bg-single

พระขุนแผนแสนสะท้าน กรุบ้านกร่าง-วัดพระรูป ตำรับเสน่ห์เมตตามหานิยม

28.09.2025

โฟกัสพระเครื่อง | โคมคำ

[email protected]

กล่าวถึง “พระขุนแผน” ล้วนต้องนึกถึงความโดดเด่นด้านเมตตามหานิยม พวกหนุ่มน้อย-หนุ่มใหญ่ในสมัยก่อน มักชอบหาพระขุนแผนมาใส่ห้อยคอ

ด้วยนึกถึงความเจ้าชู้มีเสน่ห์ของขุนแผนแสนสะท้าน ตัวละครเอกในวรรณคดีขุนช้าง-ขุนแผน ที่มีความเก่งกล้าในวิทยาคม ถูกใจชายหนุ่มในสมัยก่อนนัก

พระขุนแผน เมืองสุพรรณบุรี กรุที่มีชื่อเสียง จะเป็นกรุวัดพระรูปและกรุวัดบ้านกร่าง

มีมากมายหลายพิมพ์ และมีแบบคู่ คือ พระพรายคู่ ยังมีอีกหลายพิมพ์เช่นกัน

วัดบ้านกร่าง ตั้งอยู่ที่ อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี ตรงข้ามตัวตลาดและที่ว่าการอำเภอศรีประจันต์ สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยอยุธยาตอนกลาง

ส่วนพระกรุวัดบ้านกร่าง สันนิษฐานว่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้สร้างไว้ หลังเสร็จศึกสงครามยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ทหารที่เสียสละชีวิตในการศึกครั้งนั้น

ต่อมาแตกกรุออกมาประมาณปี พ.ศ.2440 อาจเนื่องจากองค์พระเจดีย์ที่บรรจุพระล้มลง คนเฒ่าคนแก่เล่าให้ฟังว่า เกิดมาก็เห็นพระบ้านกร่างนี้กระจัดกระจายไปทั่วบริเวณวัด และเจ้าอาวาสในสมัยนั้น ได้ให้นำพระเครื่องทั้งหมด มากองรวมไว้ที่โคนต้นพิกุลหน้าวิหาร และในวิหารหลังเก่า มีกองสูงถึงฐานชุกชี แสดงว่าจำนวนพระมีมากมาย

สมัยก่อนไม่ค่อยมีใครนำพระเครื่องจากวัดเข้าบ้าน จึงมีพระกองอยู่อย่างนั้น จะมีก็พวกเด็กแถววัดและเด็กวัด ที่นำเอามาร่อนลงน้ำให้กระท้อนกับพื้นน้ำเล่นว่าใครจะกระท้อนได้มากกว่ากัน หรือไม่ก็เอามาทอยกอง เป็นที่สนุกสนาน

แต่ยังไม่มีใครกล้านำกลับไปบ้าน เพราะผู้ใหญ่จะดุเอา ห้ามเอาของวัดเข้าไว้ที่บ้าน (ในสมัย พ.ศ.2440)

พระขุนแผนกรุวัดบ้านกร่าง

ต่อมาที่ท่าน้ำวัดบ้านกร่าง มักมีชาวเรือที่นำข้าวของมาซื้อขายแลกเปลี่ยนกันมาจอดเรือที่ท่าน้ำวัดในหน้าแล้ง ส่วนมากเป็นชาวนครชัยศรี สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม ก็เก็บกลับไปบ้าน บางคนเอาไปห้อยคอแล้วมีประสบการณ์ต่างๆ ชาวบ้านจึงเริ่มเอาพระมาเก็บไว้บ้าง

พวกหนุ่มๆ นำพระพรายคู่ไปห้อยคอแล้วไปมีเรื่องกับคนต่างถิ่น ถูกฟันไม่เข้า จึงเริ่มมาหาพระที่วัดกันจนหมดไปในที่สุด

สมัยก่อนผู้ใหญ่เล่าให้ฟังว่า พระบ้านกร่างพรายคู่นั้น สามารถแลกกับวัวได้คู่หนึ่งทีเดียว

