bg-single

จากนาราถึงรมณีนาถ : การเล่าประวัติศาสตร์ยุคสมัยใหม่ผ่านคุก (1)

19.08.2026

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

จากนาราถึงรมณีนาถ

: การเล่าประวัติศาสตร์ยุคสมัยใหม่ผ่านคุก (1)

สมัยเมจิ (the Meiji Era) คือช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นกำลังเดินหน้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ในทุกด้าน รถไฟ ถนน ไฟฟ้า โรงงาน โรงพยาบาล สถานที่ราชการ พิพิธภัณฑ์ ฯลฯ คือสัญลักษณ์สำคัญที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว ซึ่งสำหรับคนที่สนใจประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นสมัยใหม่ เรื่องราวของสิ่งเหล่านี้คงได้เคยผ่านตามาแล้วอย่างแน่นอน

แต่ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงมหาศาลดังกล่าว ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนมากของการก้าวเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ นั่นก็คือ การเกิดขึ้นของคุกสมัยใหม่

ในปลายสมัยเมจิได้มีการสร้างคุกที่สำคัญขึ้น 5 แห่ง (The Five Great Meiji Prisons) ในเมืองต่างๆ ได้แก่ คานาซาวะ นางาซากิ ชิบะ คาโกชิมะ และนารา ทั้งหมดถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูประบบราชทัณฑ์

และเป็นสัญลักษณ์แสดงให้มหาอำนาจตะวันตกเห็นว่า ญี่ปุ่นเป็นชาติสมัยใหม่ที่ปกครองด้วยหลักนิติธรรม ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการเจรจาแก้ไขสนธิสัญญาไม่เสมอภาคทั้งหลายที่ญี่ปุ่นทำไว้กับชาติตะวันตกได้

แต่เมื่อเวลาผ่านไป คุกส่วนใหญ่ได้ถูกยกเลิกการใช้งาน ถูกเคลื่อนย้าย หรือถูกรื้อถอนไปจนเกือบหมด

เหลือเพียงแค่แห่งเดียวที่นารา ที่ยังคงเก็บรักษาโครงสร้างดั้งเดิมจากสมัยเมจิไว้ในสภาพเกือบสมบูรณ์

คุกเมืองนารา (Nara Prison) ออกแบบโดย Keijiro Yamashita สถาปนิกกระทรวงยุติธรรม ซึ่งมีผลงานการออกแบบคุกและศาลจำนวนมากทั่วประเทศญี่ปุ่น และเป็นผู้ที่ศึกษาระบบการออกแบบคุกสมัยใหม่จากยุโรปและอเมริกามาอย่างดี

ตัวโครงการสร้างแล้วเสร็จเมื่อ ค.ศ.1908 โดยนำระบบที่เรียกว่า Haviland System มาใช้ในการออกแบบ ซึ่งเป็นการจัดวางอาคารคุมขังนักโทษจำนวน 5 อาคารให้แผ่ออกจากหอสังเกตการณ์ (ตั้งอยู่ในตำแหน่งกึ่งกลางของแผนผัง) ในลักษณะรัศมี

ระบบดังกล่าวมีที่มาจาก John Haviland สถาปนิกที่ออกแบบแผนผังแบบรัศมีให้แก่ Eastern State Penitentiary ในเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา ใน ค.ศ.1829 ซึ่งได้กลายมาเป็นรูปแบบที่มีอิทธิพลมากต่อการออกแบบคุกทั่วโลกในเวลาต่อมา รวมถึงคุกที่นาราด้วย

รูปแบบแผนผังดังกล่าวทำให้เกิดประสิทธิภาพในการควบคุมนักโทษ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ที่ประจำอยู่ในตำแหน่งหอสังเกตการณ์สามารถมองเห็นและตรวจตราทางเดินภายในอาคารคุมขังทั้งห้าได้จากจุดควบคุมกลางเพียงแห่งเดียว

