bg-single

‘นัยการเมืองของความโกรธ’

15.10.2025

การเมืองวัฒนธรรม | เกษียร เตชะพีระ

‘นัยการเมืองของความโกรธ’

คอลัมน์ของดีมีอยู่ ของคุณปราปต์ บุนปาน หัวข้อ “‘ความโกรธ’ ของ ‘คนไทย'” ในมติชนสุดสัปดาห์ฉบับ 19-25 กันยายนนี้ (https://www.matichon.co.th/weekly/featured/article_860300) มีเรื่องสะกิดให้คิดต่อหลายอย่าง

คุณปราปต์ชี้ว่าไม่นานมานี้คนไทยได้แสดงความโกรธมากๆ ต่อปัญหาการบริหารจัดการโควิด-19 ระบาดและการปกครองรวบอำนาจยาวนานของรัฐบาลประยุทธ์@คสช. โดยแปรออกมาเป็นผลการเลือกตั้งปี 2566 ซึ่งพรรคฝ่ายค้านหลักได้ ส.ส. โดยรวมเหนือพรรคร่วมรัฐบาลเดิมอย่างท่วมท้น (292 : 172 จาก 500 ที่นั่ง https://ectreport66.ect.go.th/overview)

อีกทั้งพรรคก่อตัวใหม่ที่เดินทางแนวทางปฏิรูปเสรีประชาธิปไตยของคนหนุ่มสาวหลังเพิ่งถูกยุบพรรคเดิม แถมโดนตราหน้าป้ายสีว่า “ล้มเจ้า” กลับได้คะแนนเสียงมากที่สุดถึง 151 ที่นั่ง!

อาจกล่าวได้ว่านี่เป็นเสียงโหวตด้วยความโกรธที่ปัดปฏิเสธทั้ง :

ภาวะหลังการเมือง (post-politics) ซึ่งปิดกันทางเลือกอื่นนอกเหนือจากระบอบอำนาจนิยมทหารกับเทคโนแครตภาครัฐ ส่วนบทบาทของรัฐสภาและเหล่าสถาบันเลือกตั้งที่เปิดช่องให้ผู้คนพลเมืองส่งอิทธิพลต่อการตัดสินใจเชิงนโยบายถูกลดทอนลงฮวบฮาบ มิหนำซ้ำแนวคิดอำนาจอธิปไตยของประชาชนก็ถูกเลิกทิ้งในทางปฏิบัติ และ

ภาวะหลังประชาธิปไตย (post-democracy) ซึ่งประชาชนไม่ได้ใช้อำนาจอธิปไตยของตนเองด้วยตนเอง + คณาธิปัตยาภิวัตน์ (oligarchisation) ที่ความเหลื่อมล้ำเพิ่มพูนในอัตราเร่งเร็วขึ้นโดยกระทบไม่เพียงต่อคนยากจน หากรวมไปถึงคนชั้นกลางระดับล่างจำนวนมากที่ตกทุกข์ได้ยากและชีวิตการทำมาหากินสุ่มเสี่ยงขึ้นตามลำดับภายใต้รัฐบาลประยุทธ์@คสช. (https://www.matichon.co.th/weekly/featured/article_170715)

ผลงานการเมืองอันเป็นปฏิทรรศน์ย้อนแย้งของระบอบประยุทธ์จึงเป็นการพลิกกลับตาลปัตรทีทรรศน์คนชั้นกลางในสังคมการเมืองไทยจากอาการเหนื่อยล้ากับการเคลื่อนไหวทางการเมือง (mobilization fatigue) ไม่หยุดหย่อนนับสิบปีช่วงสงครามการเมืองเสื้อสี จนหันมาจำยอมรับความสงบราบคาบภายใต้ระบอบ คสช. ไปเป็น ->

อาการเหนื่อยหน่ายการหยุดนิ่งไม่ได้เคลื่อนไหวอะไรเลยทางการเมือง (immobility fatigue) ร่วมทศวรรษภายใต้เผด็จการ คสช. จนหันมาโหวตไม่เอาพรรคของลุงๆ แทน (Google Gemini@22 September 2025)

คนชั้นกลางจึงพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งว่าเป็นพันธมิตรที่ไว้วางใจไม่ได้ของทั้งเผด็จการและประชาธิปไตย!

