บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

เชลยศึกสงครามลาว (44)

ส.ต.เจริญศักดิ์ เฟื่องวงษ์ เล่าชีวิตในค่ายฟูเย็นต่อไปว่า

“วันเกิดพี่ชัยชาญ หาญนาวี ก็สงสารแก แกเล่าให้ฟังว่าแต่งงานได้ 7 วันก็มารบในลาวแล้วถูกจับเป็นเชลย น่าสงสารแก ก็ตาแดงๆ คนทำอาหารเห็นว่าก็ไหนๆ เราออกจากห้องมืดแล้ว เราก็ดีขึ้นแล้วใช่ไหม มากินข้าวร่วมกัน เขาเรียก ‘อ้ายเลี้ยง’ ก็คือพี่เลี้ยง ภาษาลาว คนหุงข้าวต้มแกงให้เรากินก็บอกว่าเดี๋ยวเขาไปหากรรมวิธีขโมยไก่ผู้คุมเอามาทำอาหารเสริมแฮปปี้เบิร์ธเดย์ พวกทําไร่มันสําปะหลัง ไร่ผัก หัวไชเท้า ผักกาด อะไรพวกนี้ ได้ยินเข้าก็เห็นใจพวกเรานะ เพราะถือว่าพวกเราที่ถูกขังเป็นนักโทษเด็ดขาด ผู้คุมห้ามเชลยศึกคนอื่นๆ ที่ถูกขังแยกแต่ละเรือนขังพูดคุยทักทายพวกเราเป็นอันขาด ถือว่าพวกเราเป็นพวกไม่ดี พวกต่อต้าน แต่พวกนั้นเห็นใจพวกเรา พอรู้ว่าเราจะจัดงานต้อนรับพี่ใหญ่มันก็ดีใจ เก็บผักมายื่นให้ข้างรั้ว ส่งผักส่งอะไรมาให้กิน ก็มีมันสำปะหลังที่ไปทำไร่มาโยนให้ข้างรั้วเวลาเดินแถวกลับไปเรือนขัง ผ่านเรือนขังเราก่อนก็โยนให้เรา แล้วเราก็สะสมไปเรื่อยๆ กินแป้งนึ่ง และยังมีน้ำตาลที่เขาให้เดือนละ 3 ขีด เอามารวมกันทำเป็นเค้ก คิดว่าเป็นเค้กก็แล้วกัน กินแป้งกวนกับน้ำตาลใส่ถาดฝาหม้อที่นึ่งข้าว หงายขึ้นมาก็เป็นแป้งน้ำตาลหวานๆ ก็อวยพรวันเกิดให้แก

ไอ้ผู้คุมก็ว่ามันทำอะไรกันวะ มันร้องแฮปปี้เบิร์ธเดย์ผู้คุมก็ไม่เข้าใจไม่รู้ภาษาอังกฤษ พี่ใหญ่ก็ทำตาแดงๆ พวกเราก็ตาแดงๆ ไปด้วยทั้งสงสารแกทั้งคิดถึงบ้าน คิดถึงพ่อแม่พี่น้อง พี่ใหญ่แกก็คิดถึงเมียที่เพิ่งแต่งงานกันได้แค่ 7 วัน

เสร็จแล้วผมก็ยังคงอยู่ในห้องที่เคยเล่าให้ฟังว่าทหารลาวมานอนเฝ้าผม มันบอกตอนดึกๆ เห็นมึงตอนมึงป่วยมากๆ มึงลุกขึ้นจากเตียงทะลุประตูออกไป กูคลุมโปงเลย เอ๊ะ…ตาฝาดเปล่าวะ เปิดมาอีกที มึงก็นอนอยู่ที่เก่า แต่กูไม่กล้าเล่าให้มึงฟังกลัวมึงช็อก เขาว่าอย่างนี้ เรื่องนี้ผมไม่รู้ว่าคนเรามีจิตวิญญาณจริงหรือไม่ อาจจะเป็นได้ ทีนี้ก็มีข่าว เริ่มมีข่าวจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ เราก็ยังไม่มั่นใจ เขาบอกอเมริกาก็กลับไปนานแล้ว มีข่าวแว่วมาว่าให้พวกเราทําตัวให้ดีๆ ทําตัวให้แข็งแรงจะได้เดินทางกลับบ้านได้ เขาบอกด้วยว่า เจอเราในประเทศไทยไม่ต้องกลัวนะ เราจะไปช่วยปลดปล่อยพ่อแม่พี่น้องเราที่เมืองไทยด้วย”

