My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง
พระสารสาสน์พลขันธ์
: จากอาชญากรสงครามสู่นักการศึกษา (27)
หลังจากพระสารสาสน์ฯ พ้นจากคดีอาชญากรสงคราม (2489) แล้ว ดูเหมือนเขาให้ความสนใจการส่งเสริมเศรษฐกิจไทยภายหลังสงครามมาก และในปีนั้นเอง เขาได้ตั้ง “โรงเรียนพาณิชย์วิทยาลัย” (2490) ที่หัวถนนสีลม พร้อมจัดทำวารสารชื่อ “เศรษฐกร” (2490) ขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้การค้าขายและวิชาเศรษฐศาสตร์แก่สังคมไทยให้มีความเข้าใจวิชานี้ให้มากขึ้น

“โรงเรียนพาณิชย์วิทยาลัย”
เพียง 1 ปีหลังพระสารสาสน์ฯ พ้นจากคดีอาชญากรสงคราม เขาก่อตั้งโรงเรียนที่มุ่งประสาทวิชาความรู้ด้านเศรษฐกิจและพาณิชยกรรมตามที่เขาสนใจมาอย่างยาวนานให้กับหนุ่มสาวชาวไทยภายหลังสงคราม ชื่อ “โรงเรียนพาณิชย์วิทยาลัย”
โรงเรียนดังกล่าวตั้งอยู่ที่อาคาร 3 ชั้นแบบตะวันตกที่ก่อสร้างขึ้นครั้งปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยจุดประสงค์เริ่มแรกของการสร้างตึกสามชั้นหลังนี้เพื่อเป็นโรงแรมสำหรับชาวต่างชาติที่จะมาเที่ยวชมงาน “สยามรัฐพิพิธภัณฑ์” แต่งานนี้ล้มเลิกลงด้วยพระองค์เสด็จสวรรคตเสียก่อน
ต่อมา ตึกหลังนี้เคยมีผู้เช่าให้เป็นสำนักงานต่างๆ ในหลายวาระ เช่น ตระกูลคุณะเกษม และศรชัย สมิตะสิริ เป็นต้น และในระหว่างสงครามมหาเอเชียบูรพา เมื่อกองทัพญี่ปุ่นเข้ามาใช้พื้นที่ในกรุงเทพฯ ตั้งกองทัพ ทหารญี่ปุ่นใช้พื้นที่ละแวกนี้ ทั้งบ้านศาลาแดงซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเป็นศูนย์บัญชาการสารวัตรทหารเคมเปไท และใช้อาคารดังกล่าวเป็นที่พักของสารวัตรทหารญี่ปุ่น ภายหลังสงครามสงบแล้ว พระสารสาสน์ฯ ได้มาเช่าตึกนี้จากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เพื่อตั้งโรงเรียน

จากเฟซบุ๊กของคุณ Shirin Muktier ศิษย์เก่า และจากความทรงจำของครูที่โรงเรียนเล่าถึงที่ตั้งของโรงเรียนว่า “โรงเรียนตั้งอยู่ที่หัวถนนสีลมหรือถนนพระราม 4 มุมตรงข้ามกับพระบรมรูปรัชกาลที่ 6 หน้าสวนลุมฯ ในอดีตโรงเรียนมีคลองล้อมทั้งหน้าโรงเรียนและด้านที่ติดถนนสีลมกับด้านข้างโรงเรียนฝั่งตรงข้ามโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ นักเรียนและครูต้องเดินข้ามสะพานก่อนเข้าโรงเรียนจากด้านถนนสีลมเพราะเป็นด้านหน้าโรงเรียน” (พวส.66 Bell Tolls Goody Oldy พวส.66 ระฆังดังยังกังวาน 17 กรกฎาคม 2548, 2548, 3)