ประเด็นน่าสนใจถัดมาคือข้อสังเกตของคุณปราปต์ว่าความโกรธของคนไทยและผู้คนหลายชาติทุกวันนี้พุ่งไปในสองทิศทางต่างกัน ได้แก่

โกรธความเหลื่อมล้ำภายในประเทศระหว่างชนชั้นนำทางการเมือง-เศรษฐกิจกับผู้คนธรรมดา และ

โกรธเพื่อนมนุษย์-คนนอกตั้งแต่ผู้อพยพลี้ภัย แรงงานข้ามชาติจากประเทศเพื่อนบ้าน (the others within) มาถึงทุนนอกไม่ว่าจีนและญี่ปุ่น จนมาลงเอยที่อารมณ์โกรธเกลียดชาติคู่ขัดแย้งพิพาทชายแดนปัจจุบัน

ปมเงื่อนอยู่ตรงความโกรธสองทิศทางข้างต้นนี่แหละที่จำแนกประชานิยมฝ่ายขวาออกจากประชานิยมฝ่ายซ้าย (Right-Wing Populism vs. Left Populism) กล่าวคือ

ขณะที่ประชานิยมทั้งขวาและซ้ายต่างก็ต้องการให้ประชาชนกลับมาเป็นใหญ่ในแผ่นดินเหมือนกัน (the return of popular sovereignty) คือต้องการให้บ้านเมืองพ้นจากภาวะหลังการเมืองและหลังประชาธิปไตยที่ทหารหรือข้าราชการประจำหรือเทคโนแครตหรือเจ้าสัวซีอีโอเป็นใหญ่ในแผ่นดินโดยไม่ฟังเสียงประชาชน ไม่เห็นหัวชาวบ้าน

ทว่า ประชานิยมฝ่ายขวากลับเล็งเป้าโจมตีผู้อพยพข้ามชาติเป็นศัตรูหลักในฐานคนนอกที่มาแย่งอาชีพ สวัสดิการและทรัพยากรงบประมาณจากคนร่วมชาติ ขณะที่ประชานิยมฝ่ายซ้ายเล็งเป้าวิพากษ์วิจารณ์โครงสร้าง เหลื่อมล้ำทางสังคมเศรษฐกิจการเมืองที่ก่อให้เกิดคณาธิปัตย์ (oligarchs) ในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นนักเลือกตั้งบ้านใหญ่ผู้มีอิทธิพล นายทุนใหญ่ผูกขาดหรือบิ๊กข้าราชการอภิสิทธิ์รัฐพันลึก

พูดง่ายๆ คือประชานิยมฝ่ายขวาตั้งประจัน [ประชาชน vs. คนนอกข้ามชาติต่างชาติ] ในนามของชาติเดียวกัน โดยไม่คำนึงถึงความเหลื่อมล้ำภายในชาติ ขณะที่ประชานิยมฝ่ายซ้ายวางความขัดแย้งหลักทางการเมืองไว้ที่ [ประชาชน vs. ชนชั้นนำคณาธิปัตย์ร่วมชาติ] โดยยึดหลักความเสมอภาคเท่าเทียมกันภายในชาติเป็นสรณะ (https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_194625)

(“รู้คนไทยโกรธ ‘ลุงตู่’…ขอโทษ!!!”, https://www.youtube.com/watch?v=7TSPjpwPiL0 & “คนไทยสะสมแค้นกัมพูชา ลามมาโกรธรัฐบาล,” https://www.youtube.com/watch?v=M0iGIdeL2oM)

