‘โจทย์ยาก’ ที่รออยู่ ‘บวรศักดิ์’ กางแผน ‘รบ.หนู’ ประชาชนต้องกาบัตร 4 ใบ เลือกตั้ง-แก้ รธน.-เลิกเอ็มโอยู43
บทความในประเทศ
‘โจทย์ยาก’ ที่รออยู่
‘บวรศักดิ์’ กางแผน ‘รบ.หนู’
ประชาชนต้องกาบัตร 4 ใบ
เลือกตั้ง-แก้ รธน.-เลิกเอ็มโอยู43
ภายหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ นำโดย “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แถลงนโยบายรัฐบาลต่อที่ประชุมรัฐสภาเสร็จสิ้น เท่ากับว่านับตั้งแต่นี้ การทำงานของรัฐบาลได้เริ่มต้นนับหนึ่งอย่างเป็นทางการแล้ว
พร้อมกับการเริ่มต้นนับถอยหลัง 120 วัน หรือ 4 เดือน เข้าสู่วันยุบสภาผู้แทนราษฎร และเดินหน้าจัดทำประชามติ รวมทั้งการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่ง “นายกฯ หนู” ประกาศชัดเจนว่า “การยุบสภา” จะเกิดขึ้นแน่ๆ ภายในวันที่ 31 มกราคม 2569
โดยสาระสำคัญของนโยบายรัฐบาลชุดนี้ จะยึดหลักสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1. พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ 2. ยึดมั่นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และ 3.ยึดมั่นหลักนิติธรรม บังคับใช้กฎหมายเป็นธรรม บริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานธรรมาภิบาล
รวมทั้งการเร่งแก้ปัญหาประเทศ ได้แก่ ภัยเศรษฐกิจ ภัยความมั่นคง ภัยสังคม และภัยสิ่งแวดล้อม ควบคู่การวางรากฐานประเทศ การพัฒนาความสามารถการแข่งขัน การสร้างระบบเศรษฐกิจโปร่งใส สร้างความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยและสันติสุข
ส่วนหนึ่งในเนื้อหาของนโยบาย ระบุด้วยว่า “รัฐบาลจะสนับสนุนการจัดทำประชามติ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ รับฟังเสียงประชาชน สร้างการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วนให้สอดคล้องคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ”
โดยนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ได้ลุกขึ้นชี้แจงเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามที่มีสมาชิกรัฐสภาสอบถามว่าหากมีการแก้หมวด 1 หมวด 2 จะทำอย่างไร โดยระบุว่า นโยบายรัฐบาลเขียนไว้ชัดว่า รัฐบาลนี้จะสนับสนุนการจัดทำประชามติ และการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยรับฟังเสียงประชาชนสร้างการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วนให้สอดคล้องคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อธำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การจัดทำรัฐธรรมนูญนั้น ไม่ได้ใช้คำว่าจัดทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ รัฐบาลไม่ต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ แต่สนับสนุนให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นไปตามนโยบายที่แถลงไว้
นายบวรศักดิ์ระบุต่อว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น เป็นขั้นตอนแรก ส่วนขั้นตอนที่สอง เมื่อประชาชนลงประชามติเห็นชอบกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเมื่อประชาชนเห็นชอบกับหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งรัฐสภาจัดทำเสร็จ เป็นร่างรัฐธรรมนูญประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่เพิ่มหมวด 15/1 ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ขั้นที่หนึ่งที่รัฐสภาแห่งนี้ต้องพิจารณา จึงเป็นเรื่องวิธีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่าจะให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างไร โดยไม่ขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
นายบวรศักดิ์ระบุอีกว่า ถ้าผ่านแล้วจึงจะทำขั้นตอนที่สองคือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) หรือใครก็ตามที่เป็นคนเขียน ตรงนั้นจึงจะดูว่าแตะหมวด 1 หมวด 2 หรือไม่ แต่เชื่อว่าสองพรรคใหญ่จะไม่แตะหมวด 1 หมวด 2 เพราะหากแตะจะมีปัญหาทันทีว่าจะขัดรัฐธรรมนูญปัจจุบันหรือไม่ เพราะมาตรา 255 ระบุว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ จะกระทำมิได้
