้างหน้าในห้องน้ำ เห็นน้ำใสๆ เหนียวๆ หยดติ๋งๆ จากเพดานห้องลงมาที่ซิงก์คิดว่าห้องชั้นบนท่อรั่ว เรียกพนักงานขอให้มาซ่อม แต่พนักงานบอกว่าดึกแล้วไม่มีช่างให้เปลี่ยนห้องพักแทน
พนักงานโรงแรมพร้อมผู้จัดการช่วยกันย้ายกระเป๋าไปที่ห้องซึ่งอยู่ติดกัน ผมบอกให้เอาโอเวอร์โค้ตคืนกลับไปด้วย พนักงานพยักหน้าแล้วเอากุญแจเปิดประตูห้องพักใหม่แต่เปิดล็อกไม่ได้แม้พนักงานและผู้จัดการพยายามเปิดล็อกหลายครั้ง จนผู้จัดการและพนักงานมองหน้ากันเลิ่กลั่กก่อนกล่าวขอโทษและจัดการเปลี่ยนห้องพักใหม่ซึ่งเป็นห้องตรงกันข้าม ตลอดทั้งคืนทีวีในห้องพักที่เปิดอยู่กะพริบแว่บๆ เป็นช่วงๆ
ตื่นเช้าลงไปเช็กเอาต์ไปสนามบิน และสอบถามพนักงานที่เคาน์เตอร์ว่ามีคนมารับโอเวอร์โค้ตไปแล้วหรือยัง ได้รับคำตอบว่ายังไม่มีและไม่รู้ว่าเป็นของใคร
กลับมาถึงเมืองไทยเสิร์ชหาข้อมูลพื้นที่บริเวณโรงแรมที่พักทราบว่า ในอดีตยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝ่ายพันธมิตรทิ้งระเบิดพื้นที่ตรงนั้นพินาศยับเยิน และเมื่อ 4 ปีก่อนมีข่าวว่าระหว่างคนงานก่อสร้างอุโมงค์พบลูกระเบิดยุคสงครามโลก 2 ลูก ต้องอพยพผู้คนก่อนเจ้าหน้าที่เคลื่อนย้ายลูกระเบิดออกไป
ขอย้อนกลับมาพูดเรื่อง UMR index กันต่อ อันดับ 5 นครอัมสเตอร์ดัม เป็นเมืองที่ชาวโลกรู้จักในฐานะเป็นเมืองหลวงแห่งจักรยานของโลก ด้วยโครงสร้างพื้นฐานรองรับนักปั่นได้ยอดเยี่ยมทั้งเลนจักรยาน จุดบริการอำนวยความสะดวก เช่น ที่จอด การเชื่อมต่อระหว่างเส้นทางจักรยานกับสถานีรถไฟ โบกี้ที่ให้นักปั่นหิ้วจักรยานไปแขวน
อาคารจอดรถจักรยานจุ 7,000 คัน อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟอัมสเตอร์ดัม และจุดจอดรถจักรยานรอบๆ สถานีรถไฟจอดฟรี ผู้บริหารเมืองยังมีแผนก่อสร้างอาคารรองรับการจอดจักรยานอีก 9,000 คันใต้สถานีรถไฟ
อันดับ 6 กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน เป็นเมืองหลวงที่มีระบบขนส่งมวลชนดีที่สุดในโลก รถไฟฟ้าใต้ดินของสตอกโฮล์มสายแรกเปิดบริการตั้งแต่ปี 2493 เปิดก่อนประเทศอื่นๆ ในกลุ่มนอร์ดิก ขณะนี้สตอกโฮล์มเมโทรเป็นรถไฟใต้ดินและบนดินมีทั้งหมด 3 สาย 100 สถานี
สถานีรถไฟของสตอกโฮล์มเมโทรออกแบบอย่างสวยงามเหมือนเดินอยู่ในห้องแกลเลอรี่ มีทั้งภาพเขียน บางแห่งใช้แผ่นโมเสกประดับอลังการ บางสถานีโชว์ประติมากรรม บ้างก็ปั้นเป็นเหมือนถ้ำหิน
สถานีสวยๆ อย่างนี้มีทั้งหมด 90 สถานี ใช้ศิลปิน 150 คนสร้างสรรค์งาน