จากหลักฐานที่พบในนิตยสารเศรษฐกรช่วงต้น 2490 มีข้อความว่า “พาณิชย์วิทยาลัย ศาลาแดง พระนคร สถานศึกษาซึ่งมีหลักสูตรเท่าเทียมมหาวิทยาลัย ในอำนวยการของ 555 และคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิอีกมากท่านจะเปิดสอนในเร็วๆ นี้” (เศรษฐกร ปีที่ 1 ฉบับที่ 1, 2490)
จากความทรงจำของครูเล่าว่า อาคารหลักของโรงเรียนดังกล่าวเป็นตึก 2 ชั้น ชั้น 3 มีดาดฟ้าและอาคารมีใต้ถุน ข้างอาคารใหญ่มีตึกหลังเล็กสำหรับคนรับใช้หรือเป็นห้องครัว ด้านซ้ายของอาคารติดถนนสีลม ด้านนี้มีเขามอมีน้ำตกขนาดใหญ่ ด้านหน้าของอาคารมีสระเลี้ยงปลา พร้อมที่ตั้งเสาธงขนาดใหญ่ ประตูทางเข้าด้านถนนสีลมนั้นมีอาคารสำหรับยาม และยังเล่าว่า “เจ้าของโรงเรียนเดิมเป็นคุณพระหรือคุณหลวงสารสาสน์ฯ” เมื่อครั้งโรงเรียนอยู่ภายใต้การอำนวยการของพระสารสาสน์ฯ มีอาจารย์วิศิษฐ์ กาญจนา เป็นครูใหญ่ (พวส.66 Bell Tolls Goody Oldy, 3-4)
คาดว่า พระสารสาสน์ฯ ดำเนินกิจการโรงเรียนพาณิชย์วิทยาลัยพร้อมกับการเป็นสมาชิกวุฒิสภา อย่างไรก็ตาม กิจการโรงเรียนน่าจะดำเนินอยู่ในช่วง 2490-2494 หลังจากนั้น พระสารสาสน์ฯ ได้ขายกิจการให้นางสาวประชุม อับดุลราฮิม รับช่วงโรงเรียนนี้ต่อไป
สมัย “โรงเรียนพาณิชย์วิทยาลัยแผนกสามัญ”

ตามประวัติโรงเรียนในสมัยที่ 2 ชื่อ โรงเรียนพาณิชย์วิทยาลัยแผนกสามัญ (พวส.) บันทึกว่า “ใน พ.ศ.2494 คุณป้าประชุมเริ่มทำกิจการโรงเรียนโดยขอเช่าตึกนี้พร้อมที่ดินแห่งนี้ จากสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์เพื่อเปิดเป็นโรงเรียน”
จุดประสงค์เริ่มแรก ท่านต้องการทำเป็นมหาวิทยาลัย แต่ด้วยในสมัยที่ยังเป็นกระทรวงธรรมการที่ดูแลการศึกษาของรัฐ มีนโยบายกำหนดให้การจัดการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยควรเป็นหน้าที่ของรัฐเท่านั้น เพื่อต้องการควบคุมมาตรฐานและคุณภาพของหลักสูตร คุณป้าประชุมจึงขอเปิดเป็นโรงเรียนสายสามัญ มีการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และมีการเรียนภาคค่ำเป็นหลักสูตรพาณิชย์ 3 ปี
โรงเรียนดำเนินกิจการมาเป็นเวลาเกือบ 30 ปี ต่อมาหมดสัญญาเช่าจึงต้องย้ายโรงเรียน บุคลากร และนักเรียนไปอยู่ที่ซอยเย็นอากาศในปี พ.ศ.2523 โดยใช้ชื่อเดิม (โรงเรียนพาณิชย์วิทยาลัยแผนกสามัญ) และดำเนินการต่อมาจนปิดกิจการลงใน พ.ศ.2536 ทั้งนี้ ต่อมาอาคารดังกล่าวถูกทุบและก่อสร้างเป็นห้างโรบินสัน สีลม ในเวลาต่อมา
ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่า เหตุใดเขาจึงขายกิจการโรงเรียนพาณิชย์วิทยาลัยที่เขาใฝ่ฝันมุ่งเผยแพร่วิชาการดังกล่าวให้คนไทยมาอย่างยาวนาน (2480) ด้วยเขาเชื่อว่า “บ้านเมืองจะเจริญไม่ได้หากไม่อาศัยเศรษฐกิจ เศรษฐกิจเจริญไม่ได้โดยไม่อาศัยเศรษฐกร (นักเศรษฐกิจ)” (2490)

