‘ความโกรธ’ ของ ‘คนไทย’ | ปราปต์ บุนปาน
ของดีมีอยู่ | ปราปต์ บุนปาน
ประชาชนจำนวนมากในหลายประเทศของทวีปเอเชีย ข้ามไปถึงอีกหลายพื้นที่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา หรือออสเตรเลีย กำลัง “โกรธ”
จนต้องลุกขึ้นรวมตัวประท้วง กระทั่งก่อความรุนแรงในพื้นที่สาธารณะ เพื่อแสดง “ความโกรธ” ดังกล่าวออกมา
คนบางส่วนเหล่านั้น “โกรธ” ความไม่เท่าเทียมภายในประเทศ ซึ่งปรากฏชัดผ่านความเหลื่อมล้ำที่เห็นได้ชัดเจน ระหว่างชนชั้นนำทางการเมือง-เศรษฐกิจ กับผู้คนธรรมดา
ขณะที่คนบางส่วนแสดงอารมณ์ “โกรธ” ต่อ “ความเป็นอื่น” จากภายนอก เช่น บรรดาผู้อพยพ ซึ่งถูกมองว่าเดินทางโยกย้ายเข้ามาแย่งชิงทรัพยากรทางเศรษฐกิจ ในยุคสมัยที่ “พลเมืองดั้งเดิม” ของประเทศนั้นๆ ก็มีความเป็นอยู่ที่ขัดสนฝืดเคืองเต็มทน

เราอาจคิดต่อจากปรากฏการณ์ว่าด้วย “ความโกรธ” ข้างต้น ได้ 2-3 แง่มุม
หนึ่ง หากมองด้วยสายตาของ “คนนอก” ที่ไม่ข้องเกี่ยวกับ “อารมณ์โกรธแค้นโกรธเคือง” ทั้งหมด
คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ การที่ “เหล่าประชาชนคนโกรธ” จำนวนมหาศาล ออกมาชุมนุมประท้วง ทำลายสาธารณสมบัติ และทำร้ายชีวิตคน (ที่เคยมีส่วนกดขี่ขูดรีดพวกเขา) หรือที่นิยามสั้นๆ ได้ว่าเป็นการ “เปลี่ยนแรง” นั้น จะสามารถนำไปสู่ “การเปลี่ยนผ่าน” หรือการก่อร่างสร้างโครงสร้างทางการเมือง-เศรษฐกิจ-สังคม “แบบใหม่” ที่มั่นคงและดีต่อคนส่วนใหญ่ได้จริงหรือไม่?
เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้ใหญ่คนหนึ่งของสังคมไทยอย่าง “คุณบรรยง พงษ์พานิช” ก็เพิ่งแสดงความห่วงใยและยกตัวอย่างเป็นอุทาหรณ์ว่า “การเปลี่ยนแรง” ในหลายประเทศทั่วโลก มักนำไปสู่สภาวะ “เปลี่ยนไม่ผ่าน” ทั้งยังส่งผลให้พลวัตพัฒนาการของหลายสังคมต้องหลุดชะงักงันเป็นเวลานาน
สอง ถ้าลองมองอย่างเชื่อมโยงเข้ากับประสบการณ์ของตัวเองนิดหน่อย พวกเราจำนวนหนึ่งอาจรู้สึกว่าเมืองไทยโชคดี ที่ยังไม่มีภาวะ “โกรธแรงๆ” ขนาดนั้นอุบัติขึ้นในสังคม
ขณะที่พวกเราอีกส่วนหนึ่งอาจรู้สึกตรงกันข้ามว่า น่าเสียดายเหลือเกิน ที่เมืองไทยยังไม่สามารถ “เปลี่ยนแรง” ได้แบบนั้น
อย่างไรก็ดี สาระสำคัญที่สุดน่าจะอยู่ตรงแง่มุมที่สาม ซึ่งคงต้องตั้งต้นจากคำถามที่ว่า คนไทยไม่เคย “โกรธมากๆ” เหมือนผู้คนในประเทศอื่นๆ จริงหรือ?
คำตอบคือ “ไม่จริง”