ภายหลังจากถูกควบคุมตัวอยู่ที่ค่ายฟูเย็นเกือบ 2 ปี ส.ต.เจริญศักดิ์ เฟื่องวงศ์ และเพื่อนๆ ทั้งหมดก็ได้รับการปล่อยตัวให้เดินทางกลับประเทศไทยในปลายปี พ.ศ.2517

ส.ต.เจริญศักดิ์ เฟื่องวงษ์

เรื่องเล่าเชลยศึกจากซำทอง

จ.ส.อ.ทวี กลางมณี (ยศขณะนั้น) เป็น 1 เชลยศึกที่ถูกจับหลังต้องถอนตัวจากฐานบีซี 606 ระหว่างการปิดล้อมเมืองซำทองเมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ.2514 เล่าความทรงจำเมื่อไม่สามารถรักษาที่มั่นไว้ได้ว่า

“เวลา 08.00 น. ทหารทุกคนก็แหกรั้วลวดหนามกระจัดกระจายออกจากฐานไปคนละทิศละทาง บ้างก็ข้ามลวดหนามออกไปเป็นกลุ่มๆ กลุ่มของผมนั้นก็มีผม ‘โคบา’ -แฟ็กที่ คุณเฉลิมชัย ธรรมเวทิน หรือ คุณชาลี ‘สเปซ’ ได้กล่าวถึงว่าเป็นเพื่อนผู้หายสาบสูญไป และเขียนในหนังสือเรื่อง วีรบุรุษนิรนาม นั้น ความจริงแล้วเขาถูกจับไปเป็นเชลยศึกพร้อมกับผม ในช่วงชุลมุนตอนที่พวกเราแตกออกจากฐานที่มั่นในเช้าวันนั้นว่า ตัวผม ผู้กองเสงี่ยม ‘โคบา’ และทหารอีกคนหนึ่งได้เกาะกลุ่มกันออกมาเพื่อจะหาทางเข้าไปในฐานของบีซี 605 ที่อยู่ด้านหลังและกําลังทําท่าจะแตกมิแตกแหล่เช่นเดียวกัน แต่พอใกล้จะถึงก็ได้เห็นผู้บังคับกองพัน สมพร หาญกล้า และทหารอีก 7-8 คน กําลังเข้าไปในรั้วลวดหนามของพันบีซี 605 ที่เปิดให้ แต่พอพวกผมเดินเข้าไปใกล้ พวกนั้นกลับปิดลวดหนามและโบกมือไล่ให้พวกผมอ้อมไปทางอื่น เพราะข้าศึกเริ่มระดมยิงเขาไปในฐานที่พวกเขาอยู่ พวกผมก็เลยเดินวนเวียนหาทางไปยังบ้านน้ำชาซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก บังเอิญเป็นเส้นทางเล็กๆ ที่มีรอยเท้าของคนที่เดินไป ต่อมาจึงทราบว่าเป็นเส้นทางเดินของ VC.

บ่าย 2 โมงพวกเราต่างก็หิวน้ำ เพราะแต่ละคนน้ำในกระติกที่ติดตัวมาก็ดื่มกันจนเกลี้ยงไปแล้ว เหลือแต่ M-16 คนละกระบอก กระสุนอีกคนละ 2 สาย ส่วน ‘โคบา’ นั้นก็ไม่ได้เอาวิทยุประจําตัวมาด้วย ผู้กองเสงี่ยมจึงบอกว่าให้ทวีและ ‘โคบา’ คอยอยู่ที่นี่ ตัวเขาและทหารอีก 2 คนจะเดินไปหาแหล่งน้ำซึ่งอาจมีอยู่ใกล้ๆ บริเวณแถวนี้ ผมและ ‘โคบา’ คอยเขาอยู่ 1-2 ชั่วโมง ก็ไม่เห็นเขากลับกันมาสักที ไม่รู้ว่าไปหาน้ำกันถึงไหนไม่กลับมา ผมกับ ‘โคบา’ จึงชวนกันเดินทางต่อ ผมยังมีน้ำเหลือติดก้นกระติกอีกเล็กน้อย ก็เลยเสียสละให้ ‘โคบา’ ดื่ม เดินทางต่อมาได้อีกสักพัก ก็สังเกตเห็นทหารกลุ่มหนึ่งเดินอยู่ข้างหน้า จําได้ว่าเป็นหมู่เปลื้อง สุพันศรี เป็นหัวหน้าเดินนําทหาร 10 กว่าคน ออกหน้าพวกผมไป