ต่อมามีการตั้งชื่อพระพิมพ์ต่างๆ เช่น พระขุนแผนทรงพลใหญ่-เล็ก พระขุนแผนห้าเหลี่ยมอกใหญ่-อกเล็ก พระขุนแผนใบมะยม พระขุนแผนใบพุทรา พระพิมพ์พระประธาน พิมพ์ซุ้มเหลือบ พิมพ์เถาวัลย์ พิมพ์ใบไม้ร่วง พิมพ์ซุ้มประตู และพรายคู่พิมพ์ต่างๆ ฯลฯ

สาเหตุที่ต้องเป็นชื่อขุนแผน ด้วยเมืองสุพรรณนั้นตามวรรณคดีเป็นบ้านเกิดของขุนแผน แม้แต่ถนนหนทางในเมืองสุพรรณ ยังตั้งชื่อตามวรรณคดี ชื่อพระกรุอื่นๆ มีเป็นชื่อตามวรรณคดีทั้งสิ้น

ทีนี้พระที่มีชื่อว่าขุนแผน ผู้คนต่างนึกเอาว่าคงจะเก่งกล้าสามารถ มีเสน่ห์เมตตามหานิยมตามขุนแผนด้วย พวกชายหนุ่มวัยรุ่นจึงมักจะนิยมเสาะหากันใหญ่

ความจริงพุทธคุณของพระกรุวัดบ้านกร่าง เด่นทางด้านคงกระพัน แคล้วคลาด เมตตามหานิยม

แต่คนที่ตามหาพระขุนแผน ล้วนแต่ชอบความมีเสน่ห์เจ้าชู้เกือบทั้งสิ้น

พระขุนแผนวัดพระรูป

พระขุนแผน เมืองสุพรรณ ที่มีชื่อเสียงอีกกรุหนึ่ง คือ “กรุวัดพระรูป”

พระขุนแผนกรุวัดพระรูป ที่เรียกว่า พระขุนแผนไข่ผ่า หรือพระขุนแผนแตงกวาผ่า โบราณตั้งชื่อพระแบบนี้ คงจะเห็นองค์พระที่ฐานบัวนั้นมีลักษณะมองดูคล้ายกับรูปเด็กนอนอยู่ และที่ด้านขวามือ เห็นกลีบบัวเป็นเส้นสองเส้นคล้ายกับขาของเด็กยกขึ้น ทำให้นึกถึงกุมารทอง

เหตุนี้จึงตั้งชื่อกันในสมัยนั้นว่าพระขุนแผน อีกอย่างพุทธคุณของพระขุนแผนวัดพระรูป เด่นทางด้านเมตตามหานิยม อยู่ยงคงกระพัน และแคล้วคลาดอีกด้วย จึงเป็นที่นิยมกันมาก

พระขุนแผนกรุวัดพระรูปเป็นพระที่พบในบริเวณวัดพระรูป แต่มิได้พบในองค์พระเจดีย์ พบอยู่ตามพื้นดินในบริเวณวัดพระรูป

สอบถามคนเฒ่าคนแก่ในสมัยก่อน บอกว่าประมาณปี พ.ศ.2446 เมื่อก่อนนั้นวัดพระรูปรกร้างเป็นป่าปกคลุมด้วยต้นไม้ใหญ่มีฝูงลิงมาอาศัยอยู่มาก และมีเจดีย์อยู่หลายองค์

ต่อมาก่อนที่กรมศิลปากรจะบูรณะซ่อมแซมเจดีย์ต่างๆ ก็ปรักหักพังทลายลงมาจนเหลืออยู่องค์เดียวตามที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน พระกรุวัดพระรูป คงจะอยู่ในองค์พระเจดีย์ที่พังทลายลงมาองค์ใดองค์หนึ่ง

พระเครื่องของกรุนี้จึงกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปตามพื้นดิน

