Technical Time-Out | SearchSri
สิ่งหนึ่งที่ อุสมาน เดมเบเล่ แนวรุกชาวฝรั่งเศส ได้ยินมาตลอดการเล่นฟุตบอลอาชีพ คือ “ถ้าใช้ถูกวิธี เขาจะเป็นนักเตะที่เก่งที่สุดในโลกได้”
หนึ่งในคนที่แสดงความคิดเห็นดังกล่าวคือ ชาบี้ เอร์นานเดซ อดีตกุนซือ บาร์เซโลน่า เมื่อปี 2021 ในช่วงที่เดมเบเล่ค้าแข้งกับทีม และไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร
เดมเบเล่โดนจับตามองเป็นพิเศษหลังย้ายจาก โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ สู่ถิ่นคัมป์นู เมื่อปี 2017 ด้วยค่าตัว 105 ล้านยูโร (3,885 ล้านบาท) บวกแอดออน 40 ล้านยูโร (1,480 ล้านบาท) ซึ่งเป็นสถิติค่าตัวแพงที่สุดอันดับ 2 ตลอดกาลในตอนนั้น
แต่เส้นทางของเขาไม่ได้สวยหรูอย่างที่ได้รับการคาดหวัง ทั้งฟอร์มการเล่นที่ขาดความสม่ำเสมอ บวกกับปัญหาบาดเจ็บ แถมยังโดนตั้งคำถามเรื่องวินัยและความมุ่งมั่นตั้งใจ
ช่วงค้าแข้งในถิ่นคัมป์นู เดมเบเล่เจ็บกล้ามเนื้อถึง 14 ครั้ง มีช่วงพักไม่ได้ลงสนามถึง 784 วัน ส่วนปัญหาเรื่องวินัยและความไม่เป็นมืออาชีพนั้น มีเรื่องเล่าทั้งการขาดวินัยในการดูแลโภชนาการ หรือการเล่นเกมจนดึกดื่นทำให้ไปซ้อมไม่ตรงเวลา หนักถึงขั้นสโมสรต้องจ้างเชฟส่วนตัวมาดูแล
และเขาเป็นนักเตะบาร์ซ่าที่โดนปรับเงินเพราะปัญหาด้านวินัยมากที่สุดในช่วงหลายปีหลัง

กล่าวกันว่า หลังจากเล่นให้บาร์ซ่าไป 2 ปี เดมเบเล่ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของตัวเอง จุดเปลี่ยนสำคัญคือตอนที่เขาแต่งงานกับแฟนสาว รีมา ที่โมร็อกโกในเดือนธันวาคมปี 2021 และกลายเป็นพ่อคน ท่ามกลางความแปลกใจของเพื่อนร่วมทีม เพราะตอนนั้นเขาเก็บความสัมพันธ์ส่วนตัวไว้เงียบๆ แทบไม่มีใครรู้เรื่องแฟนของเขาเลย
ความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นเมื่อเริ่มต้นชีวิตครอบครัว โดยเฉพาะการเป็นพ่อคน ทำให้เขาเติบโตขึ้นในเรื่องวิธีคิดอย่างก้าวกระโดด
เดมเบเล่จ้างนักกายภาพบำบัดมาดูแลส่วนตัวถึงบ้าน รวมทั้งดูแลเรื่องโภชนาการอย่างเคร่งครัด โดยจ้างผู้เชี่ยวชาญมาดูแล และมักเดินทางกลับบ้านเกิดเพื่อรับการรักษาและดูแลสภาพร่างกายให้ฟิตสม่ำเสมอ
แต่สิ่งหนึ่งที่เขาอยากให้เกิดกับตัวคือการได้มีบทบาทเป็นตัวหลักของทีม ดังนั้น เมื่อได้รับการติดต่อจาก ปารีส แซงต์แชร์แมง ที่มุ่งหวังประสบความสำเร็จในระดับทวีป (เสียที) เขาจึงตอบตกลง

