บทความพิเศษ | พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์
33 ปี ชีวิตสีกากี
พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (189)
‘คัมภีร์’ งานที่คนอื่นไม่ใช้
ขอย้อนกลับมาที่โรงพักป่าตอง
ที่เมืองไทย ข้าราชการหรือคนทำงานที่อยู่เป็น เขาจะเลือกทำชีวิตของตัวเองไม่ให้เดือดร้อนและก้าวหน้าเป็นจรวด ตำรวจส่วนใหญ่จะเลือกเส้นทางแบบนั้น
ส่วนผมใช้คัมภีร์เล่มที่ไม่ค่อยมีใครเขาใช้กัน คงจะผ่าเหล่า แต่ใช่ว่าผมจะหักด้ามพร้าด้วยเข่าเสมอไป ผมใช้วิธีทำตัวให้กลมกลืน มีสิ่งใดที่ขัดใจก็เก็บไว้ในใจไม่แสดงออกมาให้ใครรู้ รอคอยเวลาจนกว่าผมจะได้รับการแต่งตั้งให้มีอำนาจ หรือเมื่อมีการมอบหน้าที่นั้นให้จัดการมาอยู่ในมือของผม แล้วจะได้ทำตามความฝัน
จนกระทั่งเมื่อมาเป็นผู้กำกับการ หรือเป็นหัวหน้าโรงพัก ผมจึงเริ่มลงมือทำจริง และทำทันทีตั้งแต่วันแรกที่โอกาสนั้นมาถึง
สภาพของโรงพักป่าตองโดยทั่วไปที่ผมไปเห็น ไม่เป็นระเบียบมากนัก มีปัญหาในระบบการจัดเก็บของกลาง ทั้งรถของกลางคดีอาญา รถที่เกิดอุบัติเหตุ กองอีเหละเขะขะ ยิ่งสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์กองสุมกันอยู่ในห้อง จนแยกไม่ถูก
สภาพทั้งนอกและในบริเวณโรงพักต้องปรับปรุงอีกมาก เนื่องจากเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ ผมอยากพัฒนาให้ดีกว่าเดิมในทุกด้าน เพื่อเป็นหน้าตาของประเทศ และเมื่ออยู่ในตำแหน่งที่มีคนอยากจะมาอยู่ จึงต้องแข่งขันตลอด
การเก็บหลักฐานเป็นภาพถ่ายก่อนและหลังจึงจำเป็นมากเพื่อใช้เปรียบเทียบ
ผมสนใจสภาพความเป็นอยู่ของผู้ใต้บังคับบัญชาเสมอ ว่าพักอาศัยอยู่กันอย่างไร โรงพักป่าตองขณะนั้นมีแฟลตตำรวจเพียง 1 หลัง อยู่ห่างโรงพักไปไม่ไกล แค่เพียงไม่กี่สิบเมตร แต่ที่พักยังไม่เพียงพอ ยังขาดอีกมาก ตำรวจหลายคนไม่มีแฟลตตำรวจให้พักในป่าตอง จึงต้องออกไปอยู่บ้านเช่า หรือข้ามเขาไปพักบ้านหลวงซึ่งอยู่อีกด้านของภูเขา ที่ ต.กะทู้ ติดกับโรงพักทุ่งทอง ต้องขับรถผ่านภูเขาเส้นทางที่ค่อนข้างสูงชันและหลายโค้ง ทั้งไปและกลับ
บางวันฝนตกถนนลื่น มีรถจักรยานยนต์ของชาวบ้านและของตำรวจเกิดอุบัติเหตุลื่นแฉลบล้มบ่อยๆ คนขี่บาดเจ็บเล็กๆ น้อยๆ แต่ถ้าโชคร้ายบางคนถึงกับแขนขาหัก เป็นที่น่าสงสาร
ตำรวจลูกน้องของผมก็บาดเจ็บเหมือนๆ กับชาวบ้าน ยิ่งถ้าหากวันไหนมีรถทำน้ำมันเครื่องหกหล่นบนผิวถนน จะเห็นสภาพรถจักรยานยนต์ลื่นไถลล้มกันระเนระนาด
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเช่นนี้ผมจะพบเจอหลายครั้งระหว่างเดินทางไปหรือกลับจากทำงาน เพราะบ้านพักของผมอยู่ฝั่งโรงพักทุ่งทอง
