bg-single

พระสารสาสน์พลขันธ์ : จากอาชญากรสงครามสู่นักการศึกษา (27)

19.08.2026

My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง

พระสารสาสน์พลขันธ์

: จากอาชญากรสงครามสู่นักการศึกษา (27)

หลังจากพระสารสาสน์ฯ พ้นจากคดีอาชญากรสงคราม (2489) แล้ว ดูเหมือนเขาให้ความสนใจการส่งเสริมเศรษฐกิจไทยภายหลังสงครามมาก และในปีนั้นเอง เขาได้ตั้ง “โรงเรียนพาณิชย์วิทยาลัย” (2490) ที่หัวถนนสีลม พร้อมจัดทำวารสารชื่อ “เศรษฐกร” (2490) ขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้การค้าขายและวิชาเศรษฐศาสตร์แก่สังคมไทยให้มีความเข้าใจวิชานี้ให้มากขึ้น

โรงเรียนพาณิชย์วิทยาลัยตั้งที่หัวมุมถนนสีลม

“โรงเรียนพาณิชย์วิทยาลัย”

เพียง 1 ปีหลังพระสารสาสน์ฯ พ้นจากคดีอาชญากรสงคราม เขาก่อตั้งโรงเรียนที่มุ่งประสาทวิชาความรู้ด้านเศรษฐกิจและพาณิชยกรรมตามที่เขาสนใจมาอย่างยาวนานให้กับหนุ่มสาวชาวไทยภายหลังสงคราม ชื่อ “โรงเรียนพาณิชย์วิทยาลัย”

โรงเรียนดังกล่าวตั้งอยู่ที่อาคาร 3 ชั้นแบบตะวันตกที่ก่อสร้างขึ้นครั้งปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยจุดประสงค์เริ่มแรกของการสร้างตึกสามชั้นหลังนี้เพื่อเป็นโรงแรมสำหรับชาวต่างชาติที่จะมาเที่ยวชมงาน “สยามรัฐพิพิธภัณฑ์” แต่งานนี้ล้มเลิกลงด้วยพระองค์เสด็จสวรรคตเสียก่อน

ต่อมา ตึกหลังนี้เคยมีผู้เช่าให้เป็นสำนักงานต่างๆ ในหลายวาระ เช่น ตระกูลคุณะเกษม และศรชัย สมิตะสิริ เป็นต้น และในระหว่างสงครามมหาเอเชียบูรพา เมื่อกองทัพญี่ปุ่นเข้ามาใช้พื้นที่ในกรุงเทพฯ ตั้งกองทัพ ทหารญี่ปุ่นใช้พื้นที่ละแวกนี้ ทั้งบ้านศาลาแดงซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเป็นศูนย์บัญชาการสารวัตรทหารเคมเปไท และใช้อาคารดังกล่าวเป็นที่พักของสารวัตรทหารญี่ปุ่น ภายหลังสงครามสงบแล้ว พระสารสาสน์ฯ ได้มาเช่าตึกนี้จากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เพื่อตั้งโรงเรียน

สมุดแสดงภาพสยามรัฐพิพิธภัณฑ์ที่มิได้แจก

จากเฟซบุ๊กของคุณ Shirin Muktier ศิษย์เก่า และจากความทรงจำของครูที่โรงเรียนเล่าถึงที่ตั้งของโรงเรียนว่า “โรงเรียนตั้งอยู่ที่หัวถนนสีลมหรือถนนพระราม 4 มุมตรงข้ามกับพระบรมรูปรัชกาลที่ 6 หน้าสวนลุมฯ ในอดีตโรงเรียนมีคลองล้อมทั้งหน้าโรงเรียนและด้านที่ติดถนนสีลมกับด้านข้างโรงเรียนฝั่งตรงข้ามโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ นักเรียนและครูต้องเดินข้ามสะพานก่อนเข้าโรงเรียนจากด้านถนนสีลมเพราะเป็นด้านหน้าโรงเรียน” (พวส.66 Bell Tolls Goody Oldy พวส.66 ระฆังดังยังกังวาน 17 กรกฎาคม 2548, 2548, 3)