ตอนนี้แหละครับที่ VC. โผล่ออกมาจากข้างทาง 2-3 คน เอาปืนอาร์ก้าจี้เอวด้านหลัง แล้วยึดเอาปืนไป ก็เป็นอันว่าผมและ ‘โคบา’ ต้องถูกมัดมือไพล่หลัง พาเดินไปตามทางเมื่อตอน 3 โมงเย็น พอช่วง 4 โมงเย็น กําลังใกล้โพล้เพล้ ส.อ.เปลื้อง และทหารทั้ง 10 คน ก็ถูกจับมารวมกับพวกผม แล้วมันก็พาพวกผมทั้งหมดเดินกันต่อไป 5 โมงเย็น ข้าศึกที่คุมเรามาสั่งให้หยุดเดิน มันให้นั่งพัก รวมกลุ่มกันอยู่ แล้วมันก็หุงข้าวให้พวกเรากิน อาหารมื้อแรกของการถูกจับเป็นเชลยคือหยวกกล้วยต้มกะปิ ถึงอย่างไรพวกเราก็จําใจต้องเขมือบด้วยความหิวโหย เพราะไม่มีอาหารตกถึงท้องตั้งแต่เมื่อวานมาแล้ว

พอมืดหลังกินอาหารเสร็จประมาณ 1 ทุ่ม พวกมันก็สั่งให้ออกเดินทางต่อด้วยการถูกมัดมือไพล่หลังกันหมดทุกคน เราเดินมาได้อีกราว 3-4 ชั่วโมง ก็มีพวก VC. มาเพิ่มคุมพวกเรา 2 คน ต่อ VC. 1 คน ขณะเดินอยู่นั้นมีทหารคนหนึ่งที่บาดเจ็บอยู่แล้ว (จําชื่อไม่ได้) ทําท่าจะเดินต่อไปไม่ไหว หัวหน้าชุดของพวกมันออกคําสั่งคําเดียว พวกเราได้ยินถนัดหูว่า ‘จั๊กกระเดา’ (ฆ่า) สิ้นเสียงสั่งของมันก็ได้ยินเสียงปืนดังปังออกมาท่ามกลางความมืดและเงียบสงัดในคืนนั้น

อีกพักเดียวก็ถูกพามาถึงถ้ำแห่งหนึ่ง พวกเราถูกพาเข้าไป ภายในมีแสงไฟส่องสว่างมองเห็นอะไรสว่างตา มีพวกทหารเวียดกงเดินกันขวักไขว่ไปมาหลายคน คืนนั้นมันบอกให้พวกเราพักผ่อนในถ้ำแห่งนี้ ให้พวกเราดื่มน้ำคนละกระบวย แล้วก็สั่งให้นอนทั้งๆ ที่ถูกมัดแขนอยู่อย่างนั้น หลายๆ คนปลงอนิจจังตัวเอง เพราะคิดว่าอย่างไร VC. พวกนี้คงจะต้องยิงทิ้งพวกเราแน่ ชุดของพวกผมที่ถูกจับมารวมกันทั้งผม และ ‘โคบา’ มี 22 คน ถูกยิงตายเพราะเดินไม่ไหวเสีย 1 คน เหลือ 21 คน

พอเช้าพวกเราตื่นนอนแต่ก็ยังคงถูกกักอยู่ในถ้ำแห่งนี้ในช่วงเวลากลางวัน พอตกค่ำเริ่มจาก 5 โมงเย็น VC. ก็พาพวกเราออกจากถ้ำแห่งนี้ เดินลัดเลาะต่อไปตามซอกเขาและลําห้วยจน 4-5 ทุ่ม ก็พาเข้าไปพักในถ้ำอีกแห่งหนึ่ง ในเวลาเดียวกันในถ้ำแห่งนี้เราก็เห็นผู้หญิง 20-30 คน กลับเข้ามาหลังจากตอน 5 โมงเย็นผู้หญิงพวกนี้แบกเป้คนละอัน บรรจุข้าวสารอาหารแห้งบ้าง อาวุธ กระสุนบ้าง เดินเรียงแถวออกจากถ้ำแห่งนี้ต่อไปยังถ้ำอีกแห่งหนึ่งเป็นการลําเลียงส่งกําลัง ดังนั้นเสบียงต่างๆ ของพวกมันจึงถูกเก็บไว้ในถ้ำทุกแห่ง พวกที่จะมามันก็สั่งประกอบอาหารไว้ตามยอดคนที่จะมา พอ 4-5 ทุ่ม ผู้หญิงพวกนี้ก็จะเดินกลับเข้ามาเป็นอย่างนี้ทุกถ้ำและทุกแห่งที่พวกผมถูกนําตัวเข้าไปพัก

