ทะลุกรอบ | ป๋วย อุ่นใจ
ความลับของเซนเทนาเรียน (1)
: กำเนิดของบลูโซนแห่งใหม่
อยากมีอายุเกิน 100 ปีมั้ยครับ?
และต้องเป็น 100 ปีแบบมีคุณภาพนะ ไม่ใช่ 100 ปีแบบติดเตียง …
ความใฝ่ฝันนี้ไม่ใช่เรื่องเพ้อเจ้อ หากแต่เป็นแรงบันดาลใจของใครหลายๆ คน … รวมถึง ลูก้า เดียนา (Luca Deiana) ศาสตราจารย์ด้านชีวเคมีจากมหาวิทยาลัยซัสซารี (University of Sassari) ในประเทศอิตาลีด้วย
สำหรับลูก้า และเหล่านักวิจัยการแพทย์อีกมากมายที่สนใจในด้านศาสตร์แห่งความชราวัย (Aging) อเล็กซานเดอร์ ลีฟ (Alexander Leaf) อายุรแพทย์โรคไตจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard Medical School) เป็นเหมือนต้นแบบและแรงบันดาลใจ
บทความ “ปฏิบัติการตามหามนุษย์ที่ชราที่สุดในโลก” (Search for the oldest people) ของเขาที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร เนชันแนลจีโอกราฟิก เมื่อปี 1973 นั้นกลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้หลายคน (รวมทั้งลูก้าด้วย) อยากออกเดินทางตามหาดินแดนที่มนุษย์มีอายุยืนยาวอย่างน่าทึ่ง
ในบทความ อเล็กซานเดอร์ไม่ได้แค่เพียงเล่าเรื่องราวในการค้นหาของเขา แต่เขาเปิดเผยรายชื่อของ “พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งการอยู่ยั่งยืนยง” เอาไว้ด้วย
อย่างเช่น ในเขตปกครองตนเอง อับคาเซีย (Abkhazia) ในแถบเทือกเขาคอเคซัส ในหุบเขาฮุนซา (Hunza) ในทางตอนเหนือของปากีสถาน
และในแถบหุบเขาวิลคาบัมบา (Vilcabamba) ในเอกวาดอร์ พื้นที่เหล่านี้มีผู้คนที่อายุเกินร้อยปี (Centenarian) มากกว่าที่อื่นๆ อย่างชัดเจน
จนทำให้นักวิชาการมากมายเริ่มตื่นตัวด้วยความหวังที่ว่าในพื้นที่เหล่านี้อาจมี “ปริศนา” บางอย่างซ่อนอยู่
และถ้าเราสามารถถอดรหัสและไขปริศนาแห่งวิถีชีวิตของผู้คนเหล่านี้ได้ บางทีเราก็อาจได้เจอกับ น้ำอมฤทธิ์แห่งความอมตะ หรืออาจจะเป็น น้ำพุแห่งความเยาว์วัย ที่ทำให้มนุษย์อายุยืนยาวเกินร้อยปีแบบมีคุณภาพก็เป็นได้

เกาะซาร์ดิเนีย (Sardinia) ประเทศอิตาลี
หลายพื้นที่เริ่มเป็นสนามเด็กเล่นของนักวิจัย …โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิลคาบัมบา หุบเขาเล็กๆ ทางใต้ของเอกวาดอร์ ที่ในตอนนั้นได้รับการขนานนามจนติดปากว่า “Valley of Longevity” หรือหุบเขาแห่งการมีอายุยืน ได้กลายเป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงขจรขจาย และได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม
