ตร.งัดยาแรงจัดการบัญชีม้า ผนึกแบงก์ชาติไล่อายัดด่วน ชาวบ้านโอดกระทบค้าขาย เร่งเยียวยา-ปลดล็อกใน 4 ช.ม.
อาชญากรรม | อาชญา ข่าวสด
ตร.งัดยาแรงจัดการบัญชีม้า
ผนึกแบงก์ชาติไล่อายัดด่วน
ชาวบ้านโอดกระทบค้าขาย
เร่งเยียวยา-ปลดล็อกใน 4 ช.ม.
ปัญหาใหญ่ของการจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ คือแก๊งอาชญกรรมพวกนี้มักมีฐานอยู่ในต่างประเทศ การปราบปรามที่เจ้าหน้าที่รัฐนำมาใช้ จึงพุ่งเป้าไปที่การตัดเส้นทางการเงิน การอายัดบัญชีม้าจึงถูกนำมาใช้
ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) หรือ AOC ใช้ยาที่แรงเพื่อให้สามารถติดตามเงินของเหยื่อได้อย่างทันท่วงที ด้วยการประสานธนาคารพาณิชย์ ในการติดตามอายัดบัญชีแถวที่ 2 แถวที่ 3 ที่มีธุรกรรมเกี่ยวข้องกับบัญชีม้าแถวที่ 1
จะเห็นว่าหลังนำยาแรงมาใช้ เจ้าหน้าที่เริ่มติดตามอายัดเงินมาคืนให้เหยื่อได้ในหลายราย แต่ยาแรงก็ย่อมมีผลข้างเคียง เมื่อเริ่มมีผู้คนจำนวนมากออกมาร้องเรียนตามโซเชียลว่า ได้รับความเดือดร้อนจากการถูกธนาคารอายัดบัญชีทุกบัญชี อ้างว่ามีเงินโอนเข้าจากบัญชีม้า จนเกิดความกลัวไปทั่ว
ผู้คนเริ่มไม่ไว้ใจเบิกถอนเงินสดมาเก็บไว้กับตัว ร้านค้าบางร้านงดรับโอนเงิน เปลี่ยนไปรับเงินสดแทน
ส่วนในโลกออนไลน์ มีการแชร์โพสต์หนึ่งที่ระบุว่า “ด่วน! อย่าโอนเงินเข้าบัญชีของตัวเองไป-มา แบบซ้ำๆ อาจเสี่ยงถูกอายัดบัญชี” ก่อนที่โพสต์ดังกล่าวจะกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์เป็นจำนวนมาก
เมื่อวันที่ 14 กันยายน พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. ชี้แจงว่าหลังถูกสังคมโจมตีหนักว่ามาตรการป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ กำหนดระงับบัญชีต้องสงสัยชั่วคราวเพื่อตรวจสอบ สามารถช่วยปิดกั้นเงินผิดกฎหมายได้ ซึ่งต้องยอมรับว่าหลังจากที่มีมาตรการดังกล่าวทำให้คนร้ายปรับเปลี่ยนรูปแบบ จากเดิมจะให้ผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีม้าก่อนนำบัญชีม้ากระจายไปยังบัญชีทั้งแถวสองแถวสามและไปซื้อเงินสกุลดิจิทัล
แต่ปัจจุบันพบว่าแทนที่จะซื้อคริปโตหรือสกุลเงินดิจิทัล กลับโอนซื้อสินค้ากับทางร้านค้าโดยตรง และให้ร้านค้าส่งสินค้าไปยังจุดที่คนร้ายได้เตรียมไว้ก่อนนำสินค้าไปเล่นแร่แปรธาตุเป็นเงิน ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งในการฟอกเงิน และเริ่มกระจายมายังกลุ่มร้านค้ารายย่อย
หรือแม้แต่โอนเงินเข้าบัญชีของเด็กและเยาวชน เป็นเงิน 1 แสนบาท จากนั้นจะโทรศัพท์ไปหาเด็ก ซึ่งเป็นเจ้าของบัญชีพร้อมบอกว่าโอนผิดให้โอนเงินกลับไปยังบัญชีม้าที่เตรียมไว้ ซึ่งนั่นก็ทำให้บัญชีของเด็กคนดังกล่าวก็ถูกอายัดไปด้วย
กรณีที่เกิดขึ้นอยากให้พี่น้องประชาชนเข้าใจว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจและสถาบันการเงินดำเนินการตามมาตรการเพื่อระงับยับยั้งไม่ให้เงินของสุจริตชนตกไปถึงมือของคนร้าย

