bg-single

เมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ผลักดันอาเซียนสู่อ้อมอกจีน

29.09.2025

เทศมองไทย

เมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์

ผลักดันอาเซียนสู่อ้อมอกจีน

ซูซานนาห์ แพตตัน กับโรเบิร์ต วอล์กเกอร์ สองนักวิชาการจากสถาบันโลวีย์ ในออสเตรเลีย เพิ่งนำเสนอบทความในอีสต์ เอเชีย ฟอรั่ม เมื่อ 23 กันยายนที่ผ่านมา ที่ชี้ให้เห็นว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา กำลังผลักดันอาเซียนทั้งกลุ่มให้เคลื่อนตัวเข้าหาจีนมากขึ้นทุกที จากนโยบายที่ใช้กำแพงภาษีเป็นอาวุธของตนเอง

บทความชิ้นดังกล่าวเริ่มต้นด้วยการตั้งข้อสังเกตว่า ผลจากการสำรวจความคิดเห็นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประจำปี 2025 ซึ่งเผยแพร่ออกมาเมื่อ 3 เมษายนปีนี้ แสดงให้เห็นว่าจริงๆ แล้วบรรดาประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ออกจะมีความยินดีต่อการกลับมารับตำแหน่งผู้นำของทรัมป์อีกครั้งมากกว่าภูมิภาคอื่นๆ ด้วยซ้ำไป

ทั้งนี้ ก่อนหน้าที่ทรัมป์จะประกาศมาตรการทางภาษี ผู้ที่แสดงความคิดเห็นในการสำรวจเมื่อปี 2024 ที่ว่านี้ให้ความนิยมชมชอบต่อสหรัฐอเมริกามากกว่าจีน ถ้าหากถูกบังคับให้ “ต้องเลือก”

แต่นโยบายภาษีของทรัมป์เปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ไปโดยสิ้นเชิง เพราะสำหรับประเทศเหล่านี้ที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ไม่มีอะไรน่ากังวลไปกว่าการต้องเผชิญกับอุปสรรคระดับมหึมาเช่นนี้ในการเข้าถึงตลาดสหรัฐอเมริกาอีกแล้ว

ผลก็คือบรรดาชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นำโดยเวียดนาม ตาลีตาเหลือกหาลู่ทางเจรจาด้วยความคาดหวังที่ว่าจะสามารถทำความตกลงที่ดีกว่าจากสหรัฐอเมริกาได้

ผู้เขียนระบุว่า ความจำเป็นที่จะต้องรักษาการเข้าถึงตลาดสหรัฐอเมริกาให้คงอยู่ต่อไปนั้นมีมากเป็นพิเศษ สำหรับประเทศเหล่านี้ โดยเฉพาะประเทศอย่างเวียดนาม กับมาเลเซีย ที่ได้รับอานิสงส์จากสถานการณ์หลังวิกฤตการณ์โควิดที่นานาประเทศพยายามสร้างความหลากหลายให้กับห่วงโซ่อุปทานของตนเอง ที่กลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงขนานใหญ่ไหลเข้าสู่ภูมิภาคนี้ ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า อาเซียนจำเป็นต้องรักษาความสัมพันธ์อันดีกับสหรัฐอเมริกาเอาไว้ อย่างน้อยก็ให้อยู่ในระดับที่ดีกว่าความสัมพันธ์ที่สหรัฐอเมริกามีต่อจีน ซึ่งกลายเป็นข้อกังขามากขึ้นทุกที

ปัญหาก็คือ แม้แต่ความพยายามของเวียดนาม ที่เสนอข้อเสนอที่ชวนพึงพอใจอย่างยิ่ง อาทิ จะซื้อเครื่องบินและก๊าซธรรมชาติจากสหรัฐอเมริกา แถมด้วยการให้ความเห็นชอบแบบเร่งด่วน ให้ทรัมป์สร้างสนามกอล์ฟขึ้นมาในเวียดนาม ยังเผชิญกับความยุ่งยาก และความไม่แน่นอน พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงใหม่ได้ทุกเมื่อ ซึ่งเป็นธรรมชาติของการทำความตกลงกับคนอย่างโดนัลด์ ทรัมป์

นั่นทำให้นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย อย่างอันวาร์ อิบราฮิม ในฐานะประธานอาเซียน หันไปหาแนวทางการใช้การตอบสนองเป็นหนึ่งเดียวกันของอาเซียนเป็นเครื่องมือควบคู่ไปกับการเจรจาต่อรองทวิภาคีกับสหรัฐอเมริกา

ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่า ในการประชุมสุดยอดอาเซียนเมื่อเดือนพฤษภาคม 2025 แถลงการณ์ร่วมผู้นำอาเซียนออกมาเรียกร้องชาติสมาชิกให้หลีกเลี่ยงการตอบโต้และการดำเนินการเพียงลำพัง ในขณะที่เรียกร้องให้ร่วมกันสร้างบูรณาการทางเศรษฐกิจภายในอาเซียนให้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น

พร้อมกับร้องขอไปยังสหรัฐอเมริกา ให้จัดประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐขึ้นเป็นกรณีพิเศษ