แต่แล้ว…สองนักวิจัยอเมริกัน ริชาร์ด มาเซสส์ (Richard Mazess) จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน (University of Wisconsin Madison) และ ซิลเวีย ฟอร์แมน (Sylvia Forman) จากมหาวิทยาลัยแมสซาชูเซตส์-แอมเฮิร์สต์ (University of Massachusetts Amherst) ตัดสินใจ “รื้อแฟ้ม” ตำนานแห่งความอายุยืนมาตรวจสอบดูอีกที
แทนที่จะหลงไปกับภาพฝันของคนแก่ร้อยยี่สิบปีที่ยังเดินไต่เขาได้ พวกเขาเลือกที่จะตามล่าหาหลักฐาน ไล่ตรวจเอกสาร เก็บข้อมูลใหม่ ย้อนเช็กทะเบียนเกิดและตาย และสัมภาษณ์ผู้คนในครอบครัวอย่างละเอียด
และผลที่ได้ คือ สิ่งที่โลกไม่อยากได้ยิน ที่อ้างว่าหลายคนมีอายุเกินร้อย กลับไม่เคยมีหลักฐานใดๆ มายืนยัน
หลายกรณีอายุถูกบันทึกเกินจริงจากการเล่าต่อแบบปากต่อปากกันแบบผิดๆ
และบางครอบครัวก็สับสนประวัติครอบครัวตัวเองจนบันทึกตัวเลขอายุของผู้คนในบ้านผิดเพี้ยนไปอาจจะเป็นสิบๆ ปี
และหลังจากที่ขุดคุ้ยอยู่พักใหญ่ พวกเขาก็มั่นใจว่าตำนานแห่งการมีอายุยืนยาวที่น่าอัศจรรย์ของชาวบ้านในวิลคาบัมบาอาจเป็นเพียง “การประเมินที่ผิดพลาด”
และเมื่อบทความของริชาร์ดและซิลเวียตีพิมพ์ ความเชื่อเรื่อง “หุบเขาแห่งการมีอายุยืน” ก็สั่นคลอน

สําหรับลูก้า นี่คือโอกาส
เธออาศัยอยู่บนเกาะซาร์ดิเนีย เกาะใหญ่ที่ทอดตัวอยู่เคียงข้างแผ่นดินอิตาลีอันมีรูปร่างคล้ายรองเท้าบู๊ต ลูก้าพบว่าบนเกาะบ้านเกิดของเธอเองก็มีผู้เฒ่าผู้แก่ที่มีอายุยืนยาวอยู่ไม่น้อย
และเมื่อเธอลองเปรียบเทียบกับพื้นที่อื่นๆ ที่เคยไปสัมผัสมาก่อน ก็ยิ่งเห็นเด่นชัดว่า ดินแดนที่เธออยู่นั้น หากพิจารณาอย่างจริงจังแล้ว ก็นับได้ว่าเป็นหนึ่งใน “พื้นที่พิเศษแห่งการมีอายุยืนยาว” ของโลกเช่นกัน
ลูก้าตัดสินใจระดมกำลังเพื่อนพ้องนักวิจัยระดับหัวกะทิ อย่าง มิเชล ปูลแล็ง (Michel Poulain) และ จานนี เปส (Gianni Pes) เพื่อทำงานสานต่องานวิจัยที่อเล็กซานเดอร์เคยวางไว้
เธอตั้งชื่อโครงการนี้ว่า “อาเคอา (AKEA)” ซึ่งมาจากคำอวยพรภาษาถิ่นซาร์ดิเนียว่า “A Kent’Annos” ที่แปลตรงตัวได้ว่า “ขอให้มีชีวิตถึงร้อยปี”
