คฝ.แนวหลังมาอยู่แนวหน้าม็อบเขมร ความอึดอัด ตร.ภายใต้กฎอัยการศึก พร้อมรักษาความสงบชายแดนไทย
บทความโล่เงิน
คฝ.แนวหลังมาอยู่แนวหน้าม็อบเขมร
ความอึดอัด ตร.ภายใต้กฎอัยการศึก
พร้อมรักษาความสงบชายแดนไทย
ตึงเครียดทั้ง 2 จุด ทั้งบ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว พื้นที่ภายใต้กฎอัยการศึก ที่ให้อำนาจทหารในการรักษาความสงบเรียบร้อย
เกิดกระทบกระทั่งกันระหว่างชาวกัมพูชากับเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย หลังจากไทยไม่ยอมให้รุกล้ำเขตแดนเข้ามา
งานนี้ประเทศเพื่อนบ้านเล่นใหญ่ตามเคย จนได้ฉายา “เขมรการละคร”
ทหารกัมพูชา ขนชาวบ้านทั้งสตรี เด็ก คนชรา คนท้องแก่ กระทั่งก๊วนพระห่มเหลือง ใช้ก้อนหินขว้างปา ท่อนไม้มีตะขอเกี่ยว ปลายด้ามมีเหล็กแหลมทำร้ายเจ้าหน้าที่ไทย และบุกเข้ามารื้อรั้วลวดหนาม แล้วขโมยกลับบ้าน
ย้อนไปเดือนสิงหาคมเคยมีการประท้วงชาวกัมพูชาบริเวณบ้านหนองจาน หลังจากทหารไทยเข้าไปวางรั้วลวดหนามแนวชายแดนที่ปักปันเขตแดนเสร็จแล้ว แต่ฝ่ายกัมพูชายังคงอ้างสิทธิ์ว่าเป็นของประเทศตัวเอง
เหตุการณ์ความไม่สงบล่าสุดที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ต้องใช้ชุดควบคุมฝูงชน สร้างความอิหลักอิเหลื่อให้ตำรวจ ที่ถนัดงานป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม และรักษาความสงบเรียบร้อยให้กับประชาชน ไม่เชี่ยวชาญพื้นที่ชายแดนเหมือนทหาร
แม้ พล.ต.สุรวิชญ์ แดงจันทร์ เสนาธิการกองทัพภาคที่ 1 ในฐานะโฆษกกองทัพภาคที่ 1แถลงว่า ทหารกัมพูชาใช้เด็ก ผู้หญิง พระสงฆ์เป็นโล่ป้องกันตัวเอง รุกล้ำพื้นที่อธิปไตยของไทย ไม่ใช่การปฏิบัติอย่างมีอารยะ ยืนยันว่าไม่ได้หลงกล ที่กัมพูชาสร้างภาพ สร้างละคร ให้ออกมาว่าไทยทำร้ายเด็กและผู้หญิง
ยืนยันว่ากองทัพไม่ได้หวั่นไหว ทหารต้องปฏิบัติต่อทหาร ทหารต้องสู้กับทหาร ไม่ใช่ประชาชน จึงได้มีการประสานกับกองร้อยควบคุมฝูงชนจากตำรวจโดยยึดตามหลักสากล
“ไทยจะไม่เป็นผู้ใหญ่ใจดีอีกแล้ว ไทยจะยกระดับความเข้มข้น จะไม่ยอมให้ยั่วยุ หากละเมิด จับกุมทันที ขนขึ้นรถผู้ต้องหา ดำเนินคดีฝั่งไทยใช้กฎหมายสูงสุด ตอนนี้รถน้ำ แก๊สน้ำตา กระสุนยาง พร้อม” โฆษกกองทัพภาคที่ 1 กล่าว
แต่จนแล้วจนรอดตำรวจควบคุมฝูงชนก็ยังกล้าๆ กลัวๆ ไม่มั่นใจในอำนาจตามกฎหมาย เพราะเป็นแค่ผู้ช่วยทหาร
ไปสนับสนุนภารกิจชายแดนระหว่างประเทศได้หรือไม่ เพราะไม่ใช่เหตุความไม่สงบภายในประเทศ
ท่ามกลางสังคมตั้งคำถาม ท่าทีกองทัพภาคที่ 1 และผู้นำหน่วย บุคลิกไม่รุก รบ เหมือน “บิ๊กกุ้ง” พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาค 2
คาใจวิธีการแก้ปัญหา ทั้งที่มีอำนาจเต็ม คือ “กฎอัยการศึก” แต่แทนที่จะใช้ “กระบอง” ที่มีอยู่ในมือ กลับใช้ไม้นวมจัดการ
ที่ผ่านมายืนยันหนักแน่นว่าเป็นพื้นที่ประเทศไทย 100% แล้วไม่ผลักดันผู้ที่รุกล้ำออกไป ปล่อยให้ชาวกัมพูชารวมตัวยุยงปลุกปั่นอยู่ได้
จนทัวร์ลง พร้อมตั้งแง่ว่า ทำไมแก้ปัญหาไม่เบ็ดเสร็จ เคลือบแคลงถึงขนาด มือไม่ถึง หรือเป็นแหล่งทำเลทอง ผลประโยชน์ธุรกิจสีเทาหรือไม่
