bg-single

‘ความโกรธ’ ของ ‘คนไทย’ | ปราปต์ บุนปาน

19.09.2025

ของดีมีอยู่ | ปราปต์ บุนปาน

ประชาชนจำนวนมากในหลายประเทศของทวีปเอเชีย ข้ามไปถึงอีกหลายพื้นที่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา หรือออสเตรเลีย กำลัง “โกรธ”

จนต้องลุกขึ้นรวมตัวประท้วง กระทั่งก่อความรุนแรงในพื้นที่สาธารณะ เพื่อแสดง “ความโกรธ” ดังกล่าวออกมา

คนบางส่วนเหล่านั้น “โกรธ” ความไม่เท่าเทียมภายในประเทศ ซึ่งปรากฏชัดผ่านความเหลื่อมล้ำที่เห็นได้ชัดเจน ระหว่างชนชั้นนำทางการเมือง-เศรษฐกิจ กับผู้คนธรรมดา

ขณะที่คนบางส่วนแสดงอารมณ์ “โกรธ” ต่อ “ความเป็นอื่น” จากภายนอก เช่น บรรดาผู้อพยพ ซึ่งถูกมองว่าเดินทางโยกย้ายเข้ามาแย่งชิงทรัพยากรทางเศรษฐกิจ ในยุคสมัยที่ “พลเมืองดั้งเดิม” ของประเทศนั้นๆ ก็มีความเป็นอยู่ที่ขัดสนฝืดเคืองเต็มทน

‘Gen Z’ protest over social media ban in Nepal turns deadly /Reuters

เราอาจคิดต่อจากปรากฏการณ์ว่าด้วย “ความโกรธ” ข้างต้น ได้ 2-3 แง่มุม

หนึ่ง หากมองด้วยสายตาของ “คนนอก” ที่ไม่ข้องเกี่ยวกับ “อารมณ์โกรธแค้นโกรธเคือง” ทั้งหมด

คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ การที่ “เหล่าประชาชนคนโกรธ” จำนวนมหาศาล ออกมาชุมนุมประท้วง ทำลายสาธารณสมบัติ และทำร้ายชีวิตคน (ที่เคยมีส่วนกดขี่ขูดรีดพวกเขา) หรือที่นิยามสั้นๆ ได้ว่าเป็นการ “เปลี่ยนแรง” นั้น จะสามารถนำไปสู่ “การเปลี่ยนผ่าน” หรือการก่อร่างสร้างโครงสร้างทางการเมือง-เศรษฐกิจ-สังคม “แบบใหม่” ที่มั่นคงและดีต่อคนส่วนใหญ่ได้จริงหรือไม่?

เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้ใหญ่คนหนึ่งของสังคมไทยอย่าง “คุณบรรยง พงษ์พานิช” ก็เพิ่งแสดงความห่วงใยและยกตัวอย่างเป็นอุทาหรณ์ว่า “การเปลี่ยนแรง” ในหลายประเทศทั่วโลก มักนำไปสู่สภาวะ “เปลี่ยนไม่ผ่าน” ทั้งยังส่งผลให้พลวัตพัฒนาการของหลายสังคมต้องหลุดชะงักงันเป็นเวลานาน

สอง ถ้าลองมองอย่างเชื่อมโยงเข้ากับประสบการณ์ของตัวเองนิดหน่อย พวกเราจำนวนหนึ่งอาจรู้สึกว่าเมืองไทยโชคดี ที่ยังไม่มีภาวะ “โกรธแรงๆ” ขนาดนั้นอุบัติขึ้นในสังคม

ขณะที่พวกเราอีกส่วนหนึ่งอาจรู้สึกตรงกันข้ามว่า น่าเสียดายเหลือเกิน ที่เมืองไทยยังไม่สามารถ “เปลี่ยนแรง” ได้แบบนั้น

อย่างไรก็ดี สาระสำคัญที่สุดน่าจะอยู่ตรงแง่มุมที่สาม ซึ่งคงต้องตั้งต้นจากคำถามที่ว่า คนไทยไม่เคย “โกรธมากๆ” เหมือนผู้คนในประเทศอื่นๆ จริงหรือ?

