สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน
ผลการศึกษาด้านความพร้อมการเดินทางในเมืองหรือยูเอ็มอาร์ (Urban Mobility Readiness) ใน 70 เมืองทั่วโลก ระหว่างบริษัท โอลิเวอร์ไวมาน กับมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเบิร์กลีย์ สหรัฐอเมริกา เมื่อปีที่แล้ว จัดอันดับให้กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ อยู่อันดับที่ 11 ตามดัชนียูเอ็มอาร์
โดยให้เหตุผลว่าเมืองหลวงของฟินแลนด์มีแผนปฏิบัติการมุ่งความเป็นเมืองที่มีระบบขนส่งมวลชนอย่างยั่งยืน และในอีก 5 ปีข้างหน้าจะเข้าถึงความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon neutrality) อย่างชัดเจน
“เฮลซิงกิ” กำหนดเป้าหมายความเป็นทางกลางทางคาร์บอนมาไม่น้อยกว่า 8 ปี มีแผนปฏิบัติการที่เรียกว่า The Carbon-neutral Helsinki 2035 Action Plan รณรงค์ให้ชาวเมืองช่วยกันลดการปล่อยก๊าซพิษซึ่งเป็นตัวการทำให้เกิดภาวะโลกเดือด ตามแผนปฏิบัติการดังกล่าวซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี 2561มุ่งมั่นให้กรุงเฮลซิงกิลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้อย่างน้อย 80เปอร์เซ็นต์
ถ้าเฮลซิงกิทำได้อย่างที่คุยและเมืองอื่นๆ ทั่วโลกที่มีแผนปฏิบัติการลดก๊าซพิษรวมทั้งกรุงเทพมหานคร ทำได้เหมือนๆ กัน เชื่อได้ว่าโลกใบนี้จะน่าอยู่ขึ้น ผู้คนจะมีความสุขมากกว่าเดิม
สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนอย่างสุดขั้วที่เรากำลังเผชิญทั้งร้อนสุดสุด แล้งสุดสุด ฝนตกหนักสุดสุด พายุรุนแรงบ้าคลั่งจะลดลงอย่างมีนัยยะ
ในแผนปฏิบัติการดังกล่าว ผู้บริหารเฮลซิงกิกำหนดพื้นที่ปลอดรถยนต์หรือคาร์ฟรีโซน ให้คนในพื้นที่สูดอากาศสะอาด มีโครงสร้างพื้นฐานทั้งทางเท้า เลนจักรยาน นักปั่นและคนเดินเท้าใช้โครงสร้างนี้ได้อย่างปลอดภัย รวดเร็วและสะดวก มีโครงข่ายขนส่งมวลชนเชื่อมต่อเข้าถึงชุมชน

ประชากรในกรุงเฮลซิงกิมีอยู่ราว 700,000 คน ในจำนวนนี้เกือบ 50 เปอร์เซ็นต์นิยมใช้ระบบขนส่งมวลชนทั้งทางราง เดินเท้า และปั่นจักรยาน
โดยเฉพาะทางจักรยาน และทางเท้า ผู้บริหารเมืองให้ความสำคัญมาก อย่างเช่น โครงการพัฒนาเขตท่าเรือเก่า “คาลาซาตามา” (Kalasatama district) จัดงบประมาณก่อสร้างทางด่วนจักรยาน (cycle superhighways) ปรับปรุงก่อสร้างทางเท้าให้เดินสะดวก และสร้างโครงข่ายรถรางใหม่ 4.5 กิโลเมตร เชื่อมระหว่างชุมชนแนวชายฝั่งระหว่างคาลาซาตามากับเขตพาซิลา
ระดับความปลอดภัยของคนเดินเท้าและนักปั่นจักรยานอยู่ในระดับสุดยอดก็ว่าได้ สถิติอุบัติเหตุบนทางเท้าและทางจักรยาน เมื่อปี 6 ปีก่อน เป็น “ศูนย์” คือไร้อุบัติเหตุ ไม่มีคนเจ็บหรือเสียชีวิตเพราะเดินเท้าหรือปั่นจักรยานเลย