ปัญหานี้ผมจะหาทางแก้ไขในยุคของผมให้ได้ ไม่ปล่อยให้ลูกน้องต้องผจญกับความลำบากเช่นนี้
ด้วยเหตุที่ผมไม่เคยนึกฝันมาก่อนว่าจะต้องมาทำหน้าที่เป็นหัวหน้าโรงพักป่าตอง จึงแทบจะไม่เคยมาดูพื้นที่นี้เลย และไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป เป็นช่วงไฮซีซั่น ฤดูกาลของการท่องเที่ยวของชาวต่างชาติ โดยเฉพาะจากยุโรป หาดป่าตองเป็นจุดหมายยอดนิยม
ผมจึงได้ออกเดินสำรวจตรวจตรากับลูกน้องในยามค่ำคืน รู้สึกตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่ผมเห็น ผมมาอยู่ภูเก็ต มัวดักดานทำแต่งาน ไม่เคยออกมาดูแสงสีของป่าตอง แถมเวลานั้นยังมีเรื่องราวถูกฟ้องร้องที่ยังคาราคาซังอยู่ที่ศาลจังหวัดภูเก็ตไม่จบสิ้นอีก
ผมเดินผ่านร้านค้าและนักท่องเที่ยวมากมายไปตามถนนทวีวงศ์ ซึ่งเป็นถนนเลียบหน้าชายหาดป่าตอง แล้วเลี้ยวเข้าซอยบางลา มายืนอยู่ตรงศูนย์รวมนักท่องเที่ยว ทำเอาผมนึกไม่ถึงว่านี่คือประเทศไทย คล้ายผมหลุดออกมาอยู่ที่ต่างประเทศ เป็นอีกประเทศหนึ่งที่ไม่ใช่เมืองไทย มองไปทางไหนมีแต่ต่างชาติทั้งหญิงและชายแน่นขนัดเบียดเสียดยัดเยียดไปทั่ว จนล้นไปอยู่บนถนน
ผมกลายเป็นมนุษย์ประหลาดหัวดำหน้าตาไม่เหมือนใครแทรกอยู่ท่ามกลางคนผมทอง ผมบลอนด์
ต่างชาติทุกคนล้วนสนุกสนาน เฮฮา มีความสุขกันเต็มที่ ทั้งดื่มทั้งกิน ทั้งเต้นทั้งร้อง เบิกบานบันเทิงใจ มีแต่รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ มีเสียงเพลง เสียงดนตรีดังกระหึ่ม แต่ละร้านต่างเปิดประชันขันแข่งกัน พร้อมแสงไฟที่ตกแต่งไว้อย่างสวยงาม นักท่องเที่ยวต่างโยกตัวเข้ากับจังหวะเสียงเพลง เสียงดนตรี ชุ่มฉ่ำกับความสุข ความสนุก มองไปทางไหนก็เป็นบรรยากาศแห่งความหฤหรรษ์ หรรษา ช่างสมเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวจริงๆ
ยิ่งดึกความสนุกความครึกครื้นยิ่งสร้างความดื่มด่ำประทับใจให้นักท่องเที่ยว ไม่มีใครสนใจแม้แต่จะเหลือบมองเข็มนาฬิกาว่าจะกระดิกไปชี้ที่เลขไหนจะตี 3 ตี 4 นักท่องเที่ยวก็ยังไม่ยอมกลับกัน
ทุกๆ อย่างที่เกิดขึ้น คือการสร้างรายได้ให้กับคนไทย เมื่อนักท่องเที่ยวมีความสุข มีความสนุก จึงยินดีที่จะจ่ายเงินเพื่อจะได้สิ่งที่ต้องการ
ทุกค่ำคืนของไฮซีซั่นจะเป็นเช่นนี้ จึงเป็นเวลาแห่งการกอบโกยเงินเข้าภูเก็ตและเข้าประเทศอย่างแท้จริง