กล่าวโดยสรุปแล้ว ความเคลื่อนไหวทางการเมืองของพระสารสาสน์ฯ มีทั้งในประเทศตั้งแต่ กบฏ ร.ศ.130 และนอกประเทศ ดังเขาเคลื่อนไหวเผยแพร่ความคิดปฏิวัติในยุโรปในช่วง พ.ศ.2470 ต่อมาเมื่อการปฏิวัติ 2475 สำเร็จ เขาเดินทางกลับมาไทยเพื่อรับตำแหน่งรัฐมนตรีเศรษฐการ (2476) ต่อมา เขาลี้ภัยไปประเทศญี่ปุ่นครั้งแรกหลังจากการถูกตั้งข้อสงสัยว่ามีส่วนในการทำร้ายจอมพล ป. (2478) จากนั้น เขาเดินทางจากญี่ปุ่นกลับมาไทยอีก (2480) เพื่อจัดตั้งบริษัทการค้าและเขียนบทความเผยแพร่ความคิด และลี้ภัยหนีไปญี่ปุ่นอีกเป็นครั้งที่สอง หลังจากถูกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการโค่นล้มรัฐบาลหรือกบฏ 2481
เขากลับมาไทยภายหลังญี่ปุ่นยกพลขึ้นบก (2484) เพื่อดำเนินงานให้กับรัฐบาลญี่ปุ่น และกลับออกไปญี่ปุ่นครั้งที่สาม (2485) ในช่วงท้ายสงคราม เขาเดินทางกลับมาไทยเพื่อเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลนิยมญี่ปุ่นใหม่ (2487) แต่เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไป เขาอยู่ในไทยต่อไปจนกระทั่งถูกจับฐานอาชญากรสงคราม (2488) ในที่สุด
ในช่วงท้ายของชีวิต เขายังคงอยู่ในประเทศจวบกระทั่งเกิดการรัฐประหาร 2490 จากนั้น เขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกวุฒิสภา พร้อมกับเปิดโรงเรียนพาณิชย์วิทยาลัยและออกนิตยสารเศรษฐกรเพื่อส่งเสริมให้คนไทยรู้วิชาเศรษฐศาสตร์ ในฐานะสมาชิกวุฒิสภา เขาปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนได้เป็นอย่างดี แต่ดูเหมือนว่า เขาปรับตัวทำงานร่วมกับเหล่าอนุรักษนิยมไม่ได้ ในระหว่างที่เขาเป็นสมาชิกวุฒิสภา เขาเคยเสนอตัวไปเป็นทูตประจำมอสโก แต่ได้รับการปฏิเสธจากจอมพล ป. จากนั้น เขาได้ปลีกตัวเองหายไปจากการเมืองไทย
ดูประหนึ่งว่า ระบอบการเมืองใหม่ที่มีพลังอนุรักษนิยมผสานกับอำนาจของกองทัพที่เกิดขึ้นใหม่หลัง 2490 อาจทำให้แววตานักปฏิวัติที่เคยเปล่งประกายแห่งความหวังที่จะสร้างความเจริญก้าวหน้าให้แก่ชาติไทยของพระสารสาสน์ฯ เปลี่ยนแปลงไปเป็นสายตาหรุบหรู่ลง
ภายหลังที่เขาขายกิจการโรงเรียนไปแล้ว (2494) ราวก่อน 2502 เขาได้เดินทางจากไทยไปพำนักยังยุโรป และไปทำไร่ชายังแอฟริกาเหนือ ที่คาซาบลังกา ประเทศโมร็อกโก ซึ่งเขามีเพื่อนที่มีอำนาจทางการเมืองอยู่ และการเป็นชาวไร่ชานั้นอาจเป็นอาชีพเดียวที่ชัดเจนที่สุด หลังจากเขาพ้นออกจากประเทศไทยที่เขารักไป