จากหลักฐานที่พบในนิตยสารเศรษฐกรช่วงต้น 2490 มีข้อความว่า “พาณิชย์วิทยาลัย ศาลาแดง พระนคร สถานศึกษาซึ่งมีหลักสูตรเท่าเทียมมหาวิทยาลัย ในอำนวยการของ 555 และคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิอีกมากท่านจะเปิดสอนในเร็วๆ นี้” (เศรษฐกร ปีที่ 1 ฉบับที่ 1, 2490)

จากความทรงจำของครูเล่าว่า อาคารหลักของโรงเรียนดังกล่าวเป็นตึก 2 ชั้น ชั้น 3 มีดาดฟ้าและอาคารมีใต้ถุน ข้างอาคารใหญ่มีตึกหลังเล็กสำหรับคนรับใช้หรือเป็นห้องครัว ด้านซ้ายของอาคารติดถนนสีลม ด้านนี้มีเขามอมีน้ำตกขนาดใหญ่ ด้านหน้าของอาคารมีสระเลี้ยงปลา พร้อมที่ตั้งเสาธงขนาดใหญ่ ประตูทางเข้าด้านถนนสีลมนั้นมีอาคารสำหรับยาม และยังเล่าว่า “เจ้าของโรงเรียนเดิมเป็นคุณพระหรือคุณหลวงสารสาสน์ฯ” เมื่อครั้งโรงเรียนอยู่ภายใต้การอำนวยการของพระสารสาสน์ฯ มีอาจารย์วิศิษฐ์ กาญจนา เป็นครูใหญ่ (พวส.66 Bell Tolls Goody Oldy, 3-4)

คาดว่า พระสารสาสน์ฯ ดำเนินกิจการโรงเรียนพาณิชย์วิทยาลัยพร้อมกับการเป็นสมาชิกวุฒิสภา อย่างไรก็ตาม กิจการโรงเรียนน่าจะดำเนินอยู่ในช่วง 2490-2494 หลังจากนั้น พระสารสาสน์ฯ ได้ขายกิจการให้นางสาวประชุม อับดุลราฮิม รับช่วงโรงเรียนนี้ต่อไป

สมัย “โรงเรียนพาณิชย์วิทยาลัยแผนกสามัญ”

โฆษณาโรงเรียนพาณิชย์วิทยาลัย 2490

ตามประวัติโรงเรียนในสมัยที่ 2 ชื่อ โรงเรียนพาณิชย์วิทยาลัยแผนกสามัญ (พวส.) บันทึกว่า “ใน พ.ศ.2494 คุณป้าประชุมเริ่มทำกิจการโรงเรียนโดยขอเช่าตึกนี้พร้อมที่ดินแห่งนี้ จากสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์เพื่อเปิดเป็นโรงเรียน”

จุดประสงค์เริ่มแรก ท่านต้องการทำเป็นมหาวิทยาลัย แต่ด้วยในสมัยที่ยังเป็นกระทรวงธรรมการที่ดูแลการศึกษาของรัฐ มีนโยบายกำหนดให้การจัดการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยควรเป็นหน้าที่ของรัฐเท่านั้น เพื่อต้องการควบคุมมาตรฐานและคุณภาพของหลักสูตร คุณป้าประชุมจึงขอเปิดเป็นโรงเรียนสายสามัญ มีการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และมีการเรียนภาคค่ำเป็นหลักสูตรพาณิชย์ 3 ปี

โรงเรียนดำเนินกิจการมาเป็นเวลาเกือบ 30 ปี ต่อมาหมดสัญญาเช่าจึงต้องย้ายโรงเรียน บุคลากร และนักเรียนไปอยู่ที่ซอยเย็นอากาศในปี พ.ศ.2523 โดยใช้ชื่อเดิม (โรงเรียนพาณิชย์วิทยาลัยแผนกสามัญ) และดำเนินการต่อมาจนปิดกิจการลงใน พ.ศ.2536 ทั้งนี้ ต่อมาอาคารดังกล่าวถูกทุบและก่อสร้างเป็นห้างโรบินสัน สีลม ในเวลาต่อมา

ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่า เหตุใดเขาจึงขายกิจการโรงเรียนพาณิชย์วิทยาลัยที่เขาใฝ่ฝันมุ่งเผยแพร่วิชาการดังกล่าวให้คนไทยมาอย่างยาวนาน (2480) ด้วยเขาเชื่อว่า “บ้านเมืองจะเจริญไม่ได้หากไม่อาศัยเศรษฐกิจ เศรษฐกิจเจริญไม่ได้โดยไม่อาศัยเศรษฐกร (นักเศรษฐกิจ)” (2490)

