วิรัตน์ แสงทองคำ | www.viratts.com
ว่าด้วยบริษัทแกนของธุรกิจครอบครัวที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
ประเด็นและเรื่องราว “ธุรกิจครอบครัว” ยังไปต่อ จากข้อเขียนคราวที่แล้ว อ้างอิง และเทียบเคียง Global Family Business Index (การจัดอันดับบริษัทในระดับโลกซึ่งถือเป็นธุรกิจครอบครัว 500 อันดับ โดยมีขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2558) จัดทำขึ้นโดย Center for Family Business, University of St.Gallen, Switzerland และ EY’s Global Family Business Center of Excellence กิจในการในเครือข่าย Ernst & Young แห่งอังกฤษ
เมื่อการจัดอันดับครั้งแรก ทศวรรษที่แล้ว เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี มีบริษัทเข้ามาอยู่ในลิสต์ในฐานะบริษัทของธุรกิจครอบครัวถึง 2 แห่ง ครองทั้งอันดับ 1 และ 2 ของไทย คือบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF (อันดับ 126) บริษัท ซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL (อันดับ 175)
ความหมายหนึ่งซึ่งไม่ได้ขยายความในขณะนั้น คือ CPF บริษัทแกนกลุ่มธุรกิจดั้งเดิมที่เรียกว่าธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร มีฐานะเป็นธุรกิจใหญ่ สร้างรายได้ให้กับซีพี มากที่สุด อย่างที่คาดกัน อย่างเสมอต้นเสมอปลายตลอดมา หากนับแต่ก่อตั้งร้านเจริญโภคภัณฑ์ (ปี 2496) นานถึงกว่า 70 ปีแล้ว
มาล่าสุด 2025 EY and University of St.Gallen Global 500 Family Business Index มีบทสรุปสำคัญข้อหนึ่งที่น่าสนใจ “เกือบครึ่งของ 500 บริษัท มีส่วนเกี่ยวข้องกับดีลที่เรียกว่า M&A (ควบรวมและซื้อกิจการ)”
และอีกตอนของบทวิเคราะห์โดย EY ว่าไว้ “มีข้อมูลบางมิติ ควรอ้างถึงให้เชื่อมโยงถึงความเคลื่อนไหว เกี่ยวข้องกับเครือข่ายธุรกิจครอบครัวไทยรายใหญ่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา นั่นคือ ค้าปลีก เป็นลักษณะธุรกิจสำคัญของธุรกิจครอบครัว ครองส่วนแบ่งมากที่สุด มีสัดส่วนถึง 20%” อย่างที่ผมว่าไว้ในตอนที่แล้ว ด้วยตั้งใจจะขยายความและเชื่อมโยงไปถึงหนึ่งในนั้น คือซีพี

Global 500 Family Business Index ล่าสุด ยกให้ CPALL อยู่ในลิสต์อันดับ 1 ของไทย ขณะขยับสูงขึ้นจากเดิมมากทีเดียว มาอยู่ที่ 68
ความหมายอย่างที่ตีความ ตั้งประเด็นไว้ในตอนต้น CPALL ในฐานะบริษัทแกนในกลุ่มธุรกิจค้าปลีก แสดงให้เห็นภาพอย่างชัดเจน ซีพีในวันนี้พลิกโฉมหน้าไป ธุรกิจค้าปลีกกลายเป็นธุรกิจทำรายได้ได้มากที่สุดแล้ว
อันที่จริง ภาพนั้น เพิ่งขยับปรับเปลี่ยน มาไม่กี่ปีมานี้เอง
ด้วยกิจการหลักสำคัญทั้งสามของซีพี เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ข้อมูลทางการเงินที่ปรากฏ จึงยืนยันได้อย่างสิ้นสงสัย (โปรดพิจารณา “ข้อมูลจำเพาะทางการเงิน” ประกอบ)
“บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2531 โดยบริษัทในกลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์ ประกอบธุรกิจหลัก คือ ธุรกิจค้าปลีกประเภทร้านค้าสะดวกซื้อภายใต้เครื่องหมายการค้า “7-Eleven” ในประเทศไทย โดยบริษัทฯ ได้รับสิทธิการใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวจาก 7-Eleven, Inc. สหรัฐอเมริกา และได้เปิดร้านสาขาแรกที่ซอยพัฒน์พงษ์ เมื่อปี 2532…” (ข้อมูลทางการนำเสนอโดย CPALL) ข้างต้นเป็นจุดเริ่มต้นธุรกิจค้าปลีก ในยุคซีพีมีแผนการขยายธุรกิจอย่างหลากหลาย
ขณะนั้นถือเป็นดีลเล็กมากๆ เกี่ยวกับธุรกิจค้าปลีกขนาดเล็ก -ร้านสะดวกซื้อ (Convenience store) เมื่อเทียบธุรกิจอื่นในเวลานั้น โดยเฉพาะที่เรียกว่า ธุรกิจสื่อสาร และโทรคมนาคม อันมีบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE เป็นแกนในปัจจุบัน
ผมเคยนำเสนอมาหลายครั้ง จุดเปลี่ยนมาถึงหลังวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจปี 2540
ซีพีจึงให้ความสนใจธุรกิจค้าปลีกมากขึ้น