เพราะแค่ย้อนไปเมื่อไม่กี่ปีก่อน เราก็ย่อมพบว่าคนไทยเคย “โกรธมากๆ” ในช่วงระหว่างและหลังการแพร่ระบาดของ “โควิด” รวมถึงห้วงเวลาท้ายๆ ของ “รัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา”
ก่อนที่ “ความโกรธมวลรวม” ก้อนนั้น จะแปรออกมาเป็นผลการเลือกตั้งปี 2566
เอาเข้าจริง ณ ปัจจุบัน “ความโกรธ” ที่เคยมีต่อ “ผู้มีอำนาจข้างบน” ก็ค่อยๆ ถูกถ่ายโอนเปลี่ยนสภาพกลายเป็น “ความโกรธ” ที่มีต่อ “เพื่อนมนุษย์-คนนอก”
ไม่ว่าจะเป็น “ความโกรธแค้นชิงชัง” ต่อผู้อพยพลี้ภัยและแรงงานข้ามชาติจากประเทศเพื่อนบ้านที่ซ่อนแฝงในความรู้สึกของคนไทยมานาน ก่อนระเบิดเป็นวิกฤตความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งหลายคนคาดไม่ถึงว่า “อารมณ์โกรธเกลียดเขมร” จะมีพลานุภาพถึงขนาดทำให้เปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลได้
นอกจากนั้น คนไทยยังมีอารมณ์ “โกรธแรงๆ” ต่อ “คนนอก” อีกหลายกลุ่ม เช่น “โกรธทุน-สถานทูตญี่ปุ่น” เมื่อแนวคิดเรื่องการเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเชื่อมโยงกับการลงทุนของประเทศที่สาม ถูกโยนออกมาสู่สาธารณชน
หรือสำหรับใครที่ติดตามอ่านความเห็นใน “โซเชียลมีเดีย” อย่างละเอียดถี่ถ้วนสม่ำเสมอ ก็จะพบว่าทัศนคติที่คนไทยทั่วไปมีต่อคนจีนและประเทศจีนนั้น “เป็นลบ” มากขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐ หรือรัฐกับเอกชนเจ้าใหญ่ๆ ที่ยังดูเป็นปึกแผ่นแนบแน่น

ด้วยเหตุนี้ อารมณ์ความรู้สึกของคนไทยจึงอัดแน่นเต็มไปด้วย “ความโกรธ” ไม่ต่างจากผู้คนในประเทศอื่นๆ
เพียงแต่ “ความโกรธ” ของพวกเรานั้นมีพลวัตไหลเลื่อนเคลื่อนไหวอยู่ตลอด เดี๋ยวก็มีเป้าหมายเป็นกลุ่มผู้มีอำนาจและคนร่ำรวยบนยอดพีระมิดของสังคม เดี๋ยวก็มีเป้าหมายเป็นคนเล็กคนน้อยคนยากไร้คนด้อยกว่าจากชายขอบภายนอก
บางครั้ง “ความโกรธ” ของเราก็กลืนกลายเป็นเนื้อเดียวกับแนวคิด “ก้าวหน้า” บางคราว “ความโกรธ” ก็พลิกผันไปอิงแอบกับอุดมการณ์ “ชาตินิยมเอียงขวา”
เรื่องใหญ่สุด คือ ไม่เคยมีใครทำให้คนไทย “หายโกรธ” ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเลย
จึงยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า ถัดจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาแล้ว “เป้าหมายแห่งความโกรธ” ของพวกเรา จะถูกถ่ายโอนไปที่ใคร กลุ่มใด หรืออะไร?
แล้วภาวะลุกฮือ โหยหา “ความเปลี่ยนแปลงแบบแรงๆ” จะเกิดขึ้นอีกครั้งหรือไม่ อย่างไร เมื่อไหร่?