อันดับ 7 กรุงเบอร์ลิน ประชากร 3.9 ล้านคน เมืองหลวงแห่งเยอรมนีให้ความสำคัญกับระบบขนส่งมวลชนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะบริการทางรางและทางจักรยาน ตั๋วร่วมรถไฟ รถรางและรถเมล์สำหรับคนท้องถิ่นแค่เดือนละ 53 เหรียญสหรัฐหรือ 1,800 บาท หรือวันละ 60 บาท
รถไฟใต้ดินหรือ U-Bahn ในเบอร์ลินมีระยะทางรวม 146 ก.ม. 173 สถานี เปิดบริการตั้งแต่เช้ามืดตี 4 เที่ยวสุดท้ายตี 1ของอีกวัน วันหยุดเปิดตลอด 24 ชั่วโมง
เลนจักรยานในเบอร์ลินทำดีมาก ผู้บริหารเมืองสร้างเลนจักรยานรวมระยะทาง 620 ก.ม. มีทั้งทางจักรยานเดี่ยวๆ ทางจักรยานร่วมกับทางเท้า และทางจักรยานร่วมกับรถเมล์
ชาวเบอร์ลินมีจักรยานแทบทุกบ้านก็ว่าได้ คิดเฉลี่ย 710 คันต่อประชากร 1,000 คน พวกเขาใช้จักรยานเดินทางไปไหนมาไหนรวมๆ กันแล้ววันละ 5 แสนเที่ยว หรือคิดเป็น 13% ของการเดินทางทั้งหมดในเบอร์ลิน
ผู้บริหารเมืองยังเปิดบริการจักรยานแท็กซี่หรือ Velotaxi เหมือนรถ 3 ล้อบ้านเรา เพียงแต่ออกแบบตกแต่งให้ดูเท่สวยงาม ด้านหลังคนปั่นมี 2 ที่นั่ง จักรยานแท็กซี่เปิดใช้มานานกว่า 50 ปีแล้ว และยังมีจักรยานให้เช่าซึ่งเป็นของการรถไฟแห่งชาติเยอรมันหรือดอยซ์บาห์นเป็นผู้ให้บริการ
มหานครนิวยอร์ก อันดับ 8 มีประชากรกว่า 20.2 ล้านคน แต่การบริหารจัดการด้านการขนส่งมวลชนทำได้ดีมาก มีทั้งรถไฟ รถไฟใต้ดิน รถราง รถบัส และเรือเฟอร์รี่
จุดจอดแล้วจร หรือ park-and-ride เพื่อให้นักปั่นจักรยานจอดมีบริการเพิ่มขึ้นหลายจุด ส่วนรถบัส รถไฟหรือรถใต้ดิน ก็อนุญาตให้นักปั่นหิ้วจักรยานขึ้นไปได้ การบริการเช่นนี้อำนวยความสะดวกให้กับนักปั่น ลดการใช้รถยนต์ ลดปัญหาการจราจรและลดมลพิษในอากาศ แถมนักปั่นมีสุขภาพแข็งแรง ลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข
ผู้บริหารมหานครนิวยอร์กเร่งปรับปรุงระบบการขนส่งสาธารณะให้ดีขึ้นกว่าเดิม เช่น เมื่อกันยายนปีที่แล้ว อนุมัติงบประมาณประจำปี 2568-2573 ให้การขนส่งมวลชนแห่งชาติรื้อปรับปรุงโครงข่ายการขนส่งมวลชนทั่วนิวยอร์ก 68,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จัดซื้อรถไฟ 2,000 ขบวน สร้างสถานีรถไฟเพิ่มอีก 60 แห่ง ทุกแห่งผู้พิการเข้าถึงได้
นอกจากนี้แล้ว ผู้บริหารยังวางแผนอนาคตด้านการขนส่งมวลชนทางอากาศ เชื่อมระหว่างนิวยอร์กกับรัฐนิวเจอร์ซีย์ โดยให้องค์การนาซาวิจัยวางแผนการบินแนวดิ่งพลังงานไฟฟ้าหรือ electric veritcal takeoff and landing aircraft (eVTOLs)
ฉบับหน้า จะมาไล่เรียงเมืองใหญ่ๆ ของโลกที่คว้า UMR index 2024 ใน 20 อันดับแรกกันต่อ