ผู้บริหารเฮลซิงกิยังตั้งเป้าจะลดอุบัติเหตุทางรถยนต์ให้เป็นศูนย์ โดยลงทุนปรับปรุงถนนใหม่ให้คนขับใช้ถนนอย่างปลอดภัย ปรับปรุงกฎหมายกำหนดความเร็วรถยนต์ ใช้มาตรการปรับลงโทษผู้ฝ่าฝืน ใครมีรายได้สูง เงินเดือนแพงๆ แต่ละเมิดกฎหมายขับรถเร็วเกินกำหนด ต้องเสียค่าปรับสูงขึ้นแพงขึ้น
ผิดกับบ้านเรา เกิดอุบัติเหตุซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับคนเดินข้ามถนน บางคนเสียชีวิตเพราะมอเตอร์ไซค์ซิ่งชนขณะข้ามทางม้าลาย นักปั่นจักรยานหลายคนโดนรถชนอย่างอนาถ บ้างก็มาจากอุบัติเหตุด้วยความไร้สำนึกสาธารณะของนักซิ่งมอเตอร์ไซค์บนทางเท้าหรือคนขับรถย้อนศร
ส่วนอุบัติเหตุทางรถยนต์ไม่ต้องพูดถึง แทบทุกเทศกาล ไม่ว่าจะฉลองปีใหม่ เทศกาลตรุษจีน หรือสงกรานต์ จะต้องมีผู้คนสังเวยบนถนนตายเป็นเบือติดสถิติโลก อันดับต้นๆ

กลับมาว่ากันต่อเรื่องดัชนียูเอ็มอาร์ อันดับต่อไป อันดับที่ 12 เป็นของกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ได้รับการยกย่องว่าเป็นเมืองที่มีระบบขนส่งมวลชนดีที่สุดในโลกใน 20 อันดับแรก
เหตุผลเพราะผู้บริหารเมืองหลวงของเกาหลีใต้มองการณ์ไกลในเรื่องการขนส่งสาธารณะมานานแล้ว อีกทั้งยังใช้เทคโนโลยีมาเชื่อมต่อให้ระบบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งรวดเร็ว ลดเวลา ประหยัดพลังงาน และลดปริมาณการปล่อยควันพิษสู่ชั้นบรรยากาศโลกให้น้อยลง
กรุงโซลมีระบบขนส่งทางรางทั้งรถไฟฟ้าใต้ดิน รถไฟฟ้ารางเบา 11 สาย มีคนใช้บริการ 8 ล้านคนต่อวัน มีรถไฟเชื่อมเมืองทั้งเป็นรถไฟความเร็วสูง และรถด่วน
จุดเด่นของระบบขนส่งมวลชนในกรุงโซลที่ทำให้ดัชนียูเอ็มอาร์ติดอันดับ 12 ได้แก่ การใช้ระบบตั๋วร่วมในราคาถูกเพื่อสนับสนุนให้ชาวเมืองหันมาใช้บริการให้มากขึ้น แทนที่จะขับรถยนต์ ก็หันมาใช้ตั๋วร่วมที่เรียกว่า ไคลเมต คาร์ด (Climate Card)
ไคลเมต คาร์ด ใช้ได้ทั้งรถเมล์ รถไฟใต้ดิน รถจักรยานสาธารณะ ในราคาเพียง 65,000 วอนต่อเดือน (1,500 บาท)
แผนพัฒนาเมืองที่ผู้บริหารกรุงโซลวางไว้ตั้งแต่ปี 2524 เน้นเป้าหมายในให้กรุงโซลพัฒนาอย่างยั่งยืน มีสิ่งแวดล้อมดี ปรับปรุงคุณภาพชีวิต ในแผนนั้นมีการยกระดับการขนส่งมวลชนให้มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว เช่น เพิ่มโครงข่ายรถไฟความเร็วสูง เปิดบริการรถเมล์วิ่งกลางคืน
รถไฟความเร็วสูงของเกาหลีใต้ รุ่น KTX-Cheongryong เปิดบริการเมื่อปีที่แล้ว มีความเร็วสูงสุด 320 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ช่วยลดเวลาการเดินทางระหว่างเมืองได้มาก และประหยัดทั้งค่าใช้จ่าย ประหยัดพลังงานอีกด้วย ตามเป้าหมายรัฐบาลเกาหลีใต้สนับสนุนให้ใช้รถไฟที่เรียกว่า EMU (electric multiple unit) ใช้ไฟฟ้าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทดแทนรถไฟดีเซล เพื่อบรรลุเป้าหมายให้ก๊าซพิษเป็นศูนย์ภายในปี 2593
รัฐบาลยังเชิญชวนมหาวิทยาลัยส่งผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ มาวิจัยพัฒนา นำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้เพื่อสร้างกรุงโซลให้เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและการขนส่งมวลชน ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเดือนกรกฎาคม 2566 มหาวิทยาลัยแห่งชาติกรุงโซล จับมือกับผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของเกาหลีใต้ ตั้งสถาบันวิจัยแห่งใหม่เพื่อศึกษาพัฒนารถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าและแบตเตอรี่ของรถอีวี
ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2565 รัฐบาลเกาหลีใต้วางนโยบายพัฒนารถอีวีในระยะ 5 ปีข้างหน้า เป้าหมายจะให้รถอีวีวิ่งบนถนนเป็นสัดส่วน 10 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณรถทั้งหมด และรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ รถบรรทุกที่จะจดทะเบียนใหม่ในปี 2569 เป็นรถที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า
รัฐบาลยังมีนโยบายสนับสนุนโครงการจัดซื้อรถอีวีเพื่อสร้างแรงจูงใจให้คนหันมาใช้รถไฟฟ้าแทนรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในรุ่นเก่าๆ ที่ปล่อยก๊าซพิษ
นอกจากนี้ ผู้บริหารกรุงโซลยังกำหนดเขตปลอดรถยนต์ สร้างทางเท้าและทางจักรยานให้มากขึ้น มีสถานีจอดรถจักรยาน ติดตั้งอุปกรณ์สูบลม เพื่อเพิ่มจำนวนผู้ใช้จักรยาน และคนเดินเท้าแทนการใช้รถยนต์

อันดับ 13 กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก จุดแข็งของเมืองหลวงแห่งเดนมาร์กคือระบบการขนส่งมวลชนยอดเยี่ยมที่สุดในโลก และโครงข่ายทางจักรยานที่โดดเด่น
ระบบขนส่งมวลชนของโคเปนเฮเกนที่เข้าถึงง่ายและสะดวกสบายมาก รถไฟฟ้าบริการวิ่งรับส่งผู้โดยสารทุกสัปดาห์ 24 ชั่วโมง รถเมล์มีหลายแบบให้เลือกวิ่ง บางสายวิ่งทั้งวันทั้งคืนเชื่อมระหว่างเมือง
ส่วนรถไฟที่เรียกว่า S-train วิ่งระหว่างกรุงโคเปนเฮเกนกับชุมชนรอบนอก บางสายรถออกทุกๆ 5 นาที บางสายทุก 10 นาที และ 20 นาที วันศุกร์วันเสาร์รถไฟวิ่งตลอดคืน
โครงข่ายทางจักรยานของโคเปนเฮเกนถือว่ามีความสำคัญอย่างมากในระบบการเดินทางภายในเมืองหรือยูเอ็มอาร์ ทางจักรยานในเมืองนี้ได้รับการออกแบบให้นักปั่นใช้ได้สะดวกรวดเร็ว ปลอดภัยเข้าถึงได้ง่าย
ชาวโคเปนเฮเกนราว 1,500,000 คน มีจำนวน 62 เปอร์เซ็นต์ ใช้จักรยานไปทำงาน โรงเรียน คิดถัวเฉลี่ยรวมแล้ววันละ 1.2 ล้านกิโลเมตร
การวางแผนพัฒนาเส้นทางจักรยานในโคเปนเฮเกนเริ่มเอาจริงเอาจังตั้งแต่ปี 2539 โดยระดมผู้เชี่ยวชาญด้านการจราจร กลุ่มนักปั่นสองล้อและนักวิชาการมาช่วยกันคิดสร้างทางจักรยานที่ให้ความสะดวกปลอดภัยสูง ปั่นได้เร็ว เชื่อมต่อกับจุดหมายสำคัญๆ ในระยะเวลาอันสั้น นำสถิติจุดที่เกิดอุบัติเหตุบ่อย สำรวจเส้นทางที่นักปั่นนิยมชมชอบ มาวิเคราะห์ประมวลผล นำไปสู่แนวคิดที่เรียกว่า “เส้นทางจักรยานสีเขียว” (green bicycle routes)
เส้นทางจักรยานสีเขียวในโคเปนเฮเกน หมายถึง การวางเส้นทางใหัเชื่อมระหว่างสวนสาธารณะ ถนนสวยๆ เงียบๆ พื้นที่เปิดกว้าง มีพิพิธภัณฑ์ สถานที่ท่องเที่ยว
เมื่อปี 2543 เส้นทางจักรยานสีเขียวในโคเปนเฮเกนมีทั้งหมด 22 สาย ระยะทาง 110 กิโลเมตร ใช้งบประมาณราว 500 ล้านโครเนอร์เดนมาร์ก (ราว 2,500 ล้านบาท) ทางผู้บริหารโคเปนเฮเกน ยังมีแผนพัฒนาเส้นทางจักรยานอย่างต่อเนื่อง ในปี 2552 ได้ร่วมกับ 15 เขตเมืองรอบนอก ใช้เงินกว่า 134 ล้านยูโร (5,000 ล้านบาท) พัฒนาโครงสร้างทางจักรยาน ปีถัดมา อนุมัติอีก 4 แสนยูโร สร้างซูเปอร์ไฮเวย์ทางจักรยาน
ปัจจุบัน แผนพัฒนาเส้นทางจักรยานของโคเปนเฮเกนและรัฐบาลเดนมาร์กไปไกลมาก มีเส้นทางจักรยานระดับซูเปอร์ไฮเวย์เชื่อมต่อกับเมืองย่อยๆ รอบ 27เขต ภายใน 5 ปีข้างหน้าจะมีซูเปอร์ไฮเวย์สำหรับจักรยาน 680 กิโลเมตร และเมื่อถึงปี 2588 โคเปนเฮเกนจะมีทางจักรยานระดับซูเปอร์ไฮเวย์ทั้งหมด 750 กิโลเมตร
ผู้บริหารโคเปนเฮเกนยังนำเทคโนโลยีอัจฉริยะใหม่ๆ มาให้บริการกับนักปั่นจักรยาน เช่น การส่งแมสเสจแจ้งเตือนนักปั่น ใช้เอไอควบคุมระบบการจราจรไฟสัญญาณจักรยาน
เราจะเห็นได้ว่า ในเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลกที่ติดอันดับต้นๆ ของดัชนียูเอ็มอาร์ ให้ความสำคัญกับทางจักรยานอย่างมาก เพราะผู้บริหารเมืองเห็นว่า จักรยานคือยานพาหนะที่ดีที่สุดสำหรับการเดินทางภายในเมือง ไม่เพียงจะให้ประโยชน์ด้านสุขภาพ ทำให้นักปั่นแข็งแรง หากยังช่วยลดปัญหาการปล่อยก๊าซพิษ ลดปัญหามลพิษทางเสียง และลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน
ในบ้านเรา นโยบายการสร้างทางจักรยานเพื่อการเดินทางภายในเมืองแทบไม่มีเลย หรือถ้ามีก็เป็นโครงการก่อสร้างทางจักรยานเพื่อการท่องเที่ยว และใช้งบประมาณของรัฐจำนวนจิ๊บจ๊อยมาก
กทม.ดูเหมือนว่าจะให้ความสำคัญกับการเส้นทางจักรยานมากที่สุด มีนโยบายพัฒนาเส้นทางจักรยานค่อนข้างชัดเจน แต่ถึงกระนั้น เส้นทางจักรยานหลายเส้นทางไม่ได้เชื่อมต่ออย่างเป็นระบบ นักปั่นยังต้องยกจักรยานขึ้นสะพานเพื่อข้ามไปอีกฝั่ง หรือต้องปั่นลงข้างทางเนื่องจากมีร้านค้าวางสิ่งของกีดขวาง บางจุดเป็นทางจักรยานที่ชำรุดทั้งที่เพิ่งสร้างไม่กี่ปี
นี่จึงกล่าวได้ว่า ระบบขนส่งมวลชนของบ้านเราต่ำชั้นมากเมื่อเทียบกับเมืองใหญ่ๆ ของโลกที่มุ่งหวังสร้างเมืองให้เป็นเมืองที่ผู้คนอยู่อย่างมีความสุข ความสะดวกปลอดภัยและมีสิ่งแวดล้อมที่ดี ฉบับหน้าค่อยมาว่ากันต่อ

เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
