เริ่มสั่งแล้ววันนี้ ใช้งบฯ เมื่อวาน รัฐบาลอนุทิน รวบยอด ’68-69′ ดันเศรษฐกิจชาวบ้าน-ตลาดหุ้น
บทความพิเศษ | ศัลยา ประชาชาติ
เริ่มสั่งแล้ววันนี้ ใช้งบฯ เมื่อวาน
รัฐบาลอนุทิน รวบยอด ’68-69′
ดันเศรษฐกิจชาวบ้าน-ตลาดหุ้น
พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ใช้เวลาเพียง 6 วัน ดีลนักการเมืองเกินครึ่งสภาผู้แทนราษฎร ให้ยกมือโหวตให้ อนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 32
ภายใต้เบื้องหลังฉากการเมือง ที่เป็นการจับมือของการเมือง 2 สี หลายขั้ว ผ่านทะลุเพดานความคิด Grand Compromise เริ่มต้นการประนีประนอมครั้งใหญ่-จัดศูนย์ถ่วงดุลอำนาจใหม่อีกครั้ง ทั้งด้านเศรษฐกิจ-การเมือง
อนุทินและพวก ใช้เวลาจัดตั้งรัฐบาลเบ็ดเสร็จภายใน 25 วัน กำหนดวัน-เวลาแถลงนโนบาย ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อกวาดยอดเงินทุกบัญชีที่เหลือจ่ายจากงบประมาณ 2568 ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจทันทีต่อเนื่องนับ 1 ใช้งบประมาณปี 2569 กวาดคะแนนนิยม-แคมเปญประชานิยมทันที
ด้วยการกดปุ่มเติมเงิน 6 หมื่นล้านบาท ให้ประชาชน 33 ล้านคน
อนุทินแจ้งรัฐมนตรี และบุคลากรการเมือง ที่เดินสายดีลด้วยตัวเองว่า ทุกคนต้องทำงาน 7 วัน ตลอดวาระรัฐบาล 1 สมัย 4 เดือน ปักธงแก้ปัญหาเศรษฐกิจ-แก้รัฐธรรมนูญ-แก้ปัญหาความมั่นคง
ระหว่างจัดตั้งรัฐบาล อนุทินเดินสายคู่ขนาน ทั้งพบปะเจรจา-หารือกับชนชั้นนำทางการเมืองและชนชั้นนำทางธุรกิจ
หนึ่งในชนชั้นนำการเมืองที่อนุทินเปิดเผยภาพในตึกซิโน-ไทย ตั้งโต๊ะปรึกษาหาฉันทมติ คือ อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 27 อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่นับรวมภาพที่ไม่ได้เปิดเผยในวงแกนในของพรรคที่เสียงมากที่สุดในสภาผู้แทนราษฎร
กลุ่มชนชั้นนำที่ครอบครองสินทรัพย์ อยู่บนยอดพีระมิด ที่อนุทินเดินสายเปิดหน้าไปพบ หลังได้รับโปรดเกล้าฯ 9 วัน คือ เครือข่ายประธานสภาอุตสาหกรรม (ส.อ.ท.) แบบเต็มทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ที่มีทั้งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.คลัง, นายวรภัค ธันยาวงษ์ รมช.คลัง และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์
แมสเสจที่ส่งออกมาหลังตั้งโต๊ะหารือ คือแนวทางความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม มุ่งเสริมศักยภาพการแข่งขันและยกระดับความเข้มแข็งของเศรษฐกิจไทย
48 ชั่วโมงถัดมา อนุทินและคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ จัดคิวพบกับสภาหอการค้าไทย มีนักธุรกิจเจ้าของกิจการหมื่นล้านหลายคนให้ความคิด เพื่อนำไปเป็นแนวทางในการบริหารราชการแผ่นดิน ร่วมเดินหน้ารัฐบาลเฉพาะกาล เวทีนี้นายกฯ รับปากแข็งขัน จะสนับสนุนแก้ปัญหาให้เอกชนเต็มที่ โดยจะรวบรวมข้อมูลให้มากที่สุด เพื่อทำทุกอย่างด้วยความรวดเร็ว