ประเด็นสุดท้ายเชื่อมโยงจากคอลัมน์ของคุณปราปต์ไปยังคอลัมน์เมนูข้อมูล (ลับ) ของคุณสุชาติ ศรีสุวรรณ ในหัวข้อ “‘รธน.กลางแดด’ ในไทม์ไลน์เลือกตั้ง” ของมติชนสุดสัปดาห์ฉบับเดียวกัน (https://www.matichon.co.th/weekly/featured/article_860209) เกี่ยวกับความโกรธเกรี้ยวที่ผู้คนจำนวนไม่น้อยมีต่อพรรคประชาชนหลังทำ MOA กับพรรคภูมิใจไทยอันปูทางไปสู่การโหวตตั้งนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล และข้อตกลงที่จะยุบสภาผู้แทนราษฎรใน 4 เดือน รวมทั้งจัดออกเสียงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (ดูรายละเอียดที่ https://www.facebook.com/photo/?fbid=1163578729137658&set=a.627369316091938)

แกนนำพรรคอนาคตใหม่-ก้าวไกล-ประชาชนคนหนึ่งเคยอธิบายในวงสัมมนาว่าสีส้มของพรรคมาจากการผสมสีแดงกับเหลืองเข้าด้วยกัน

กล่าวคือ มันเป็นสีสัญลักษณ์สะท้อนความพยายามฝ่าข้ามการแบ่งแยกการเมืองไทยเป็นสองขั้วตรงข้าม ระหว่าง [ฝ่ายสีแดง ของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ+พรรคเครือข่ายทักษิณ] กับ [ฝ่ายสีเหลือง ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย-กปปส.+พรรคต่อต้านทักษิณต่างๆ] แล้วผสมผสานข้อเรียกร้องที่ถูกต้อง เป็นธรรมก้าวหน้าของทั้งสองฝ่ายเข้าด้วยกัน

ถ้าฝ่ายสีแดงโกรธ [เผด็จการทหาร+รัฐพันลึกของอำมาตย์]

ส่วนฝ่ายสีเหลืองโกรธ [ทุนใหญ่ผูกขาด+นักการเมืองบ้านใหญ่+ทุจริตคอร์รัปชั่น]

โครงการการเมืองที่เป็นเป้าหมายของสีส้มคือการสร้างแนวร่วมในหมู่ประชาชนที่ต่อต้านทั้งหมดนั้น อันได้แก่ [เผด็จการทหาร+รัฐพันลึกของอำมาตย์+ทุนใหญ่ผูกขาด+นักการเมืองบ้านใหญ่+ทุจริตคอร์รัปชั่น]

งานการเมืองที่พวกเขาพยายามทำจึงเป็นงานใหญ่ ต้องใช้พลังมาก เพราะต้องต่อสู้กับปัญหาสะสมหมักหมม ของการเมืองการปกครองไทยรอบด้านในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา

และบ่อยครั้งพวกเขาจึงเหมือนเอเลี่ยนหรือมนุษย์ต่าวดาวในสภา เป็นนักการเมืองผ่าเหล่าผ่ากอที่มีวัฒนธรรมการใช้อำนาจและพฤติกรรมการเมืองต่างจากนักการเมืองอาชีพที่ผ่านมาส่วนใหญ่

ดังข้อสังเกตของคุณวีระ ธีรภัทร ที่ได้รับเชิญไปร่วมงานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 กับพวกเขา (https://www.facebook.com/watch/?v=1337196204657465)

การตัดสินใจของพรรคประชาชนที่เลือกโหวตให้พรรคภูมิใจไทยแลกกับ MOA จึงย่อมเหยียบตาปลาของฐานเสียงผสมสีของพรรคทั้งสองฝ่าย

ฝ่ายแดงเดิมโกรธที่เห็นว่าพรรคส้มเดินตามกลเกมของเผด็จการรัฐพันลึกที่มีอำมาตย์กำกับอยู่เบื้องหลัง