ซึ่งแน่นอนว่าได้รับการปฏิเสธจากทรัมป์ ที่ตกลงจะมาร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนในเดือนตุลาคมแทน หลังจากเกิดกรณีขัดแย้งไทย-กัมพูชาขึ้น

ผู้เขียนทั้งสองตั้งข้อสังเกตว่า มาเลเซียตระหนักดีในความเอาแน่เอานอนไม่ได้ของทรัมป์ และต้องการแนวทางแก้ไขปัญหาในระยะยาว ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้มาเลเซียจัดการประชุมสุดยอดอาเซียนนัดพิเศษขึ้น โดยมีกลุ่มอาเซียน, กลุ่มความร่วมมือแห่งอ่าวเปอร์เซีย (จีซีซี) และจีน เข้าร่วม

ผู้เขียนชี้ว่า ในกรณีนี้ ถ้ามองเฉพาะกรณีอาจดูเหมือนเป็น “อาการปรวนแปร” ชั่วครั้งคราว อันเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ที่มีต่อสหรัฐอเมริกา

แต่หากมองย้อนกลับไป เปรียบเทียบกับหลายๆ กรณีที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้า ตั้งแต่การเข้ามาช่วยเหลือของจีนเมื่อเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 1997 เรื่อยไปจนถึงกรณีวิกฤต 2008 และล่าสุดในกรณีวิกฤตโควิดแล้วละก็ กรณีนี้อาจเป็น “หมุดหมาย” อีกหมุดหมายหนึ่งซึ่งแสดงให้เห็นถึงการค่อยๆ ขยับเคลื่อนเข้าหาจีนในระยะยาวของภูมิภาคอาเซียน

ผู้เขียนระบุว่า นโยบายภาษีของทรัมป์ถือเป็นอีกหมุดหมายที่ช่วยเร่งเร้าให้ความรู้สึก “ไม่เชื่อมโยง” กันระหว่างอาเซียนกับสหรัฐอเมริกากระจ่างชัดมากยิ่งขึ้น

และชี้ด้วยว่า สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนเองก็เริ่มที่จะใช้ประโยชน์จาก “ความกังวลต่อลัทธิกีดกันทางการค้า” ของสหรัฐอเมริกานี้ให้เห็นแล้ว ด้วยการแสดงตนว่าเป็นเสาหลักของการค้าเสรีและเรียกร้องให้ “ครอบครัวเอเชีย” ด้วยกันรวมตัวกันเป็นเอกภาพระหว่างการตระเวนเยือนหลายชาติในภูมิภาคนี้เมื่อเดือนเมษายนปีนี้

การตระหนักถึงความจริงที่ว่า นโยบายภาษีของทรัมป์เป็นบ่อเกิดของการไร้เสถียรภาพและคาดหมายไม่ได้อีกต่างหากนั้น ถือเป็นข้อได้เปรียบสำหรับจีนก็จริง แต่ในเวลาเดียวกัน ผู้เขียนก็ย้ำไว้เช่นกันว่า จีนจะฉกฉวยทำกำไรโดยตรงจากเรื่องนี้มากแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับขีดความสามารถของจีนเอง ที่ถูกจำกัดไว้เพราะสภาวะทางเศรษฐกิจภายในของตนเอง

เห็นได้ชัดจากข้อเท็จจริงที่ว่า ในขณะที่จีนและอาเซียนต่างเป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของกันและกัน แต่การนำเข้าจากอาเซียนของจีนยังต่ำกว่าอยู่มากเนื่องจากปัญหาความต้องการภายในประเทศที่ชะงักงันอยู่ในเวลานี้ และเลือกที่จะใช้อาเซียนเป็นแหล่งระบายสินค้าส่วนเกินที่ไม่สามารถส่งไปสหรัฐอเมริกาแทนอีกด้วย

ดังนั้น แม้ภาษีของทรัมป์จะทำให้การเคลื่อนตัวเข้าหาจีนของอาเซียนทวีกำลังขึ้น แต่จะไปไกลแค่ไหน ก็ยังคงต้องดูว่าจีนกับอาเซียนจะรับมือกับสถานการณ์ใหม่นี้ได้ดีมากน้อยแค่ไหนเช่นเดียวกัน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน
Sleepmaxxing โรคบ้านอน
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (25)
E-DUANG | สถานะ ธรรมนัส พรหมเผ่า สถานะ สุชาดา ซาง แทนทรัพย์
“วัชระพล” เร่งแก้น้ำเน่าคลองระพีพัฒน์ 2 ไม่นิ่งนอนใจปัญหา ปชช.หลังปลาตายจำนวนมาก คาดสถานการณ์ดีขึ้นใน 1-2 วัน
“พิชัย” ชื่นชมความสำเร็จของการประชุม IMF–World Bank 2026 ชี้รัฐบาลต้องสานต่อเพื่อประโยชน์สูงสุด แนะเร่งแก้ 4 ความท้าทายเศรษฐกิจไทย
ไม่ได้เป็นของนายทุน : เอฟซี ซังต์เพาลี สโมสรฟุตบอลของแฟนบอล ผู้ท้าโต้คลื่นทุนนิยม (1)
50 ปี 6 ตุลา (7) เหยี่ยว พิราบ และโดมิโน