พล.ท.อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1 ปกติไม่ค่อยพูด เป็นคนเงียบๆ ได้เปิดใจเรื่องชายแดนที่มียุทธวิธีแตกต่างจากกองทัพภาคที่ 2 โดยยืนยันในศักดิ์ศรีการรักษาประชาธิปไตย และผลประโยชน์ของชาติ และความปลอดภัยของประชาชนและทรัพย์สิน ไม่เกี่ยวกับผลประโยชน์ ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในกองทัพภาคที่ 1
ต่อมามีประกาศกองกำลังบูรพา กำหนดพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อยและมาตรการรักษาความมั่นคง จ.สระแก้ว
อ้างถึง พ.ร.บ.กฎอัยการศึกษา กำหนดให้อำนาจแก่ทหาร รักษาความสงบเรียบร้อยภายในราชอาณาจักร ป้องกันและระงับเหตุการณ์ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ
โดยมีเหตุฝ่ายกัมพูชาได้ปลุกระดมและนำประชาชนเข้ามาก่อเหตุจลาจล สร้างความไม่สงบ และยั่วยุ ในอธิปไตยของราชอาณาจักรไทยพื้นที่ชายแดนบ้านหนองหญ้าแก้ว ต.โคกสูง และบ้านหนองจาน ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว
เพื่อรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยของชาติ รวมถึงชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวไทย กำหนดมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อย ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนที่สนับสนุนภารกิจปฏิบัติร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร ในการยึด จับกุม ระงับปราบปราม ควบคุมฝูงชน รักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่
การปฏิบัติทุกประการจะต้องอยู่ภายใต้แผน หรือยุทธการ ที่กองกำลังบูรพากำหนด ให้ผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์สูงสุด ในการสั่งการและกำกับดูแล
โดยอำนาจที่ให้นี้ครอบคลุมถึงการควบคุมพื้นที่ การควบคุมบุคคล การตรวจค้น ที่อาจก่อให้เกิดความไม่สงบ หรือกระทบต่อความมั่นคง
ดูเหมือนประกาศดังกล่าวทำให้ตำรวจมีความมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่เป็นด่านหน้าเผชิญม็อบเขมรได้อย่างเต็มที่ บังคับใช้กฎหมายอาญาอย่างจริงจัง
ขณะเดียวกัน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ได้สั่งการให้กองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน (อคฝ.) กองบัญชาการตำรวจนครบาล เตรียมความพร้อมในการสนับสนุนภารกิจดังกล่าว โดยให้จัดเตรียมรถน้ำจีโน่ ที่ใช้ในการสลายการชุมนุมทั้งหมด 10 คัน ที่เคยใช้ในการสลายการชุมนุมคณะราษฎร บริเวณแยกปทุมวัน เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2563 ไปร่วมด้วย
ขณะที่ในส่วนตำรวจภูธรภาค 2 พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผบช.ภ.2 ตรวจความพร้อมกองร้อย คฝ. เช็กยุทโธปกรณ์ พร้อมรับทุกภารกิจรักษาความสงบในพื้นที่ภาคตะวันออก กำชับซักซ้อมยุทธวิธี ยึดหลักกฎหมาย เน้นความปลอดภัยกำลังพล ตำรวจ 1,400 นาย จากการพูดคุยกับกำลังพลพบว่ามีความพร้อมและมีขวัญกำลังใจที่ดี
ขณะที่ บิ๊กต่าย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้ฝากความห่วงใยและเป็นกำลังใจ ขอให้ยึดมั่นในการปฏิบัติทุกภารกิจอย่างตำรวจมืออาชีพ และรักษาความไม่ประมาทเสมอชีวิต โดยผู้บังคับบัญชาพร้อมให้การดูแลสนับสนุนการปฏิบัติ
ดูเหมือนขวัญกำลังใจกองร้อย คฝ.ภ.2 มีเต็มที่ พร้อมปฏิบัติภารกิจร่วมรักษาความสงบชายแดนไทย-กัมพูชา