ในสมัยก่อนก็ไม่ค่อยมีผู้ใดสนใจ ใครอยากได้ก็ไปเก็บเอา ซึ่งก็มีจำนวนมากมาย และมีอยู่หลายพิมพ์ เช่น พระขุนแผน พระขุนไกร พระยุ่งหรือพระกุมารทอง พระพลายงาม และพระพันวษา เป็นต้น ล้วนตั้งชื่อกันตามวรรณคดีขุนช้าง-ขุนแผน

พระเครื่องทั้งหมดที่พบเป็นพระเนื้อดินเผา มีทั้งเนื้อหยาบและเนื้อละเอียด เนื้อพระจะมีกรวดทรายผสมอยู่ในเนื้อพระ เนื้อหนึกแกร่ง พระกรุนี้ด้านหลังจะเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่ง คือ ด้านหลังจะอูมนูน

ด้วยความที่ด้านหลังอูมนูน รูปทรงกรอบขององค์พระมองดูคล้ายกับไข่ไก่ผ่าซีก จึงเรียกกันว่าพระขุนแผนไข่ผ่า ส่วนอีกพิมพ์หนึ่ง องค์พระเป็นพิมพ์เดียวกัน แต่รูปทรงกรอบนอกออกจะยาวรีมีด้านข้างแคบกว่าพิมพ์ไข่ผ่า มองดูคล้ายแตงกวาผ่าซีก เรียกกันว่า พิมพ์แตงกวาผ่าซีก

แต่ละองค์จะมีแม่พิมพ์เดียวกัน ผิดกันเฉพาะรูปทรงกรอบด้านนอกเท่านั้น

พระทั้ง 2 พิมพ์ ปัจจุบันหาพระแท้ยาก ทำปลอมมีมากมายและมีหลากหลายฝีมือที่ทำได้ใกล้เคียง แต่ถ้าศึกษาพิมพ์ให้ดี พอจะแยกแยะได้ จุดรายละเอียดแม่พิมพ์จะมีเอกลักษณ์อยู่หลายจุด

โดยเฉพาะเนื้อหาความเก่าและคราบกรุที่ทำปลอมได้ยาก



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“สีหศักดิ์” ชี้ “กัมพูชา” ลากไทยเข้ากลไกประนอมภาคบังคับทำปิดประตูเจรจาเขตแดนทางบก รับกังวลกรณีเขมรประโคมข่าว “รถถังจีน” ในช่วงสถานการณ์เปราะบาง
“วัชระพล” มอบนโยบาย อ.ส.ค.เร่งแผนการตลาดระบายสต๊อกนมก่อนพึ่งงบฯ แนะเพิ่มประสิทธิภาพบริหาร-มาร์เก็ตติ้งให้แข่งได้ในตลาดเสรี
พิธีศพ อาลี คาเมเนอี : วาทกรรมแห่งศาสนา และอำนาจการทูตผ่านมุมมองภาษาศาสตร์
เคปเวิร์ด ‘ซินเดอเรลล่า’ ฟุตบอลโลก ผู้ชนะหัวใจคนทั้งโลก
คำถามเชิงซ้อน : คำถามลวงให้เราตอบ
จากเวทีปราศรัยสู่หน้าฟีด : อ่านยุทธศาสตร์หาเสียงผู้ว่าฯ กทม. ผ่านโซเชียลมีเดีย
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (14)
ทบ.ร้อน ชิง ‘ทบ.1’ ‘บิ๊กเต้-แม่ทัพไก่’ จับตา หมาก ‘แม่ทัพคอแดง’ มองข้ามช็อต ทัพใต้ ‘รองคิ้ว-รองด้วง’
จากแหวนทองคำ 2 พันปี สู่ใจคนเมืองเพชร ทวีโรจน์ กล่ำกล่อมจิตต์ อยากมี ‘มิวเซียมท้องถิ่น’
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ถอยเพื่อก้าว เดินหน้าฝ่ามรสุม ‘จากนี้ไปจะเป็นนักการเมืองแล้ว’
E-DUANG | มติ เบี้ยเด็ก แรกเกิด 600 วัดใจ รัฐบาล “ภูมิใจไทย”
ส่องอนาคต ‘พรรคชัชชาติ’ เส้นทาง ‘การเมืองระดับชาติ’ ของผู้ว่าฯ กทม.?