ข่าวจากชายแดนไทย-กัมพูชา ดูจะซาลงมาระยะหนึ่งแล้ว …
แต่ในที่สุด ชายแดนด้านนี้ ก็เกิดเป็นข่าวอีกครั้ง ซึ่งไม่เป็นข่าวในทางบวกแต่อย่างใด กล่าวคือ ในช่วงกลางวันของวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม มีรายงานข่าวว่า จ่าสิบเอกนายหนึ่งจาก ร. 2 พัน 2 เหยียบทุ่นระเบิดขณะออกปฏิบัติภารกิจ และสูญเสียขาขวาท่อนล่าง
ว่าที่จริง เราได้ยินข่าวความสูญเสียอวัยวะจาก “สงครามทุ่นระเบิด” ที่ฝ่ายกัมพูชาได้นำมาวางไว้อย่างต่อเนื่องมาเป็นลำดับ ขณะเดียวกัน เราจะเห็นได้ว่า ปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะในแนวเส้นเขตแดนทางบกนั้น มีลักษณะหยุดนิ่ง และไม่มีความคืบหน้าในการคลี่คลายแต่อย่างใด
มาตรการแก้ปัญหา
ปัญหาความสูญเสียของทหารไทยเช่นนี้ อาจจะกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกของพี่น้องคนไทยเราอย่างมาก เพราะเสมือนเราเป็นฝ่ายที่ประสบความสูญเสียจากสงครามทุ่นระเบิดมาโดยตลอด แต่ในสภาวะเช่นนี้ เราอาจต้องยอมรับความจริงว่า การคิดจะแก้ปัญหาความขัดแย้งชุดนี้ ด้วยมาตรการทางทหารนั้น อาจจะไม่ใช่คำตอบที่เป็น “สูตรสำเร็จ” ของการแก้ปัญหาอีกต่อไป
หากพิจารณาจากประสบการณ์ความขัดแย้งที่ผ่านมา ปฏิบัติการทางทหารที่เกิดขึ้น 2 ครั้งในช่วงปี 2568 เป็นคำตอบในตัวเองว่า มาตรการทางทหารที่ถูกนำมาใช้นั้น ไม่ก่อให้เกิดผลตอบแทนทางยุทธศาสตร์ต่อไทย หรือไม่ทำให้ปัญหาความขัดแย้งยุติลงตามความต้องการของฝ่ายไทย และทำให้ไทยเป็นฝ่ายที่เหนือกว่าในทางการเมืองจากผลของการสู้รบที่เกิดขึ้น
ว่าที่จริง ลักษณะเช่นนี้มีบทเรียนให้เราเห็นมาแล้วในอดีต จากสงครามชายแดนในปี 2554 ซึ่งในครั้งนั้น เห็นได้ชัดว่า ไทยสามารถใช้ศักยภาพทางทหารกดดันกัมพูชาได้มากพอสมควร แต่ในเวลาต่อมา กัมพูชาก็หาทางออกด้วยการต่อสู้ด้วยการอุทธรณ์ต่อศาลโลกบนพื้นฐานของคำตัดสินในคดีปราสาทพระวิหารในปี 2505 จนทำให้ฝ่ายไทยเกิดความเสียเปรียบในทางการเมืองมาแล้วดังที่ปรากฏในคำตัดสินของศาลโลกในปี 2556
บทเรียนในครั้งนั้น ชี้ให้เห็นว่าสงครามไทย-กัมพูชา เป็นภาวะของสงครามใน 2 ลักษณะคือ “สงครามการทหาร” กับ “สงครามการเมือง” ซึ่งสงครามในส่วนหลังนี้ ดำเนินการผ่านเวทีทางการทูตและการศาล ซึ่งความเหนือกว่าในสงครามการทหารอย่างเดียว อาจไม่เป็นคำตอบให้เราชนะกัมพูชาได้จริง อีกทั้งในปัจจุบัน ยังมีปัจจัยของรัฐมหาอำนาจเข้าเกี่ยวข้องอีกด้วย
ดังนั้น ในสถานการณ์ความขัดแย้งของ 2 ประเทศที่มีลักษณะ “คาราคาซัง” ที่ไม่ขยับไปสู่การแก้ปัญหานั้น อาจไม่เป็นผลตอบแทนทางยุทธศาสตร์ต่อไทย ขณะเดียวกัน ก็ส่งผลให้ไทยเกิดอาการ “ติดกับดัก” อยู่กับปัญหาความมั่นคงอยู่กับแนวชายแดนกัมพูชา จนเหมือนกับเราละเลยปัญหาชายแดนด่านเมียนมาร์ไปเลย ทั้งที่ปัญหาด้านนี้ มีแนวโน้มที่น่ากังวลในหลายเรื่องในอนาคต
เว้นแต่รัฐบาลเชิ่อว่า การพบระหว่างนายกฯ และพลเอกอาวุโสมิน อ่อง ลาย จะเป็นปัจจัยในการแก้ปัญหาชายแดนด้านตะวันตกได้หมด ซึ่งอาจไม่เป็นจริงเช่นนั้นเลย