พล.ต.ท.ไตรรงค์ชี้แจงอีกว่า ทั้งนี้ การถูกระงับบัญชีอาจเกิดจากหลายสาเหตุ ธนาคารจะระงับการทำธุรกรรมชั่วคราว หากบัญชีไปเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินของมิจฉาชีพ ซึ่งเมื่อก่อนการระงับบัญชีม้าตาม พ.ร.ก.ม.7 จะใช้คนกรอกเลยทำให้มีงานค้างเยอะ
ตอนนี้ธนาคารเริ่มใช้ระบบอัตโนมัติในการไล่เส้นเงินติดตามคนร้าย ทำให้คนที่เคยรับเงินผ่านการฟอกเงินของคนร้ายจะถูกระงับบัญชี
บางคนเพิ่งโดนหลังจากรับเงินมานาน เพราะว่าผู้เสียหายเพิ่งรู้ตัวว่าโดนหลอกแล้วเพิ่งมาแจ้งความ
ด้วยเหตุนี้ทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งอาจได้รับผลกระทบ จึงได้ระดมเจ้าหน้าที่ประสานข้อมูลกับธนาคาร เพื่อตรวจสอบและแก้ไขให้เร็วขึ้น พร้อมเปิดช่องผ่านทางโทรศัพท์ในการรับแจ้งข้อมูลเพื่อตรวจสอบในระบบศูนย์รับเรื่องราวร้องเรียนการอายัดบัญชี
ยืนยันว่าประชาชนสุจริตชนสามารถใช้บัญชีในการทำธุรกรรมซื้อขายได้ตามปกติ ทั้งนี้ ต้องมั่นใจว่าได้รับเงินจากบัญชีของคู่ค้าโดยตรง และหากมียอดชำระสูง จะต้องตรวจสอบบัตรประชาชนกรณีร้านทอง
ส่วนประชาชนรายใดโดนอายัดสามารถยืนยันตัวตนได้ที่ธนาคารของตัวเอง หรือสอบถามข้อมูลกระบวนการขอยกเลิกการอายัด ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนการอายัดบัญชีของ CCIB 095-425-7478 หรือ 1441
ทั้งนี้ จากความกังวลของพี่น้องประชาชนที่เกิดขึ้น ทาง บช.สอท.ไม่นิ่งนอนใจ ได้หารือกับสถาบันการเงินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเห็นชอบร่วมกันเบื้องต้นว่าจะเร่งปรับแนวทางการอายัดบัญชีและกระบวนการปลดอายัด เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนสุจริตโดยเร็ว

ขณะที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ฐานะผู้อำนวยการ ศปอส.ตร. เรียกประชุมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยว เพื่อช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน เบื้องต้นได้ข้อสรุปว่าจะระงับบัญชีเฉพาะก้อนเงินที่พบความเกี่ยวข้องกับบัญชีผู้กระทำผิด ไม่ใช่การอายัดทั้งบัญชี จากนั้นจะให้ผู้บริสุทธิ์ยืนยันหรือแสดงตัวใน 4 ประการ
1. ชื่อนามสกุล 2. เลขบัตรประชาชน 3. เลขบัญชีธนาคาร และ 4. ธนาคารที่เจ้าของบัญชีใช้
หากยืนยันและตรวจสอบพบว่าไม่มีความเกี่ยวข้อง ก็จะปลดล็อกให้ภายในครึ่งวัน โดยจะเร่งรัดประสานกับศูนย์ PCT ก่อนรวบรวมส่งไปให้ทาง AOC ที่เป็นศูนย์ใหญ่จัดการกับเรื่องนี้ โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะกำชับไปที่ 191 และ 1559 ให้ช่วยรองรับในการแก้ปัญหาให้กับผู้เสียหายที่เกิดขึ้นในขณะนี้
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐระบุว่า จากการคัดกรอง 2 วันที่ผ่านมา พบว่ามีการแจ้งความประมาณ 1,300 คู่สาย ตรวจสอบยืนยันความบริสุทธิ์ได้ 300 สาย ยืนยันไม่ได้ 1,000 สาย และจัดการปลดล็อกแล้ว 30 ราย
ต่อมาวันที่ 22 กันยายน พ.ต.อ.ก้องกฤษฎา กิตติถิระพงษ์ รอง ผบก.สอท. ระบุว่า ขั้นตอนการรับเรื่องจากประชาชน สามารถแจ้งความมายัง 1599 หรือแจ้งยังเจ้าหน้าที่ตำรวจที่พบ หรือเดินทางมาแจ้งด้วยตนเองที่สถานีตำรวจทุกสถานีท้องที่ใดก็ได้เพื่อรับเรื่องไว้ โดยแจ้งเพียงชื่อ สกุล เลขบัญชีธนาคาร ชื่อธนาคาร เบอร์โทรศัพท์ และเหตุผลที่จะถอนอายัด
ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงมีการตรวจสอบเบื้องต้นว่าท่านถูกอายัดด้วยเหตุผลใด หากถูกอายัดด้วยการเป็นบัญชีม้า ก็จะต้องเดินทางไปพบพนักงานสอบสวนด้วยตนเอง หากถูกระงับด้วยเหตุอื่นที่เป็นมาตรการของทางธนาคารและยังไม่ทราบว่าเป็นการระงับด้วยเหตุใด ทางตำรวจไซเบอร์จะมีการส่งเรื่องไปยังศูนย์ AOC หรือ ศปอท. เพื่อส่งต่อไปยังธนาคารเพื่อตรวจสอบแล้วส่งกลับมาให้ตำรวจไซเบอร์เพื่อแจ้งทางผู้แจ้งทราบ
และหากพบว่าเป็นเหยื่อที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ทางเจ้าหน้าที่จะเร่งพิจารณาให้เร็วที่สุด
ขณะเดียวกัน หากมีการแฝงตัวมาเป็นเหยื่อเพื่อขอปลดอายัดบัญชีก็จะถูกดำเนินคดีโดยทันที

นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า จากข้อมูลชี้ว่า เงินที่เหยื่อโอนให้กับบัญชีม้ากว่า 50% ถูกโอนออกไปใน 3 นาที ขณะที่เหยื่อใช้เวลาเฉลี่ย 18 ชั่วโมงกว่าจะรู้ตัวว่าถูกหลอกและเข้าแจ้งความ ทำให้การรับมือของสถาบันการเงินต้องแข่งกับเวลาและเทคโนโลยี
“พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (พ.ร.ก.ไซเบอร์) มีจุดประสงค์เพื่อช่วยกักเงินคืนให้ผู้เสียหาย แต่มีผลกระทบต่อผู้สุจริตในเส้นเงินมากกว่าคาด ธปท.จึงได้ร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) และภาคีที่เกี่ยวข้อง เร่งปรับกระบวนการ ให้การปลดระงับบัญชีทำได้เร็วขึ้นและกำลังปรับปรุงกลไก เพื่อลดผลกระทบต่อผู้สุจริต ให้ทำได้ภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ เพื่อช่วยคลายความกังวลของร้านค้า และสร้างความมั่นใจให้ประชาชนในการใช้ระบบชำระเงินดิจิทัล” นายเศรษฐพุฒิกล่าว
ด้าน น.ส.ดารณี แซ่จู ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับระบบการชำระเงิน และคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ศปอท. หรือ AOC และธนาคารพาณิชย์ (ธพ.) เห็นชอบร่วมกันในการปรับแนวทางการระงับธุรกรรมและการปลดการระงับ เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์

ธปท.ได้ให้ธนาคารพาณิชย์ดำเนินการ ดังนี้
1. ลดระยะเวลาการปลดการระงับให้เร็วขึ้น โดยไม่ต้องรอให้ถึง 72 ชั่วโมง หรือ 7 วัน แล้วแต่กรณี ซึ่งธนาคารพาณิชย์จะตรวจสอบข้อมูลของผู้ได้รับผลกระทบที่ได้รับจาก ศปอท. ไม่เกินกว่า 2 ชั่วโมง (วันละ 3 รอบ) เพื่อให้ ศปอท.ประมวลผลไม่เกิน 2 ชั่วโมง และส่งกลับธนาคารพาณิชย์ เพื่อปลดระงับธุรกรรมโดยเร็วที่สุดภายใน 1 วัน หรือไม่เกิน 3-4 ชั่วโมงต่อรอบ
2. เร่งปรับการแจ้งผู้ถูกระงับธุรกรรมให้มีความชัดเจน ถึงลักษณะการถูกระงับ และสิ่งที่ผู้ได้รับผลกระทบนั้นต้องทำต่อ และเป็นมาตรฐานยิ่งขึ้น โดยธนาคารพาณิชย์จะแจ้งลูกค้าว่า “ระงับธุรกรรมชั่วคราว” และ “วงเงินที่ระงับ” ซึ่งจะส่งผ่านช่องทางการติดต่อของธนาคาร โดยจะเริ่มภายในเดือนกันยายนนี้ แต่ทั้งนี้ ย่อมขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละธนาคารด้วย
เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน บช.สอท.เปิดช่องทางติดต่อเพิ่มเติม ดังนี้ สายด่วน 1441 : แจ้งเหตุ-ร้องเรียนทั่วไป เบอร์ตรง 09-5425-7478 / 06-1032-2914 : สำหรับตรวจสอบและปลดอายัดบัญชีโดยเฉพาะ
ส่วนประเด็นการโอนเงินเข้าบัญชีของตัวเองไป-มาแบบซ้ำๆ อาจเสี่ยงถูกอายัดบัญชี ธนาคารแห่งประเทศไทยชี้แจงว่า “โอนเงินไป-มา ระหว่างบัญชีตัวเองไม่ถูกอายัด”
มาตรการที่ใช้แล้วได้ผลก็ต้องเดินหน้าต่อไป ส่วนที่ได้รับผลกระทบ หากได้รับการแก้ไขเยียวยาที่รวดเร็ว เชื่อว่าสังคมจะเข้าใจและยอมรับได้

เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