แผนผังแบบนี้ในด้านหนึ่งชวนให้นึกถึงแนวคิดของ Jeremy Bentham ที่เสนอแนวทางการออกแบบคุกแบบสมัยใหม่ในปลายศตวรรษที่ 18 ที่เรียกว่า Panopticon ที่เน้นอาคารเป็นรูปวงแหวนล้อมรอบหอคอยควบคุมกลาง ภายในวงแหวนแบ่งเป็นห้องขังเรียงต่อกัน โดยห้องขังแต่ละห้องมีช่องเปิดหันเข้าหาหอคอยกลาง ขณะที่เจ้าหน้าที่ในหอคอยสามารถมองเข้าไปยังห้องขังได้อย่างสะดวก

ทั้งสองระบบของการออกแบบล้วนมีรากฐานมาจากแนวคิดเรื่องการแยกขัง การสอดส่อง การสำนึกผิด และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของนักโทษ ซึ่งเป็นแนวคิดการลงโทษผู้กระทำผิดในสังคมแบบสมัยใหม่ที่แตกต่างจากยุคจารีตที่เน้นการลงโทษแบบทรมานร่างกายให้เจ็บปวดแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน

ด้วยเหตุนี้ คุกเมืองนาราจึงมิใช่เพียงการเกิดขึ้นของคุกรูปแบบใหม่ตามอย่างโลกตะวันตกเพียงเท่านั้น แต่ยังสะท้อนแนวคิดว่าด้วยการสร้างงานสถาปัตยกรรมที่เข้ามาทำหน้าที่เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการปรับเปลี่ยนและขัดเกลามนุษย์ที่ทำผิดให้กลับสู่สังคมได้ตามอุดมคติของระบบราชทัณฑ์สมัยใหม่ที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่ยังเหลืออยู่

นอกจากนี้ รูปแบบทางสถาปัตยกรรมยังถูกออกแบบอย่างพิถีพิถันในรายละเอียด

หลายส่วนมีการประดับตกแต่งอย่างสวยงาม แม้ว่าจะไม่ได้ประดับประดาอย่างอลังการเต็มที่แบบอาคารประเภทอื่น แต่ก็มองเห็นร่องรอยของการออกแบบที่สวยงามได้อย่างชัดเจน

อีกทั้งการออกแบบพื้นที่ภายในที่มีการนำแสงธรรมชาติเข้าสู่พื้นที่ภายในอาคาร ตลอดจนส่วนห้องขังที่สะท้อนให้เห็นสภาพความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังที่ดี (โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเปรียบเทียบกับคุกแบบจารีตของญี่ปุ่น)

ทั้งหมดแสดงถึงการคำนึงถึงมนุษยธรรมที่มีมากขึ้นในโลกยุคสมัยใหม่ผ่านพื้นที่คุก

ด้วยคุณค่าความสำคัญดังกล่าว กลุ่มอาคารคุกเมืองนาราจึงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น “ทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่สำคัญ” (Important Cultural Property) ของญี่ปุ่นใน ค.ศ.2017

ต่อมาได้มีโครงการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นพิพิธภัณฑ์ โดยใช้เวลาประมาณ 7 ปีในการดำเนินการอนุรักษ์อาคาร ปรับปรุงอาคาร ตลอดจนออกแบบนิทรรศการและส่วนจัดแสดงต่างๆ ในรายละเอียดทั้งหมด โดยมีการเปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการไปเมื่อเดือนเมษายน 2569 ที่ผ่านมา

ที่น่าสนใจที่สุดคือ กระทรวงยุติธรรมของญี่ปุ่นในฐานะเจ้าของพื้นที่ได้ทำการพัฒนาพื้นที่โดยใช้อาคารบางส่วนมาปรับปรุงเพื่อประโยชน์เชิงธุรกิจในการหารายได้จากการท่องเที่ยวมาสนับสนุนการอนุรักษ์และบำรุงรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญแห่งนี้

แนวทางที่เลือกใช้คือ ทำความร่วมมือกับ Hoshino Resorts ให้เข้ามาบริหารและดำเนินการธุรกิจโรงแรมในพื้นที่โดยใช้อาคารอนุรักษ์หลายส่วนของคุกเมืองนารามาเป็นจุดขายของห้องพัก ซึ่งเปิดทำการไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