ขณะที่ฝ่ายเหลืองเดิมก็โกรธที่มองว่าพรรคส้มไร้เดียงสาโดนหลอกให้หันไปอุ้มนักการเมืองบ้านใหญ่ให้เป็นนายกฯ ตั้งรัฐบาลทั้งๆ ที่ยังมีคดีทุจริตคอร์รัปชั่นใหญ่ๆ ค้างคาแปดเปื้อนอยู่

คําอธิบายของพรรคส้มที่ยอมน้อมรับความโกรธจากฐานเสียงและสังคมการเมืองรอบทิศที่ประดังเข้ามาคือ พวกเขาต้องการช่วงชิงเงื่อนไขโอกาสเปิดทางให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ที่เป็นโครงสร้างแช่แข็งลึกการเมืองไทย ไว้ในระบอบประชาธิปไตยสองใบอนุญาตให้ได้ เพราะนี่แหละคือตัวต้นตอปัญหาถ่วงหน่วงยับยั้งพลังประชาธิปไตย จากเสียงเลือกตั้งของประชาชน (ใบอนุญาตที่หนึ่ง) เอาไว้ ให้ตกเป็นรองอยู่ใต้พลังชนชั้นนำคณาธิปัตย์ผู้กุมใบอนุญาตที่สองในมือ ทำให้จนแล้วจนรอดมิอาจใช้ช่องทางการเมืองประชาธิปไตยไปผลักดันแก้ไขปัญหาสารพัดของชาติได้ (https://www.bbc.com/thai/articles/c8e1gn7nz4do)

ถ้าหน้าที่ของพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตยคือการแปร “ความโกรธ” ของประชาชนโดยผ่านการเปล่งประกาศอธิบายและประมวลรวมผลประโยชน์ของประชาชน (articulation and aggregation of people’s interests) ออกมาเป็นแนวนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาและนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านโดยช่องทางสันติและชอบธรรม (โดยไม่ต้อง “เปลี่ยนแรง” จนเสียเลือดเนื้อ) แล้ว

นี่ก็คือสิ่งที่พรรคส้มกำลังเสี่ยงทำให้แก่ประชาชนทั้งฝ่ายแดงและฝ่ายเหลือง โดยเอาต้นทุนการเมืองของตนเป็นเดิมพัน

ดังที่คุณสุชาติ ศรีสุวรรณ สรุปไว้กระชับชัดเจน (ในล้อมกรอบ)



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ย้อนอ่าน 5 ข้อเสนอ ‘ผ่าทางตันการเมือง’ สุรพล นิติไกรพจน์ ขณะเป็นอธิการบดี มธ.
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (16)
เชลยศึกสงครามลาว (33) เป็นเชลย
ฝังจำ ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ต่อระบบราชการ
กับดักธูซิดิดิส (1) ทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านของอำนาจ
ถ้าผู้ใหญ่ยังเลี่ยงบาลี เรียนฟรีก็จะยังไม่ฟรีจริง
E-DUANG | เลือก บอร์ด ประกันสังคม พลังแห่งอดีต กับ อนาคต
อาเศียรวาท
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 2) เรื่อง ปัญหาเส้นเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ประเทศไม่ไหวแล้ว เด็กรุ่นต่อไปจะอยู่กันอย่างไร เปิดใจ ‘เพียงพนอ’ ร่วมทางพรรคประชาชน
‘สุชาติ’ ค้านขึ้น VAT-กู้ 4 แสนล้านแจกเงิน จี้ปฏิรูปราชการอุดรูรั่วทุจริต ดีกว่ารีดภาษีประชาชน
ยศชนัน-ประเสริฐ ชูหลักสูตรฐานสมรรถนะ ยกระดับวิชา “ประวัติศาสตร์-หน้าที่พลเมือง-ภาษาไทย” ปั้นเด็กไทยสู่พลเมืองโลกที่สมบูรณ์