ภายใต้โครงการนี้ ลูก้าและทีมได้เริ่มสำรวจทุกอย่างอย่างเป็นระบบ มีการตรวจสอบและยืนยันอายุของเหล่าเซนเทนาเรียน (Centenarians) หรือผู้ที่มีอายุยืนยาวเกินร้อยปีอย่างชัดเจน เพื่อยืนยันว่าจะไม่มีเรื่องเล่าที่ผิดเพี้ยนและทะเบียนที่ผิดพลาด
พวกเขาศึกษาวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ และอาหารการกินของผู้ฒ่าแต่ละคนอย่างละเอียด
พร้อมทั้งเก็บตัวอย่างเลือดและสารพันธุกรรม เพื่อเอาไปค้นหาปัจจัยทางพันธุกรรมและชีวเคมีที่อาจซ่อนคำตอบของ “ปริศนาแห่งการมีชีวิตที่ยืนยาว” ของชาวซาร์ดิเนีย
และในโครงการนี้เอง เราก็ได้เห็นข่าวดี พวกเขายืนยันว่า พื้นที่แห่งการมีอายุยืนยาวที่มีผู้เฒ่าระดับเซนเทนาเรียนอาศัยอยู่กันเยอะแยะนั้นมีอยู่จริงๆ อย่างน้อยก็ในในซาร์ดิเนีย
และเมื่อเจอพื้นที่พวกนี้ พวกเขาก็จะวงพื้นที่ตรงนั้นบนแผนที่ด้วยปากกาสีน้ำงิน (blue)
และเรียกพื้นที่ในบริเวณนั้นว่า “บลูโซน (Blue Zone)”
ต่อมาในปี 2005 ข้อมูลของโครงการอาเคอา ก็ถูกนำไปใช้โดยแดน บูเอตต์เนอร์ (Dan Buettner) และทีมเนชันแนลจีโอกราฟิก ในการสร้างภาพลักษณ์ Blue Zone ในระดับโลก
แดนเชื่อว่า “สิ่งแวดล้อม และไลฟ์สไตล์ต่างหากที่จะกำหนดว่าคนจะมีอายุยืนหรือไม่…”
“จากข้อมูลการศึกษาคู่แฝดชาวเดนิสจำนวน 2,872 คู่ที่เกิดในปี 1870-1900 (โดยทีมวิจัยของเจมส์ วาอูเพล (James Vaupel) จากมหาวิทยาลัยโอเดนเซ (Odense University) ประเทศเดนมาร์ก) พบว่าพันธุกรรมมีผลแค่ 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ต่อการมีอายุที่ยืนยาว ที่เหลืออีก 80 เปอร์เซ็นต์ มาจากไลฟ์สไตล์ พฤติกรรม อาหารการกิน และสิ่งแวดล้อม” แดนกล่าว
เขาเริ่มค้นหาและระบุท้องที่ที่มีเซนเทนาเรียนเยอะจนถือว่าเป็นเขต “บลูโซน” ได้ และในตอนนี้ก็พบแล้ว 6 แห่ง ได้แก่ เกาะซาร์ดิเนีย ประเทศอิตาลี (Sardinia, Italy) เกาะอีคาเรีย ประเทศกรีซ (Ikaria, Greece) เกาะโอกินาวะ ประเทศญี่ปุ่น (Okinawa, Japan) แหลมนิโคยา ประเทศคอสตาริกา (Nicoya Peninsula, Costa Rica) เมืองโลมา ลินดา มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา (Loma Linda, California, USA) และประเทศสิงคโปร์ (Singapore)
ที่น่าสนใจที่สุด คือ แห่งที่ 6 ซึ่งก็คือ “สิงคโปร์”
ทําไมน่ะหรือ?