นางสาวประชุม อับดุลราฮิม เจ้าของโรงเรียนคนใหม่

กล่าวโดยสรุปแล้ว ความเคลื่อนไหวทางการเมืองของพระสารสาสน์ฯ มีทั้งในประเทศตั้งแต่ กบฏ ร.ศ.130 และนอกประเทศ ดังเขาเคลื่อนไหวเผยแพร่ความคิดปฏิวัติในยุโรปในช่วง พ.ศ.2470 ต่อมาเมื่อการปฏิวัติ 2475 สำเร็จ เขาเดินทางกลับมาไทยเพื่อรับตำแหน่งรัฐมนตรีเศรษฐการ (2476) ต่อมา เขาลี้ภัยไปประเทศญี่ปุ่นครั้งแรกหลังจากการถูกตั้งข้อสงสัยว่ามีส่วนในการทำร้ายจอมพล ป. (2478) จากนั้น เขาเดินทางจากญี่ปุ่นกลับมาไทยอีก (2480) เพื่อจัดตั้งบริษัทการค้าและเขียนบทความเผยแพร่ความคิด และลี้ภัยหนีไปญี่ปุ่นอีกเป็นครั้งที่สอง หลังจากถูกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการโค่นล้มรัฐบาลหรือกบฏ 2481

เขากลับมาไทยภายหลังญี่ปุ่นยกพลขึ้นบก (2484) เพื่อดำเนินงานให้กับรัฐบาลญี่ปุ่น และกลับออกไปญี่ปุ่นครั้งที่สาม (2485) ในช่วงท้ายสงคราม เขาเดินทางกลับมาไทยเพื่อเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลนิยมญี่ปุ่นใหม่ (2487) แต่เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไป เขาอยู่ในไทยต่อไปจนกระทั่งถูกจับฐานอาชญากรสงคราม (2488) ในที่สุด

ในช่วงท้ายของชีวิต เขายังคงอยู่ในประเทศจวบกระทั่งเกิดการรัฐประหาร 2490 จากนั้น เขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกวุฒิสภา พร้อมกับเปิดโรงเรียนพาณิชย์วิทยาลัยและออกนิตยสารเศรษฐกรเพื่อส่งเสริมให้คนไทยรู้วิชาเศรษฐศาสตร์ ในฐานะสมาชิกวุฒิสภา เขาปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนได้เป็นอย่างดี แต่ดูเหมือนว่า เขาปรับตัวทำงานร่วมกับเหล่าอนุรักษนิยมไม่ได้ ในระหว่างที่เขาเป็นสมาชิกวุฒิสภา เขาเคยเสนอตัวไปเป็นทูตประจำมอสโก แต่ได้รับการปฏิเสธจากจอมพล ป. จากนั้น เขาได้ปลีกตัวเองหายไปจากการเมืองไทย

ดูประหนึ่งว่า ระบอบการเมืองใหม่ที่มีพลังอนุรักษนิยมผสานกับอำนาจของกองทัพที่เกิดขึ้นใหม่หลัง 2490 อาจทำให้แววตานักปฏิวัติที่เคยเปล่งประกายแห่งความหวังที่จะสร้างความเจริญก้าวหน้าให้แก่ชาติไทยของพระสารสาสน์ฯ เปลี่ยนแปลงไปเป็นสายตาหรุบหรู่ลง

ภายหลังที่เขาขายกิจการโรงเรียนไปแล้ว (2494) ราวก่อน 2502 เขาได้เดินทางจากไทยไปพำนักยังยุโรป และไปทำไร่ชายังแอฟริกาเหนือ ที่คาซาบลังกา ประเทศโมร็อกโก ซึ่งเขามีเพื่อนที่มีอำนาจทางการเมืองอยู่ และการเป็นชาวไร่ชานั้นอาจเป็นอาชีพเดียวที่ชัดเจนที่สุด หลังจากเขาพ้นออกจากประเทศไทยที่เขารักไป

แววตาของพระสารสาสน์ฯ 2 ช่วงแห่งชีวิต


เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน