จากนาราถึงรมณีนาถ : การเล่าประวัติศาสตร์ยุคสมัยใหม่ผ่านคุก (1)
พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ
จากนาราถึงรมณีนาถ
: การเล่าประวัติศาสตร์ยุคสมัยใหม่ผ่านคุก (1)
สมัยเมจิ (the Meiji Era) คือช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นกำลังเดินหน้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ในทุกด้าน รถไฟ ถนน ไฟฟ้า โรงงาน โรงพยาบาล สถานที่ราชการ พิพิธภัณฑ์ ฯลฯ คือสัญลักษณ์สำคัญที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว ซึ่งสำหรับคนที่สนใจประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นสมัยใหม่ เรื่องราวของสิ่งเหล่านี้คงได้เคยผ่านตามาแล้วอย่างแน่นอน
แต่ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงมหาศาลดังกล่าว ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนมากของการก้าวเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ นั่นก็คือ การเกิดขึ้นของคุกสมัยใหม่
ในปลายสมัยเมจิได้มีการสร้างคุกที่สำคัญขึ้น 5 แห่ง (The Five Great Meiji Prisons) ในเมืองต่างๆ ได้แก่ คานาซาวะ นางาซากิ ชิบะ คาโกชิมะ และนารา ทั้งหมดถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูประบบราชทัณฑ์
และเป็นสัญลักษณ์แสดงให้มหาอำนาจตะวันตกเห็นว่า ญี่ปุ่นเป็นชาติสมัยใหม่ที่ปกครองด้วยหลักนิติธรรม ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการเจรจาแก้ไขสนธิสัญญาไม่เสมอภาคทั้งหลายที่ญี่ปุ่นทำไว้กับชาติตะวันตกได้
แต่เมื่อเวลาผ่านไป คุกส่วนใหญ่ได้ถูกยกเลิกการใช้งาน ถูกเคลื่อนย้าย หรือถูกรื้อถอนไปจนเกือบหมด
เหลือเพียงแค่แห่งเดียวที่นารา ที่ยังคงเก็บรักษาโครงสร้างดั้งเดิมจากสมัยเมจิไว้ในสภาพเกือบสมบูรณ์

ที่มาภาพ : เว็บไซต์ Nara Prison Museum

ที่มาภาพ : เว็บไซต์ Nara Prison Museum

ที่มาภาพ : เว็บไซต์ The Encyclopedia of Greater Philadelphia


ที่มาภาพ : เว็บไซต์ HOSHINOYA Nara Prison
คุกเมืองนารา (Nara Prison) ออกแบบโดย Keijiro Yamashita สถาปนิกกระทรวงยุติธรรม ซึ่งมีผลงานการออกแบบคุกและศาลจำนวนมากทั่วประเทศญี่ปุ่น และเป็นผู้ที่ศึกษาระบบการออกแบบคุกสมัยใหม่จากยุโรปและอเมริกามาอย่างดี
ตัวโครงการสร้างแล้วเสร็จเมื่อ ค.ศ.1908 โดยนำระบบที่เรียกว่า Haviland System มาใช้ในการออกแบบ ซึ่งเป็นการจัดวางอาคารคุมขังนักโทษจำนวน 5 อาคารให้แผ่ออกจากหอสังเกตการณ์ (ตั้งอยู่ในตำแหน่งกึ่งกลางของแผนผัง) ในลักษณะรัศมี
ระบบดังกล่าวมีที่มาจาก John Haviland สถาปนิกที่ออกแบบแผนผังแบบรัศมีให้แก่ Eastern State Penitentiary ในเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา ใน ค.ศ.1829 ซึ่งได้กลายมาเป็นรูปแบบที่มีอิทธิพลมากต่อการออกแบบคุกทั่วโลกในเวลาต่อมา รวมถึงคุกที่นาราด้วย
รูปแบบแผนผังดังกล่าวทำให้เกิดประสิทธิภาพในการควบคุมนักโทษ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ที่ประจำอยู่ในตำแหน่งหอสังเกตการณ์สามารถมองเห็นและตรวจตราทางเดินภายในอาคารคุมขังทั้งห้าได้จากจุดควบคุมกลางเพียงแห่งเดียว
แผนผังแบบนี้ในด้านหนึ่งชวนให้นึกถึงแนวคิดของ Jeremy Bentham ที่เสนอแนวทางการออกแบบคุกแบบสมัยใหม่ในปลายศตวรรษที่ 18 ที่เรียกว่า Panopticon ที่เน้นอาคารเป็นรูปวงแหวนล้อมรอบหอคอยควบคุมกลาง ภายในวงแหวนแบ่งเป็นห้องขังเรียงต่อกัน โดยห้องขังแต่ละห้องมีช่องเปิดหันเข้าหาหอคอยกลาง ขณะที่เจ้าหน้าที่ในหอคอยสามารถมองเข้าไปยังห้องขังได้อย่างสะดวก