ก็เพราะว่าในอดีต อายุขัยเฉลี่ยของชาวสิงคโปร์เคยต่ำมาก เด็กที่เกิดก่อนทศวรรษ 1960 มีโอกาสมีชีวิตอยู่เพียงราว 65 ปีเท่านั้น
ทว่า เมื่อเวลาผ่านไปไม่กี่ทศวรรษ ตัวเลขนี้กลับพุ่งทะยานขึ้นอย่างก้าวกระโดด
จนปัจจุบันสิงคโปร์แทบจะติดอันดับต้นๆ ของโลกในแง่อายุขัยเฉลี่ยของประชากร
ตามข้อมูลจาก The World Factbook ของ CIA ปัจจุบันสิงคโปร์มีอายุขัยเฉลี่ย 86.7 ปี เป็นรองเพียงโมนาโกซึ่งครองอันดับหนึ่งที่ 89.8 ปี (ประเทศไทยอยู่ที่อันดับ 81 โดยมีอายุขัยเฉลี่ย 78.2 ปี เท่านั้น)
และที่สำคัญ ในเวลาเพียงแค่หนึ่งทศวรรษ (ระหว่างปี 2010-2020) จำนวนเซนเทนาเรียน หรือผู้คนที่มีอายุเกินร้อยปีในสิงคโปร์นั้นพุ่งพรวดขึ้นเกือบเท่าตัว
จนทำให้ประเทศเล็กๆ แห่งนี้ก้าวขึ้นสู่ทำเนียบบลูโซน ลำดับที่หกของโลก
และที่น่าสนใจก็คือ นี่ไม่ใช่บลูโซนที่อาศัยทำเลที่ตั้ง วิถีดั้งเดิม หรือโชคชะตา
หากแต่เป็น “บลูโซนที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง” จนบางคนเรียกขานว่า “บลูโซน 2.0”
ความลับของสิงคโปร์อยู่ที่การที่รัฐยอมหันหน้าเข้าหาประชาชนและทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง เลือกเดินบนเส้นทางของนโยบายที่เน้นความเป็นอยู่ที่ดีและยั่งยืน ผลักดันให้สุขภาวะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
ตั้งแต่การกำหนดเขตห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ
การขึ้นภาษีบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
การบังคับติดฉลากโภชนาการบนอาหาร ลดน้ำตาลและเกลือในเมนู
ไปจนถึงการสร้างระบบสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพสูง
แต่ความยืนยาวของชีวิตไม่ได้หยุดอยู่แค่โรงพยาบาล หากยังฝังรากอยู่ในวิถีชีวิตเมือง นโยบายขนส่งสาธารณะที่สะดวกและครอบคลุมช่วยลดการใช้รถส่วนตัว
การเพิ่มพื้นที่สีเขียว และการปลูกฝังวัฒนธรรม “เมืองสะอาด เมืองสวย”
ล้วนทำให้ผู้คนรู้สึกปลอดภัย มั่นใจ และอยากออกมาเดิน ออกกำลังกาย ใช้ชีวิตกลางแจ้ง จนสุขภาพดีขึ้น และอายุขัยยืนยาวขึ้นจริง
การที่เกาะเล็กๆ แห่งนี้ได้รับการยกให้เป็นบลูโซนลำดับที่หกของโลก และยังถูกขนานนามว่า “บลูโซน 2.0” คือเครื่องพิสูจน์ร่วมสมัยว่า การเมืองที่จริงใจ การวางนโยบายที่รอบคอบ และการออกแบบสังคมที่คิดถึงคนทุกคน สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ -ไม่ต้องใช้ป้ายโฆษณาหรือคำสัญญาใดๆ มีเพียง นโยบายที่ดี นโยบายที่ทำเพื่อชีวิตของผู้คนอย่างแท้จริงเท่านั้น ที่เพียงพอจะเปลี่ยนสังคมทั้งสังคมให้ยืนยาวและงดงามขึ้นได้
การที่เกาะเล็กๆ แห่งนี้ได้กลายเป็นบลูโซนลำดับที่หกของโลก และยังถูกยกให้เป็น “บลูโซน 2.0” ถือเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นได้ชัดว่าไม่ต้องใช้ป้ายโฆษณาหรือคำสัญญาใดๆ มีเพียง การเมืองจริงใจ การวางนโยบายที่รอบคอบ และการออกแบบสังคมที่คิดถึงคนทุกคน สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้
แค่นโยบายที่ดี ที่ออกแบบมาให้ประชาชน เพื่อประชาชน และไปถึงประชาชนอย่างแท้จริง ก็เพียงพอแล้วที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้คนทั้งสังคมได้อย่างมหาศาล