เมื่อดูในภาพรวมของโครงการ เราจะพบว่ามีการจัดสรรพื้นที่แบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ

ส่วนแรกได้แก่ “พื้นที่การเรียนรู้” ซึ่งเปิดให้คนทั่วไปได้เข้าชม โดยเก็บค่าผ่านประตูในราคาที่ไม่สูงมากนัก (ปัจจุบันเก็บอยู่ที่ 3,500 เยน) พื้นที่ในส่วนนี้ประกอบไปด้วย

หนึ่ง อาคารบางส่วนที่รักษาไว้ในสภาพเดิมเมื่อครั้งยังเป็นคุก (อาคารเรือนนอนที่ 3) เพื่อให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสบรรยากาศดั้งเดิมของคุกในสมัยเมจิ ตั้งแต่ห้องขัง ห้องอาบน้ำ ห้องทำกิจกรรมต่างๆ ไปจนถึงหอสังเกตการณ์ที่ตั้งอยู่ตรงศูนย์กลางของแผนผัง

สอง พื้นที่จัดแสดงนิทรรศการที่แยกออกเป็น 3 โซน ได้แก่ โซน A ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์การเกิดขึ้นของระบบราชทัณฑ์สมัยใหม่ของญี่ปุ่น ประวัติของอาคาร การออกแบบ ประวัติสถาปนิก และพัฒนาการความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่

โซน B ที่เน้นนำเสนอกิจวัตรประจำวันของนักโทษตลอดจนสิ่งที่เกี่ยวข้องกับพวกเขาในด้านต่างๆ ได้แก่ ระเบียบวินัย, อาหารการกิน, สุขอนามัย, การทำงาน, การกลับตัวกลับใจ, การใช้จ่ายเงิน และพื้นที่แห่งเสรีภาพเล็กๆ ภายในคุก

โซน C เป็นพื้นที่ที่เปิดให้ศิลปินร่วมสมัยเข้ามาตีความพื้นที่และสร้างสรรค์งานศิลปะในรูปแบบที่หลากหลาย เป็นเสมือนความพยายามที่จะสร้างบทสนทนาใหม่ๆ ระหว่างสถานที่กับผู้คนในปัจจุบันผ่านพื้นที่แห่งการควบคุมและไร้ซึ่งเสรีภาพ

ส่วนที่สองคือ “โรงแรม” หรูในชื่อ Hoshinoya Nara Prison ที่มีราคาห้องพักต่อคืนสูงกว่า 10,000 บาท ซึ่งในส่วนนี้เป็นเสมือนพื้นที่หารายได้ของโครงการเพื่อมาใช้ดูแลโครงการทั้งหมด

โมเดลการบริหารจัดการอาคารอนุรักษ์เช่นนี้ แม้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไรนักในโลกปัจจุบัน แต่ก็ถือว่ายังไม่ปรากฏให้เห็นนักในสังคมไทยที่ก็มีอาคารที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์มากมายไม่แพ้กัน

หากย้อนกลับมามองในกรณีสังคมไทย เราจะพบว่าแนวโน้มหลักของการบริหารจัดการอาคารอนุรักษ์ที่มีคุณค่าและอยู่ภายใต้การดูแลโดยหน่วยงานภาครัฐ มักถูกจัดการไปใน 2 แนวทางหลักดังต่อไปนี้

หนึ่ง การปรับเปลี่ยนให้เป็นพิพิธภัณฑ์โดยมีหน่วยงานรัฐที่เป็นเจ้าของพื้นที่ทำหน้าที่บริหารจัดการ ซึ่งแม้จะมีประโยชน์ต่อสังคมในแง่การส่งเสริมการเรียนรู้ที่คนทั่วไปสามารถเข้าชมและศึกษาอาคารที่มีคุณค่าเหล่านั้นได้