เดมเบเล่ย้ายจากบาร์ซ่าไปปารีสในปี 2023 ด้วยค่าตัวลดฮวบที่ 50.4 ล้านยูโร (1,864.8 ล้านบาท) โดยระยะเวลา 4 ปีที่อยู่กับบาร์ซ่า เขาลงสนาม 185 นัด ในทุกถ้วย ยิงได้ 40 ประตู กับ 41 แอสซิสต์
ฤดูกาลแรกของเดมเบเล่กับเปแอสเช เขาทำไป 6 ประตู กับ 14 แอสซิสต์ แต่เทียบไม่ได้กับซูเปอร์สตาร์ของทีมอย่าง คีเลียง เอ็มบัปเป้ ที่ระเบิดฟอร์มทำได้ถึง 44 ประตูในทุกถ้วย ซึ่งเป็นผลงานต่อฤดูกาลที่ดีที่สุดของเจ้าตัวตั้งแต่ค้าแข้งกับสโมสรดังกรุงปารีสมา 7 ฤดูกาล
จุดเปลี่ยนของทั้งเปแอสเชและเดมเบเล่เกิดขึ้นเมื่อเอ็มบัปเป้ย้ายไปร่วมทีม รีล มาดริด ในฤดูกาลถัดมา
กิเยม บาลาเก้ กูรูลูกหนังสเปน เล่าว่า หลังเอ็มบัปเป้ย้ายไป หลุยส์ เอ็นริเก้ กุนซือเปแอสเช บอกกับเดมเบเล่ว่า เรื่องที่เขาแอสซิสต์เยอะนั้นดีแล้ว แต่หลังจากนี้ทีมต้องการให้เขายิงประตูได้มากๆ ด้วยเช่นกัน รวมถึงอยากให้เขาเล่นแบบคนมีอีโก้สูงๆ เล่นแบบเห็นแก่ตัวมากขึ้น ผ่านบอลให้น้อยลง และมุ่งมั่นทำประตูมากกว่าเดิม
ไม่ใช่เพียงแค่เปลี่ยนวิธีคิด ในช่วงกลางเดือนธันวาคม เอ็นริเก้ปรับแท็กติก โยกเดมเบเล่จากที่ยืนทางริมเส้นฝั่งขวาเข้าไปยืนตรงกลาง เริ่มต้นนัดแรกในกมพบลียง เมื่อวันที่ 15 ธันวาคมปีที่แล้ว
ก่อนหน้านั้น เขาเพิ่งยิงได้ 5 ประตู แต่หลังจากนั้น สถานการณ์ก็เปลี่ยนทันที เดมเบเล่ซึ่งได้เล่นในตำแหน่งฟอลส์ไนน์ มีอิสระในการเล่นมากขึ้น สัมผัสบอลมากขึ้น รับบอลมากขึ้น มีส่วนในการสร้างสรรค์เกมมากขึ้น
หลังจากเริ่มต้นฤดูกาลได้ค่อนข้างอืด เมื่อเปลี่ยนตำแหน่งแล้ว เดมเบเล่สามารถยิงเพิ่มได้อีก 30 ประตูให้เปแอสเช รวมแล้วทั้งฤดูกาล 2024-25 แนวรุกวัย 28 ปี ทำไป 35 ประตู กับ 16 แอสซิสต์
นับเป็นนักเตะแนวรุกที่ฟอร์มดีที่สุดของยุโรปในปีนี้

51 ประตูที่เขามีส่วนร่วมเมื่อฤดูกาลที่แล้ว เป็นสถิติต่อฤดูกาลดีที่สุดในชีวิตการค้าแข้งของเจ้าตัว ดีกว่าสถิติเดิมที่เคยทำได้กว่าเท่าตัว ขณะที่จำนวนประตูรวม 35 ประตู ก็มากกว่าสถิติมากที่สุดต่อฤดูกาลที่เคยทำได้ถึง 21 ลูก
ฟอร์มส่วนตัวอันยอดเยี่ยม นอกจากจะช่วยให้ปารีส แซงต์แชร์แมง คว้าแชมป์ลีกเอิงและเฟรนช์คัพได้แล้ว พวกเขายังไปถึงเป้าหมายที่รอคอยมานานอย่างการครองถ้วยยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก หนแรก ฝันที่ไม่เคยเป็นจริงตอนมีซูเปอร์สตาร์ชื่อก้องอย่าง ลิโอเนล เมสซี่, เนย์มาร์ หรือคีเลียง เอ็มบัปเป้ อยู่ในทีม
และขณะที่สื่อและแฟนบอลหลายคนคาดหมายว่าการที่เอ็มบัปเป้ย้ายร่วมทีมราชันชุดขาว จะทำให้เขาประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการชูถ้วยแชมป์ยุโรป สถานการณ์ก็กลับตาลปัตรอย่างเหลือเชื่อ
ถึงแม้ฤดูกาล 2024-25 ของเปแอสเชจะไม่สมบูรณ์แบบ เมื่อไม่สามารถคว้าถ้วยฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลกรูปแบบใหม่หนแรกมาครองได้ โดยไปพ่ายให้ เชลซี ในรอบชิงชนะเลิศ
แต่ความสำเร็จสุดยอดทั้งระดับส่วนบุคคลและทีม ก็ส่งให้อุสมาน เดมเบเล่ ได้ครองหนึ่งในรางวัลเกียรติยศสูงสุดของวงการลูกหนังอย่าง รางวัลนักฟุตบอลชายยอดเยี่ยม บัลลงดอร์
แม้ว่าก่อนพิธีจะเริ่มขึ้น สื่อหลายสำนักจะพยายามตีข่าวลือกันว่าจะมีเซอร์ไพรส์ รางวัลตกเป็นของ ลามีน ยามาล ดาวรุ่งวัย 18 ปีของบาร์เซโลน่า ว่าที่ซุป’ตาร์คนใหม่ของวงการก็ตาม
นับเป็นบทสรุปของฤดูกาลอันยอดเยี่ยมที่เดมเบเล่คู่ควร และพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าหากรู้จักใช้ให้ถูกวิธี เขาก็จะกลายเป็นนักเตะที่เจ๋งที่สุดในโลกได้จริงๆ