ก่อนนำ ครม.ทั้งคณะเข้าถวายสัตย์ฯ 2 วัน นายกรัฐมนตรีนำทีมเข้าพบกับกลุ่มกิจการกำไรสูงในสมาคมธนาคารไทย โดยมีนายผยง ศรีวณิช ซีอีโอธนาคารกรุงไทย ผู้มีบทบาทในหลายๆ รัฐบาล ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย และคณะกรรมการสมาคมที่เต็มไปด้วยคนหัวแถวในวงการธุรกิจการเงิน ทั้งเจ้าของธนาคารและนักบริหารมืออาชีพ
ภาพปิดท้ายก่อนแถลงนโยบาย นายอนุทินยกทีมรัฐมนตรี ไป “กินกาแฟ” กับชาวตลาดทุน-ตลาดหุ้น ภายใต้สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) รับปากทันทีกับข้อเสนอชาวหุ้นหลายกรรม-หลายวาระ
ทุกนาทีมีความหมายทางการเมือง-เดิมพันการเลือกตั้งครั้งหน้า อนุทินไม่ปล่อยผ่านแม้วันเดียว เขารีบนัดข้าราชการระดับสูง รัฐมนตรี เตรียมพร้อมประชุม ครม.ทันทีที่รัฐสภา หลังการอภิปรายนโยบายรัฐบาลจบ สั่งสำนักงบประมาณกวาดเงินทุกบัญชี เข้าโหมดกระตุ้นเศรษฐกิจ และช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง
วงหารือระหว่างรองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์คนนอก กับรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนใน-สายตรงจากพรรคภูมิใจไทย ที่กำกับสำนักงบประมาณ ภราดร ปริศนานันทกุล ตั้งวาระ ชงให้นายกรัฐมนตรีเห็นชอบให้กดปุ่มใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจระยะเร่งด่วน
ในการประชุม ครม.นัดวันที่ 30 กันยายน จึงพิจารณาแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจใน 4 ระดับ ประกอบด้วย
1. เติมเงินให้กับกลุ่มที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.45 ล้านคน
2. เติมเงินให้กับประชาชนที่ยื่นแบบภาษี และประชาชนทั่วไป 20 ล้านคน ผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส
3. ใช้มาตรการภาษีเติมเงินให้กับกลุ่มที่มีกำลังซื้อ ในโครงการลักษณะเดียวกับช้อปดีมีคืน หรือ Easy E-Receipt อยู่ในระหว่างปรับปรุงโครงการ
และ 4. มาตรการภาษีที่จะสร้างแรงจูงใจให้บริษัทเอกชนใช้ผลิตภัณฑ์ภายในประเทศ หรือ Local Content ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะทำรายละเอียดร่วมกับสภาอุตสาหกรรมฯ
สำหรับยอดเงินที่จะใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ ที่เหลือจากงบประมาณปี 2568 มีวงเงินจากงบฯ กลาง รายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ที่จะสิ้นสุด 30 กันยายน 2568 จำนวน 6 หมื่นล้านบาท จะนำมาจ่ายให้กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก่อน ประมาณ 13 ล้านคน วงเงินประมาณ 2.2 หมื่นล้านบาท โดยจะจ่ายเพิ่มเติมจาก 300 บาท อีก 1,700 บาท รวมเป็น 2,000 บาท
ส่วนการเติมเงินให้กับประชาชนทั่วไปในโครงการคนละครึ่งพลัส งวดแรก คาดว่าจะจ่ายในเดือนตุลาคม 2568 จะใช้งบประมาณปี 2569 ประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท โดยจะจ่ายให้กลุ่มประชาชนที่ยื่นแบบภาษี คนละ 2,400 บาท ส่วนประชาชนทั่วไป จะได้รับรายละ 2,000 บาท ผู้ที่จะได้รับสิทธิประมาณ 20 ล้านคน