ทั้งสองระบบของการออกแบบล้วนมีรากฐานมาจากแนวคิดเรื่องการแยกขัง การสอดส่อง การสำนึกผิด และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของนักโทษ ซึ่งเป็นแนวคิดการลงโทษผู้กระทำผิดในสังคมแบบสมัยใหม่ที่แตกต่างจากยุคจารีตที่เน้นการลงโทษแบบทรมานร่างกายให้เจ็บปวดแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน
ด้วยเหตุนี้ คุกเมืองนาราจึงมิใช่เพียงการเกิดขึ้นของคุกรูปแบบใหม่ตามอย่างโลกตะวันตกเพียงเท่านั้น แต่ยังสะท้อนแนวคิดว่าด้วยการสร้างงานสถาปัตยกรรมที่เข้ามาทำหน้าที่เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการปรับเปลี่ยนและขัดเกลามนุษย์ที่ทำผิดให้กลับสู่สังคมได้ตามอุดมคติของระบบราชทัณฑ์สมัยใหม่ที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่ยังเหลืออยู่
นอกจากนี้ รูปแบบทางสถาปัตยกรรมยังถูกออกแบบอย่างพิถีพิถันในรายละเอียด
หลายส่วนมีการประดับตกแต่งอย่างสวยงาม แม้ว่าจะไม่ได้ประดับประดาอย่างอลังการเต็มที่แบบอาคารประเภทอื่น แต่ก็มองเห็นร่องรอยของการออกแบบที่สวยงามได้อย่างชัดเจน
อีกทั้งการออกแบบพื้นที่ภายในที่มีการนำแสงธรรมชาติเข้าสู่พื้นที่ภายในอาคาร ตลอดจนส่วนห้องขังที่สะท้อนให้เห็นสภาพความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังที่ดี (โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเปรียบเทียบกับคุกแบบจารีตของญี่ปุ่น)
ทั้งหมดแสดงถึงการคำนึงถึงมนุษยธรรมที่มีมากขึ้นในโลกยุคสมัยใหม่ผ่านพื้นที่คุก
ด้วยคุณค่าความสำคัญดังกล่าว กลุ่มอาคารคุกเมืองนาราจึงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น “ทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่สำคัญ” (Important Cultural Property) ของญี่ปุ่นใน ค.ศ.2017
ต่อมาได้มีโครงการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นพิพิธภัณฑ์ โดยใช้เวลาประมาณ 7 ปีในการดำเนินการอนุรักษ์อาคาร ปรับปรุงอาคาร ตลอดจนออกแบบนิทรรศการและส่วนจัดแสดงต่างๆ ในรายละเอียดทั้งหมด โดยมีการเปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการไปเมื่อเดือนเมษายน 2569 ที่ผ่านมา
ที่น่าสนใจที่สุดคือ กระทรวงยุติธรรมของญี่ปุ่นในฐานะเจ้าของพื้นที่ได้ทำการพัฒนาพื้นที่โดยใช้อาคารบางส่วนมาปรับปรุงเพื่อประโยชน์เชิงธุรกิจในการหารายได้จากการท่องเที่ยวมาสนับสนุนการอนุรักษ์และบำรุงรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญแห่งนี้
แนวทางที่เลือกใช้คือ ทำความร่วมมือกับ Hoshino Resorts ให้เข้ามาบริหารและดำเนินการธุรกิจโรงแรมในพื้นที่โดยใช้อาคารอนุรักษ์หลายส่วนของคุกเมืองนารามาเป็นจุดขายของห้องพัก ซึ่งเปิดทำการไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
เมื่อดูในภาพรวมของโครงการ เราจะพบว่ามีการจัดสรรพื้นที่แบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ
ส่วนแรกได้แก่ “พื้นที่การเรียนรู้” ซึ่งเปิดให้คนทั่วไปได้เข้าชม โดยเก็บค่าผ่านประตูในราคาที่ไม่สูงมากนัก (ปัจจุบันเก็บอยู่ที่ 3,500 เยน) พื้นที่ในส่วนนี้ประกอบไปด้วย
หนึ่ง อาคารบางส่วนที่รักษาไว้ในสภาพเดิมเมื่อครั้งยังเป็นคุก (อาคารเรือนนอนที่ 3) เพื่อให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสบรรยากาศดั้งเดิมของคุกในสมัยเมจิ ตั้งแต่ห้องขัง ห้องอาบน้ำ ห้องทำกิจกรรมต่างๆ ไปจนถึงหอสังเกตการณ์ที่ตั้งอยู่ตรงศูนย์กลางของแผนผัง