นายบวรศักดิ์ระบุด้วยว่า เพราะฉะนั้น จึงชัดเจนในตัวว่าประชามติที่รัฐบาลนี้จะทำในวันเดียวกับวันเลือกตั้ง ส.ส. จะเป็นการลงประชามติ 2 เรื่องเท่านั้น คือ 1. ประชาชนจะเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และ 2.ประชาชนจะเห็นชอบกับวิธีการเนื้อหาสาระที่รัฐสภาทำร่างรัฐธรรมนูญมาแล้ว ตามมาตรา 256 อนุมาตรา 1-6 หรือไม่ แต่จะไม่มีการลงไปถึงเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ส่วนการทำประชามติว่าจะยกเลิก MOU ไทย-กัมพูชาหรือไม่ การทำประชามติแต่ละครั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) บอกต้องใช้เงิน 6,000 ล้านบาท รัฐบาลจึงจะจัดทำประชามมติพร้อมกับการเลือกตั้ง ส.ส.หลังการยุบสภา
“ดังนั้น การเลือกตั้ง ส.ส.ที่จะเกิดขึ้นหลังจากยุบสภา ประชาชนจะได้บัตร 4 ใบ คือ 1. บัตรเลือก ส.ส.แบบแบ่งเขต 2. บัตรเลือก ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 3. บัตรการลงประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญ และ 4. บัตรที่จะสอบถามประชาชนว่าจะให้ยกเลิก MOU ไทย-กัมพูชาหรือไม่” นายบวรศักดิ์ระบุ
นายบวรศักดิ์อธิบายเพิ่มเติมถึงแนวทางการทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งประชาชนอาจได้บัตรพร้อมกัน 4 ใบว่า รัฐบาลทำคนเดียวไม่ได้ รัฐบาลต้องปรึกษากับ กกต. เพราะตามกฎหมาย เป็นอำนาจหน้าที่ของ กกต. โดยเฉพาะพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ และเนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญรวมอยู่ด้วย รัฐบาลต้องปรึกษาพรรคประชาชน (ปชน.) พรรคเพื่อไทย (พท.) พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และพรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงสมาชิกวุฒิสภา
นายบวรศักดิ์ย้ำว่า ทั้งหมดคือความตั้งใจของรัฐบาล และรัฐบาลก็ต้องปรึกษากับพรรคการเมือง รวมถึงสมาชิกวุฒิสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ กกต. ให้ประชาชนคนไทย ซึ่งคิดว่าฉลาดมากจะไม่สับสนกับบัตร 4 ใบ เพราะจำไม่ยาก
ขณะที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า “31 มกรายุบสภา ปลายมีนากาบัตร 4 ใบ ลืมอะไรไปบ้างหรือเปล่า” สิ่งที่ได้จากการแถลงนโยบายของรัฐบาลอนุทิน ในวันที่ 29 กันยายน 2568 คือความชัดเจนเกี่ยวกับกำหนดการการเมืองสำคัญ ทั้งการเลือกตั้ง การทำประชามติรัฐธรรมนูญ และการทำประชามติเรื่องยกเลิก MOU43-44 เมื่อ 3 เรื่องจะเกิดขึ้นในวันเลือกตั้งวันเดียวกัน ประชาชนจะได้บัตร 4 ใบ คือ บัตรเลือก ส.ส.เขต บัตรเลือก ส.ส.บัญชีรายชื่อ บัตรประชามติรัฐธรรมนูญ และบัตรประชามติ MOU
นายสมชัยระบุต่อว่า แค่กำหนดวันและสิ่งที่ประชาชนต้องทำยังไม่พอ แต่มีหลายประเด็นที่ผู้เป็นรัฐบาลและ กกต.ต้องคิดแก้ไขและเตรียมการก่อนถึงกำหนดดังกล่าว
1. แก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา ในมาตรา 90 ให้ทันก่อนยุบสภา ไม่เช่นนั้นบัตร ส.ส.เขต ก็ยังจะเป็นคนละเบอร์กับบัตรบัญชีรายชื่อ สร้างความยุ่งยากสับสนแก่ทั้งผู้สมัคร พรรคการเมือง และ กกต.
2. ครม.ต้องมีมติให้มีการทำประชามติก่อนวันออกเสียง ไม่น้อยกว่า 90 วัน ไม่เกิน 120 วัน ตามกฎหมายประชามติ หมายความว่า คำถามประชามติและกระบวนการแก้มาตรา 152 วิธีการแก้รัฐธรรมนูญ ต้องเสร็จสิ้นก่อนสิ้นปี 2568 หรืออีก 3 เดือนข้างหน้า
3. ก่อนวันประชามติ ต้องมีกระบวนการให้ความรู้เกี่ยวกับสาระของประเด็นประชามติ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นวิธีการและสาระสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รายละเอียดของ MOU43 และ MOU44 และเปิดโอกาสให้ทั้งฝ่ายเห็นด้วยและเห็นต่างได้มีโอกาสรณรงค์อย่างเต็มที่
“และ 4. นาฬิกานับถอยหลังกำลังเดินไปเรื่อยๆ เป็นหน้าที่ของรัฐบาลและ กกต. ต้องทำปฏิทินงานเพื่อความสำเร็จ” นายสมชัยระบุ
อย่างไรก็ดี หากอนาคตการเลือกตั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในปี 2569 ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องเดินเข้าคูหา พร้อมกับบัตรเลือกตั้ง จำนวน 4 ใบ นับว่าเป็นเรื่องใหม่มากสำหรับคนไทย ซึ่งมีการวิเคราะห์กันไปว่าเรื่องนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย
ฉะนั้น โจทย์สำคัญของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำเป็นต้องรณรงค์และสร้างความเข้าใจกับประชาชนให้มากที่สุด เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ประสบความเร็จและตอบโจทย์เรื่องการประหยัดงบประมาณ แต่ไม่ใช่เป็นการโยนภาระให้ประชาชน
เพราะสุดท้ายคำตอบนอกจากจะไม่ได้ประสิทธิภาพแล้ว บัตรเสียก็อาจจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นก็ได้