สำหรับงบประมาณ 2568 ที่ค้างท่อ จะนำมาใช้ในโครงการ เช่น เยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ประมาณ 1,580 ล้านบาท และจะนำไปใช้หนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ที่รัฐบาลเก่าก่อหนี้ไว้ รวมถึงโครงการพักหนี้เกษตรกร ประมาณ 3.5 หมื่นล้าน
“เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ควบตำแหน่งรองนายกฯ และ รมว.คลัง ตอกย้ำนโยบายต่อสมาชิกรัฐสภา ตอนสำคัญที่ว่าด้วยแผนเศรษฐกิจของรัฐบาล 4 เดือน ต้อง “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” ไม่ได้คิดแค่แจกเงิน แต่คำนึงถึงศักยภาพเศรษฐกิจระยะยาว ต้องทำให้เศรษฐกิจกระจายไปถึงประชาชน ดูแลปากท้องประชาชน SMEs ที่เดือดร้อนมาก และกำลังลามสู่รายใหญ่ ที่สำคัญน้ำมันก็จะหมด เพราะสภาพคล่องเหือดหาย จึงคิดนโยบายหลัก quick big win
แบ่งเป็น 5 เสาหลัก 1 ฐานราก ประกอบด้วย
เสาที่ 1 การกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว มีคนละครึ่งพลัส เพื่อให้ big พอ รัฐบาลจะสมทบ 2,000 บาท ประชาชนจ่าย 2,000 บาท เริ่มใช้ได้แน่นอนสิ้นเดือนตุลาคม เป้าหมายคือ พ่อค้าแม่ค้ารายย่อย แท็กซี่ ถ้าพ่อค้าแม่ค้ามีบัญชีรายรับรายจ่ายชัดเจนจะมีการปล่อยสินเชื่อให้ทันที ส่วนเรื่องการท่องเที่ยว จะมีการให้ลดหย่อนภาษี สำหรับการปรับปรุงตกแต่งโรงแรม ในเมืองรอง สามารถหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า
เสาที่ 2 ลดภาระหนี้ประชาชน แก้หนี้รายละไม่เกิน 1 แสนบาท มีงบประมาณที่ธนาคารพาณิชย์ส่งเงินเข้ากองทุนฟื้นฟูและสถาบันการเงิน ซึ่งไปใช้ในโครงการคุณสู้เราช่วย เหลืออยู่ 2.6 หมื่นล้านบาท จะมาตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์ซื้อหนี้ประชาชนออกมาแล้วปรับโครงสร้างหนี้ ให้ยืดหนี้ ลดดอกเบี้ย จากเคยผ่อนเดือนละ 2-3 พันบาท มาผ่อนเดือนละ 500 บาท
เสาที่ 3 เพิ่มสภาพคล่องให้ SMEs ผู้ประกอบการรายย่อย จะใช้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) มาช่วยค้ำประกัน เตรียมวงเงินไว้แล้วขั้นต่ำ 5 หมื่นล้านบาท โดยรายละไม่เกิน 1 ล้านบาท มีโครงการสินเชื่อลดหย่อนภาษีพี่ช่วยน้อง ให้รายใหญ่ได้ช่วยรายย่อย เพื่อหักลดหย่อนภาษี
เสาที่ 4 เพิ่มการออมของประชาชน ผ่านสลากเพื่อการออม พันธบัตรรัฐบาลเพื่อการออม ซื้อสลาก ซื้อหวย ทุกงวดจะมีการแบ่งสัดส่วนจากค่าการตลาดของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลมาเป็นเงินออมให้ประชาชนใช้ในระยะยาว ช่วยให้คนไทยมีเงินออมในระยะยาว ซึ่งโครงการนี้เป็นคนละส่วนกับโครงการหวยเกษียณ
เสาที่ 5 ลงทุนเพื่ออนาคต อุตสาหกรรมใหม่ที่ไนเก่งคือ เกษตรชีวภาพ smart farming Ai รถยนต์อีวี จะมีการ Reskill เพิ่มทักษะสูง ซึ่ง BOI ที่มีเงินกองทุนเพิ่มขีดความสามารถ 1 หมื่นล้านบาท จะไปจับมือกับเอกชนที่ได้รับสิทธิการส่งเสริมการลงทุน ให้ผลิตทักษะแรงงานที่ตามตลาดต้องการ
นี่คือเดิมพันของรัฐบาลเฉพาะกิจ ทำงานเฉพาะกาล 4 เดือน ภายใต้แรงดันและต้นทุนการเมือง Grand Compromise ฝ่าทะลุเพดานเปลี่ยนผ่านไปสู่จุดสมดุลใหม่…อีกครั้ง