พวกเราจําได้ว่าถูกพาเดินทางย้อนกลับไปทางบ้านนาและทุ่งไหหิน บางคืนก็ได้ยินเสียงระเบิดที่ทิ้งมาจากเครื่องบิน B-52 วันแล้ววันเล่าที่พวกเขาต้องถูกพาตัวออกเดินตั้งแต่หัวค่ำจนดึกผ่านไปทางเมืองคํา ผ่านสนามบินโพนสวรรค์ นับเป็นเวลา 1 เดือนแล้ว พวกเราจึงเริ่มถูกเรียกตัวไปสอบสวน ชื่อ ยศ ตําแหน่ง ผู้ที่ทําการสอบสวนพวกเรานั้นมียศร้อยโท ชื่อ ถวิล เขาอ้างว่าเป็นผู้เรียนจบจากโรงเรียนนายร้อยสำรองเหล่าทหารราบ จังหวัดลพบุรี คําถามมีหัวข้อทั่วไป เช่น ชื่ออะไร ยศอะไร ตําแหน่งอะไร ทําไมถึงมารบให้ประเทศลาว ผมตอบว่า ลาออกจากทหารและมารบที่นี่เพราะต้องการเงิน อยู่เมืองไทยเงินเดือนน้อยไม่พอใช้ ‘ทําไมจึงไม่กลัวตาย’ ผมก็ตอบไปว่า ถ้าจะตายอยู่ที่ไหนก็ตายเหมือนกัน ระหว่างที่กําลังถูกสอบสวนอยู่นั้นเป็นเวลาเที่ยง B-52 กําลังบินมาโปรยระเบิดสนามบินโพนสวรรค์อยู่พอดี ส่วนคนอื่นๆ ก็ถูกเรียกตัวสอบทีละคนเรียงตัวกันไป จนครบทุกคนเสร็จแล้ว ร.ท.ถวิล ก็บอกว่า ‘ขอให้ทุกคนโชคดี พบกันใหม่ที่สวนลุมพินีเร็วๆ นี้เด้อ’ เขาพูดไทยปนลาว

หลังจากนั้นพวกเราถูกต้อนด้วยการเดินเท้าต่อไปยังเมืองเวียงไชย และเมืองแฮด ที่นี่พวกเราได้รับการปลดปล่อยจากพันธนาการ แล้วปล่อยให้เดินเหินไปไหนได้อย่างสะดวกเพราะคงคิดว่าพวกเราอยู่ห่างไกลจากเมืองไทยมากแล้ว คงไม่มีใครสามารถหลบหนีกลับไปได้ นับเป็นเวลาออกเดินทางจากบ้านน้ำชาที่เมืองล่องแจ้ง เริ่มแต่ถูกจับกุมจนถึงเมืองแฮดเป็นเวลา 9 เดือนเข้าไปแล้ว และมีทหารไทยที่ถูกจับมาร่วมสมทบอีก 21 คน แล้วก็ยังมีทหารลาวและทหารแม้วถูกจับอีก 39 คน รวมเชลยศึกทั้งหมด 201 คน ทางเวียดนามโดยกองกําลังของ VC. ได้ส่งรถบรรทุกมาขนพวกเรา ออกเดินทางจากบ้านแฮดทั้งหมด 8 คัน ก่อนรถบรรทุกจะเดินทางมาถึง ผมได้ตัดสินใจถอดนาฬิกาข้อมือแลกขนม นม และบุหรี่จากร้านค้ามาแบ่งพวกเรากินกัน เมื่อขบวนรถมาถึงพวกเราก็ถูกต้อนขึ้นรถมุ่งไปยังค่ายกักกันเชลยศึก ณ ค่ายเดียนเบียนฟู