แช่แข็งความขัดแย้ง
ขณะเดียวกันผลสืบเนื่องทางยุทธการจากอาการคาราคาซังเช่นนี้ จึงเป็นเสมือนการ “แช่แข็ง” ความขัดแย้ง ทำให้กำลังพลของกองทัพบกถูกตรึงอยู่กับงานชายแดนด้านกัมพูชาอย่างมาก แต่ฝ่ายกัมพูชาที่มีความอ่อนแอทางทหารมากกว่าไทย ได้อาศัยความเหนือกว่าในการทำสงครามทุ่นระเบิดมาเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ ซึ่งทำให้เกิดความสูญเสียกับทหารไทยดังที่ปรากฏเป็นข่าวมาโดยตลอด
แต่ในภาวะเช่นนี้ เราแทบไม่เคยเห็นทิศทางที่เป็นรูปธรรมของการแก้ปัญหาความขัดแย้งอย่างจริงจัง ถ้าเรายอมรับความจริงในทางยุทธการว่า มาตรการทางทหารของไทยอาจไม่สามารถใช้ได้เกินกว่านี้ และไม่ให้ผลตอบแทนทางยุทธศาสตร์แล้ว รัฐบาลไทยควรที่จะต้องแสวงหาทางออกจากปัญหาในมิติทางการเมืองและการทูต เพราะรัฐบาลกัมพูชาก็สามารถปรับตัวรับกับการกดดันของไทย และอยู่รอดได้
ในอีกด้านของปัญหา เรากลับเห็นท่าทีของนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีต่างประเทศ ในแบบ “ปิดประตูตาย” เช่น การแสดงท่าทีแบบไม่เปิดให้ช่องทางทางการทูตได้คลายตัวออก เพื่อทำหน้าที่ในการแก้ปัญหา เช่น การไม่สนับสนุนให้เวทีการประชุมทางเทคนิค (JBC) ได้เริ่มทำงาน หรือการประกาศการใช้แผนที่ที่ไม่สามารถนำมาใช้ได้ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ ตลอดรวมถึง การประกาศ “ปิดตายด่านชายแดน” ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตทางเศรษฐกิจ และสังคมในพื้นที่ชายแดนอย่างมาก หรือท่าทีในแบบ “ทิ้งตลาดไทย” ในประเทศเพื่อนบ้าน
ภาวะเช่นนี้ จึงเสมือนรัฐบาลอนุทินดำเนินนโยบาย “เปลี่ยนสนามการค้าเป็นสนามรบ” ต่างจากยุทธศาสตร์การต่างประเทศไทยที่แต่เดิมมีทิศทาง “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” และดำรงอยู่เป็นทิศทางหลักมาตั้งแต่ยุคนายกฯ ชาติชาย แม้จะมีรัฐบาลรัฐประหาร ก็ไม่ได้เปลี่ยนทิศทางดังกล่าวแต่อย่างใด
ประกอบกับสภาวะ “ชาตินิยมสุดโต่ง” ที่ถูกนำมาใช้ขับเคลื่อนการต่อสู้กับทางฝ่ายกัมพูชา อาจจะช่วยหาเสียงให้รัฐบาลอนุทิน ที่ปัจจุบันดูจะประสบปัญหาเรื่องเสียงสนับสนุนจากสังคมการเมืองในบ้าน แต่ในอีกด้าน ก็ทำให้ทหารในวันนี้กลายเป็น “เหยื่อทางการเมือง” ที่รัฐบาลใช้ในการตรึงปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ให้ดำรงอยู่อย่างไม่มีแนวโน้มที่จะคลี่คลายออกในระยะข้างหน้าแต่อย่างใด
อนาคต
การตรึงความขัดแย้งเช่นนี้ไว้ จึงอาจกล่าวได้ว่า ปัญหาไทย-กัมพูชาจะดำรงอยู่ยาวต่อไปในปี 2570 อย่างแน่นอน ถ้าเช่นนั้นแล้ว ทหารไทยจะต้องใช้ชีวิตเสี่ยงใน “สงครามทุ่นระเบิด” ตามแนวชายแดนกัมพูชาไปอีกนานเท่าใด และเราจะต้องรอฟังรายงานข่าวความสูญเสียของทหารเราไปอีกนานไหม …
ขอนายกฯ และรัฐมนตรีต่างประเทศช่วยตอบบ้างครับ … คงต้องยอมรับในวันนี้ว่า ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ไม่เอื้อให้เกิดผลตอบแทนทางยุทธศาสตร์แก่ไทยแต่อย่างใด !