จากนั้นจึงมาถึงจุดเริ่มต้น จุดเปลี่ยนสำคัญอย่างแท้จริง
“ในปี 2556 บริษัทฯ ได้เข้าลงทุนในธุรกิจค้าส่งแบบชำระเงินสดและบริการตนเอง (บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) และต่อมาเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2564 สยามแม็คโครฯ ได้เข้าลงทุนในธุรกิจโลตัสส์เอเซีย (Lotus’s Asia) (บริษัท ซี.พี. รีเทล ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด และบริษัทย่อย) ซึ่งเป็นธุรกิจร้านค้าในรูปแบบดิสเคานต์สโตร์ ซูเปอร์เซ็นเตอร์ และไฮเปอร์มาร์เก็ต ที่ดำเนินการขายปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป ให้เช่าพื้นที่ในศูนย์การค้า และให้บริการอื่นๆ ในประเทศไทยและมาเลเซีย” (ข้อมูลทางการอีกตอนของ CPALL)
ตามมาด้วยข้อความอีกท่อน สะท้อนการยกระดับธุรกิจค้าปลีกไปอีกขั้น
“…เพื่อต่อยอดธุรกิจไปสู่การเป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งอาหารสดและสินค้าอุปโภคบริโภคในระดับภูมิภาคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และขยายขอบเขตการดำเนินธุรกิจให้สามารถแข่งขันได้ทั้งในช่องทางออฟไลน์และออนไลน์”
ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อในการขยายกิจการอย่างก้าวกระโดดเกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านผู้นำซีพี
ตามแผนการเปลี่ยนถ่ายอำนาจจากรุ่นสู่อีกรุ่นของตระกูลเจียรวนนท์ จากรุ่นที่ 2 สู่รุ่นที่ 3

ในปี 2562 ธนินท์ เจียรวนนท์ เมื่อเข้าสู่วัย 80 จึงทยอยลาออกจากตำแหน่งประธานกรรมการบริษัทสำคัญๆ โดยเฉพาะกิจการหลักซึ่งจดทะเบียนในตลาดหุ้น ทั้ง CPF CPALL และ TRUE
ขณะเดียวกันได้แต่งตั้ง ศุภกิต เจียรวนนท์ บุตรคนโต ในฐานะประธานเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) คนใหม่ นั่งประธานกรรมการโดยเฉพาะ CPF และ CPALL
จะว่าไปศุภกิต เป็นกรรมการ CPALL มาพักใหญ่แล้ว (ตั้งแต่ปี 2546) ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่เขาเป็นกรรมการ CP Lotus (ก่อตั้งปี 2540) ในจีนแผ่นดินใหญ่ (ต่อมาปี 2555 ขึ้นเป็นประธานกรรมการ) แสดงช่วงเวลานั้นซีพีให้ความสนใจธุรกิจค้าปลีกอย่างจริงจังมากขึ้น
ในช่วงคาบเกี่ยวกับผลัดรุ่นตระกูลเจียรวนนท์ มีเหตุการณ์มากมายเกิดขึ้นอย่างกระชั้น กับธุรกิจค้าปลีก
ศุภชัย เจียรวนนท์ บุตรคนสุดท้องของธนินท์ เจียรวนนท์ ผู้บุกเบิกมุ่งมั่นบริหารTRUE มาแต่ต้น ขึ้นมามีบทบาทเคียงคู่พี่ชายในตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหารซีพี แทบทันทีที่เขามาเป็นรองประธานกรรมการ CPALL (ต้นปี 2562) และประธานกรรมการบริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) หรือ MAKRO (ต้นปี 2563)
ว่ากันภายใน MAKRO นั้นปรากฏบุคคลหนึ่งเข้ามามีบทบาทด้วย
ธนิศร์ เจียรวนนท์ บุตรคนโตของศุภกิต เจียรวนนท์ มาทำหน้าที่ในตำแหน่งที่เรียกว่า “ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายบริหารโครงการ FR ทรานส์ฟอร์เมชั่น และประสานธุรกิจเครือเจริญโภคภัณฑ์” (ปลายปี 2564)
ข้างต้น เป็นช่วงก่อนมีดีลสำคัญ “เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2564 สยามแม็คโครฯ ได้เข้าลงทุนในธุรกิจโลตัสส์เอเซีย (Lotus’s Asia)…” อย่างที่อ้างไว้ในตอนต้น
ขบวนการขยับปรับโครงสร้างธุรกิจค้าปลีกครั้งใหญ่ ให้มีความสำคัญยิ่ง เป็นไปอย่างเข้มข้น จึงเริ่มต้นตั้งแต่ตอนนั้น
โปรดติดตามตอนต่อไป