สอง พื้นที่จัดแสดงนิทรรศการที่แยกออกเป็น 3 โซน ได้แก่ โซน A ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์การเกิดขึ้นของระบบราชทัณฑ์สมัยใหม่ของญี่ปุ่น ประวัติของอาคาร การออกแบบ ประวัติสถาปนิก และพัฒนาการความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่
โซน B ที่เน้นนำเสนอกิจวัตรประจำวันของนักโทษตลอดจนสิ่งที่เกี่ยวข้องกับพวกเขาในด้านต่างๆ ได้แก่ ระเบียบวินัย, อาหารการกิน, สุขอนามัย, การทำงาน, การกลับตัวกลับใจ, การใช้จ่ายเงิน และพื้นที่แห่งเสรีภาพเล็กๆ ภายในคุก
โซน C เป็นพื้นที่ที่เปิดให้ศิลปินร่วมสมัยเข้ามาตีความพื้นที่และสร้างสรรค์งานศิลปะในรูปแบบที่หลากหลาย เป็นเสมือนความพยายามที่จะสร้างบทสนทนาใหม่ๆ ระหว่างสถานที่กับผู้คนในปัจจุบันผ่านพื้นที่แห่งการควบคุมและไร้ซึ่งเสรีภาพ
ส่วนที่สองคือ “โรงแรม” หรูในชื่อ Hoshinoya Nara Prison ที่มีราคาห้องพักต่อคืนสูงกว่า 10,000 บาท ซึ่งในส่วนนี้เป็นเสมือนพื้นที่หารายได้ของโครงการเพื่อมาใช้ดูแลโครงการทั้งหมด
โมเดลการบริหารจัดการอาคารอนุรักษ์เช่นนี้ แม้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไรนักในโลกปัจจุบัน แต่ก็ถือว่ายังไม่ปรากฏให้เห็นนักในสังคมไทยที่ก็มีอาคารที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์มากมายไม่แพ้กัน
หากย้อนกลับมามองในกรณีสังคมไทย เราจะพบว่าแนวโน้มหลักของการบริหารจัดการอาคารอนุรักษ์ที่มีคุณค่าและอยู่ภายใต้การดูแลโดยหน่วยงานภาครัฐ มักถูกจัดการไปใน 2 แนวทางหลักดังต่อไปนี้
หนึ่ง การปรับเปลี่ยนให้เป็นพิพิธภัณฑ์โดยมีหน่วยงานรัฐที่เป็นเจ้าของพื้นที่ทำหน้าที่บริหารจัดการ ซึ่งแม้จะมีประโยชน์ต่อสังคมในแง่การส่งเสริมการเรียนรู้ที่คนทั่วไปสามารถเข้าชมและศึกษาอาคารที่มีคุณค่าเหล่านั้นได้
แต่ก็ดังที่เราทราบกันดีว่า พิพิธภัณฑ์โดยส่วนใหญ่ทั้งโลกไม่เคยเลี้ยงตัวเองได้โดยตัวของมันเอง
โครงการลักษณะนี้จำเป็นที่จะต้องได้รับเงินสนับสนุนจากภาครัฐหรือองค์กรเอกชนอย่างต่อเนื่องไปโดยตลอด
สอง ภาครัฐปล่อยอาคารให้ภาคเอกชนเช่าสัมปทานระยะยาวเพื่อปรับเปลี่ยนไปใช้ประโยชน์ในเชิงธุรกิจโดยสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ ฯลฯ ซึ่งในแง่ดี อาคารจะได้รับการดูแลค่อนข้างดีและสามารถหารายได้มาเลี้ยงตัวเองได้
แต่ข้อเสียคือ สังคมโดยรวมไม่ได้อะไรมากนักจากการปล่อยเช่าแบบนี้
คนส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าใช้อาคารได้ เพราะต้องจ่ายค่าเข้าราคาแพง แม้อาคารจะคงอยู่ในสภาพดีแต่ไม่ได้เสริมสร้างการเรียนรู้ให้แก่ผู้คนเท่าไรนัก
ดังนั้น การพยายามแบ่งสัดส่วนการใช้งานของคุกเมืองนาราในแบบที่กล่าวมา ในด้านหนึ่งจึงเป็นเสมือนทางเลือกที่สามที่พยายามผสมผสานการเรียนรู้ของสังคมเข้ากับการแก้ปัญหาทางด้านการเงินไปพร้อมกัน (แม้ในอีกด้านหนึ่งจะมีนัยของการเปลี่ยนพื้นที่แห่งความทุกข์ในอดีตให้กลายเป็นสินค้าบริโภคของคนชั้นสูงก็ตาม)
ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมไทยน่าจะเริ่มคิดถึงทางเลือกนี้ให้มากขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหันกลับมามองกรณี “สวนรมณีนาถ” พื้นที่ซึ่งเคยเป็นคุกเก่าตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และมีประวัติศาสตร์การเปลี่ยนผ่านระบบราชทัณฑ์สู่ความเป็นสมัยใหม่ที่คล้ายกับคุกที่นารา