นี่คือสิ่งที่ผมพบเห็นในพื้นที่ของผม หน้าที่ของผม จึงต้องให้ความสุขสันต์หรรษาของนักท่องเที่ยวคงอยู่และดำเนินต่อไปอย่างเป็นปกติ ต้องมีความปลอดภัยสูงสุด คุ้มครองให้นักท่องเที่ยวทุกคนที่มาเยือนป่าตองมีความประทับใจอย่างไม่รู้ลืม มีแต่รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ต้องไม่มีคดีเกิดขึ้น หรือถ้าจะเกิดต้องเป็นเรื่องสุดวิสัยจริงๆ ที่ทำให้ป้องกันไม่ได้ ต้องเกิดน้อยที่สุด ตำรวจโรงพักป่าตอง และตัวผมต้องมีหน้าที่รับผิดชอบให้สมศักดิ์ศรี และมีความภาคภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่
ในช่วงปีก่อนหน้าที่ผมจะเป็น ผกก.สภ.อ.กะทู้ และหลังจากนั้น นักท่องเที่ยวที่เข้ามาท่องเที่ยวในป่าตอง เป็นนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพมาก มีเงินใช้จ่ายมาก ส่วนใหญ่จะมาจากยุโรป โดยเฉพาะกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย ตามสถิติจำนวนนักท่องเที่ยวในภูเก็ตมีดังนี้
พ.ศ.2540 มีจำนวน 2,463,264 คน
พ.ศ.2541 มีจำนวน 2,660,420 คน
พ.ศ.2542 มีจำนวน 2,753,330 คน
ส่วนปี พ.ศ.2543 และ พ.ศ.2544 เป็นช่วงปีที่ผมเป็นผู้กำกับ ยังไม่มีการสรุปตัวเลขออกมา
ในขณะนั้นยังมีธุรกิจที่ผิดกฎหมายแอบซ่อนอยู่ด้วย ผมเดินสำรวจ ทั้งคาราโอเกะ บาร์อะโกโก้ บาร์เกย์ ดิสโก้ บาร์เบียร์ นวดแผนโบราณ เกสต์เฮ้าส์ แมนชั่น/อินน์ ที่มีเป็นร้อยแห่ง บางแห่งแอบลักลอบแสดงโชว์โป๊เปลือยที่พิสดาร หรือมีการนำสัตว์ป่าคุ้มครองที่มีชีวิตเดินชักชวนให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูป มีการนำบุหรี่หนีภาษีมาเร่ขาย ซึ่งเป็นภาพลบที่หลบๆ ซ่อนๆ ตำรวจโรงพักป่าตองจะต้องจัดการ
ตำบลป่าตอง มีขนาด 22.26 ตารางกิโลเมตร เป็นขนาดที่ไม่กว้างใหญ่นัก เมื่อเป็นสถานที่ยอดนิยม นักท่องเที่ยวจึงมารวมกันหนาแน่นที่สุดของจังหวัดภูเก็ต
ป่าตองมีภูเขารายล้อมถึง 3 ด้าน ส่วนด้านที่ 4 เป็นทะเล มีถนนเส้นทางเข้าออกเพียง 3 ช่องทางเท่านั้น คือเส้นทางผ่านภูเขาไป อ.กะทู้ เส้นทางที่ 2 ไปหาดกะรน และเส้นทางที่ 3 ไปหาดกมลา
สภาพพื้นที่ที่จำกัดเช่นนี้ ทำให้การวางแผนการควบคุมอาชญากรรมไม่ยากเกินไป
เมื่อโรงพักมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นสัญญาบัตร 17 นาย และชั้นประทวน 123 นาย ถ้าจัดกำลังตำรวจให้เหมาะสมและจัดการตั้งจุดสกัดบนถนนทุกเส้นทาง ประสานกับโรงพักที่มีพื้นที่ติดกัน โดยเฉพาะ สภ.ต.ทุ่งทอง ที่มีด่านตรวจ 24 ชั่วโมงก่อนขึ้นเขาป่าตอง จะยิ่งทำให้การทำหน้าที่มีประสิทธิภาพ
ส่วนถนนไป ต.กะรน สามารถตั้งด่านสลับวันหรือสลับห้วงเวลากับ สภ.ต.ฉลอง
โรงพักป่าตองจึงสามารถรับมือกับอาชญากรรมในขณะนั้นได้