แต่ก็ดังที่เราทราบกันดีว่า พิพิธภัณฑ์โดยส่วนใหญ่ทั้งโลกไม่เคยเลี้ยงตัวเองได้โดยตัวของมันเอง

โครงการลักษณะนี้จำเป็นที่จะต้องได้รับเงินสนับสนุนจากภาครัฐหรือองค์กรเอกชนอย่างต่อเนื่องไปโดยตลอด

สอง ภาครัฐปล่อยอาคารให้ภาคเอกชนเช่าสัมปทานระยะยาวเพื่อปรับเปลี่ยนไปใช้ประโยชน์ในเชิงธุรกิจโดยสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ ฯลฯ ซึ่งในแง่ดี อาคารจะได้รับการดูแลค่อนข้างดีและสามารถหารายได้มาเลี้ยงตัวเองได้

แต่ข้อเสียคือ สังคมโดยรวมไม่ได้อะไรมากนักจากการปล่อยเช่าแบบนี้

คนส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าใช้อาคารได้ เพราะต้องจ่ายค่าเข้าราคาแพง แม้อาคารจะคงอยู่ในสภาพดีแต่ไม่ได้เสริมสร้างการเรียนรู้ให้แก่ผู้คนเท่าไรนัก

ดังนั้น การพยายามแบ่งสัดส่วนการใช้งานของคุกเมืองนาราในแบบที่กล่าวมา ในด้านหนึ่งจึงเป็นเสมือนทางเลือกที่สามที่พยายามผสมผสานการเรียนรู้ของสังคมเข้ากับการแก้ปัญหาทางด้านการเงินไปพร้อมกัน (แม้ในอีกด้านหนึ่งจะมีนัยของการเปลี่ยนพื้นที่แห่งความทุกข์ในอดีตให้กลายเป็นสินค้าบริโภคของคนชั้นสูงก็ตาม)

ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมไทยน่าจะเริ่มคิดถึงทางเลือกนี้ให้มากขึ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหันกลับมามองกรณี “สวนรมณีนาถ” พื้นที่ซึ่งเคยเป็นคุกเก่าตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และมีประวัติศาสตร์การเปลี่ยนผ่านระบบราชทัณฑ์สู่ความเป็นสมัยใหม่ที่คล้ายกับคุกที่นารา



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“วรวงศ์” ห่วง FTA ไทย–ยูเออี “ได้ไม่คุ้มเสีย” ทำร้ายอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเตือนอย่าใช้ FTA เป็นเครื่องมือการเมืองช่วงซักฟอก
อดีต ปลัด มท.สุทธิพงษ์ ชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อสังเกต ผลการตรวจสอบโครงการถังขยะเปียก ลดโลกร้อนฯ
อนุรักษนิยมไทยภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ?
กระทรวงเกษตรฯ ขอ ปชช.อย่าเพิ่งกังวล “UPOV1991” ยืนยันยังอยู่ระหว่างการศึกษาข้อดี-ข้อเสียอย่างรอบด้าน ลั่น! ต้องปกป้องผลประโยชน์เกษตรกร-คนไทยเป็นหลัก
จาก IoT ถึง AIoT ก้าวสู่โลก AI เต็มรูปแบบ
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (24) สาร วิถี และมิตรใหม่
เมนูแฟรงเก้นสไตน์ ทำตามได้แต่อาจพัง
รู้จัก ‘หนู’ ผ่านเพลง King Rat สิ่งมีชีวิตที่ทำให้เรืออับปางได้ ในมหาสมุทรแห่งความโลภ
นาฬิกา เวลา ความหรูหรา และราคาที่นักการเมืองต้องจ่าย
‘ศูนย์ศิลปะการแสดงแห่งชาติ’ ก็ไม่เว้น นามนั้น สำคัญไฉน ทรัมป์วางชื่อ ‘ทาบ’ JFK แต่ไม่สำเร็จ
ความลับของ ‘ความลับ’ กับการนิยามของศาลรัฐธรรมนูญ (1)
รศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร เดาฉากทัศน์ ทศวรรษ 2570 ‘พลังคนเดือนตุลา คือพลังของคนตาย’