อดีตเดียนเบียนฟู คือ เมืองแถง เคยเป็นเมืองที่ตกอยู่ในความปกครองของไทยสมัยรัชกาลที่ 1 ที่นี่จึงยังมีชาวไทยที่ตกค้างหลังจากที่ฝรั่งเศสแผ่อิทธิพลเข้าครอบครองคาบสมุทรอินโดจีนและเวียดนาม ฝรั่งเศสได้ตั้งค่ายและสร้างป้อมเพื่อต่อสู้กับทหารของนายพลโฮจิมินห์จนฝรั่งเศสต้องพ่ายแพ้กลับไปเมื่อสมัยสงครามอินโดจีน แต่ทางไทยก็ต้องยอมยกดินแดนส่วนนี้ รวมทั้งนครจําปาสัก สีทันดรให้กับฝรั่งเศส คนไทยที่อยู่ในเมืองนี้เป็นเผ่าไทยดําที่ใช้ภาษาและหนังสืออันเป็นของคนไทย ตั้งรกรากอยู่มาจนถึงปัจจุบันจึงกลายเป็นชนกลุ่มน้อยของเวียดนามไป

ฉะนั้นพวกเราที่ถูกคุมขังจึงอยู่ท่ามกลางป้อมปราการและซากรถถังที่ผุพังของป้อมเดียนเบียนฟูที่ถูกทหารเวียดนามเหนือตีแตก พวกเราจึงรู้สึกเหมือนกับอยู่ที่บ้านเมืองของเราเอง พ่อเฒ่าตึกเป็นผู้ปลุกปลอบใจเราเสมอว่า ‘ลูกเอ๋ยพวกเจ้าอย่าคิดหนีอีกเลย อีกไม่ช้าสงครามเลิก เขาก็ปล่อยพวกเจ้ากลับบ้านเองแหละ ให้คิดเสียว่า การถูกจับมาเหมือนมาเล่ามาเรียนนะลูกเอ๋ย แต่ถ้าพวกเจ้าอยากจะหนีกลับ กูจะให้ลูกสาวนําทางไปให้’

แต่พวกเรามาคิดสะระตะแล้วก็ไม่มีใครอยากหนี เพราะข้าศึกก็ไม่ทารุณโหดร้าย หนทางก็ลําบากและเสี่ยงตายมากกว่าอยู่ที่นี่ พวกผู้คุมก็ไม่เข้มงวด คุยกับพวกเราแบบเป็นพรรคพวกเดียวกัน ปล่อยให้พวกเราออกไปนอกโรงที่พักไปปลูกผักสวนครัว เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“วรวงศ์” ห่วง FTA ไทย–ยูเออี “ได้ไม่คุ้มเสีย” ทำร้ายอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเตือนอย่าใช้ FTA เป็นเครื่องมือการเมืองช่วงซักฟอก
อดีต ปลัด มท.สุทธิพงษ์ ชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อสังเกต ผลการตรวจสอบโครงการถังขยะเปียก ลดโลกร้อนฯ
อนุรักษนิยมไทยภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ?
กระทรวงเกษตรฯ ขอ ปชช.อย่าเพิ่งกังวล “UPOV1991” ยืนยันยังอยู่ระหว่างการศึกษาข้อดี-ข้อเสียอย่างรอบด้าน ลั่น! ต้องปกป้องผลประโยชน์เกษตรกร-คนไทยเป็นหลัก
จาก IoT ถึง AIoT ก้าวสู่โลก AI เต็มรูปแบบ
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (24) สาร วิถี และมิตรใหม่
เมนูแฟรงเก้นสไตน์ ทำตามได้แต่อาจพัง
รู้จัก ‘หนู’ ผ่านเพลง King Rat สิ่งมีชีวิตที่ทำให้เรืออับปางได้ ในมหาสมุทรแห่งความโลภ
นาฬิกา เวลา ความหรูหรา และราคาที่นักการเมืองต้องจ่าย
‘ศูนย์ศิลปะการแสดงแห่งชาติ’ ก็ไม่เว้น นามนั้น สำคัญไฉน ทรัมป์วางชื่อ ‘ทาบ’ JFK แต่ไม่สำเร็จ
ความลับของ ‘ความลับ’ กับการนิยามของศาลรัฐธรรมนูญ (1)
รศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร เดาฉากทัศน์ ทศวรรษ 2570 ‘พลังคนเดือนตุลา คือพลังของคนตาย’