คำตอบคือ “ไม่จริง”

‘Gen Z’ protest over social media ban in Nepal turns deadly /Reuters

เพราะแค่ย้อนไปเมื่อไม่กี่ปีก่อน เราก็ย่อมพบว่าคนไทยเคย “โกรธมากๆ” ในช่วงระหว่างและหลังการแพร่ระบาดของ “โควิด” รวมถึงห้วงเวลาท้ายๆ ของ “รัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา”

ก่อนที่ “ความโกรธมวลรวม” ก้อนนั้น จะแปรออกมาเป็นผลการเลือกตั้งปี 2566

เอาเข้าจริง ณ ปัจจุบัน “ความโกรธ” ที่เคยมีต่อ “ผู้มีอำนาจข้างบน” ก็ค่อยๆ ถูกถ่ายโอนเปลี่ยนสภาพกลายเป็น “ความโกรธ” ที่มีต่อ “เพื่อนมนุษย์-คนนอก”

ไม่ว่าจะเป็น “ความโกรธแค้นชิงชัง” ต่อผู้อพยพลี้ภัยและแรงงานข้ามชาติจากประเทศเพื่อนบ้านที่ซ่อนแฝงในความรู้สึกของคนไทยมานาน ก่อนระเบิดเป็นวิกฤตความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งหลายคนคาดไม่ถึงว่า “อารมณ์โกรธเกลียดเขมร” จะมีพลานุภาพถึงขนาดทำให้เปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลได้

นอกจากนั้น คนไทยยังมีอารมณ์ “โกรธแรงๆ” ต่อ “คนนอก” อีกหลายกลุ่ม เช่น “โกรธทุน-สถานทูตญี่ปุ่น” เมื่อแนวคิดเรื่องการเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเชื่อมโยงกับการลงทุนของประเทศที่สาม ถูกโยนออกมาสู่สาธารณชน

หรือสำหรับใครที่ติดตามอ่านความเห็นใน “โซเชียลมีเดีย” อย่างละเอียดถี่ถ้วนสม่ำเสมอ ก็จะพบว่าทัศนคติที่คนไทยทั่วไปมีต่อคนจีนและประเทศจีนนั้น “เป็นลบ” มากขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐ หรือรัฐกับเอกชนเจ้าใหญ่ๆ ที่ยังดูเป็นปึกแผ่นแนบแน่น

‘Gen Z’ protest over social media ban in Nepal turns deadly /Reuters

ด้วยเหตุนี้ อารมณ์ความรู้สึกของคนไทยจึงอัดแน่นเต็มไปด้วย “ความโกรธ” ไม่ต่างจากผู้คนในประเทศอื่นๆ

เพียงแต่ “ความโกรธ” ของพวกเรานั้นมีพลวัตไหลเลื่อนเคลื่อนไหวอยู่ตลอด เดี๋ยวก็มีเป้าหมายเป็นกลุ่มผู้มีอำนาจและคนร่ำรวยบนยอดพีระมิดของสังคม เดี๋ยวก็มีเป้าหมายเป็นคนเล็กคนน้อยคนยากไร้คนด้อยกว่าจากชายขอบภายนอก

บางครั้ง “ความโกรธ” ของเราก็กลืนกลายเป็นเนื้อเดียวกับแนวคิด “ก้าวหน้า” บางคราว “ความโกรธ” ก็พลิกผันไปอิงแอบกับอุดมการณ์ “ชาตินิยมเอียงขวา”

เรื่องใหญ่สุด คือ ไม่เคยมีใครทำให้คนไทย “หายโกรธ” ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเลย

จึงยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า ถัดจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาแล้ว “เป้าหมายแห่งความโกรธ” ของพวกเรา จะถูกถ่ายโอนไปที่ใคร กลุ่มใด หรืออะไร?

แล้วภาวะลุกฮือ โหยหา “ความเปลี่ยนแปลงแบบแรงๆ” จะเกิดขึ้นอีกครั้งหรือไม่ อย่างไร เมื่อไหร่?



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ย้อนอ่าน 5 ข้อเสนอ ‘ผ่าทางตันการเมือง’ สุรพล นิติไกรพจน์ ขณะเป็นอธิการบดี มธ.
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (16)
เชลยศึกสงครามลาว (33) เป็นเชลย
ฝังจำ ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ต่อระบบราชการ
กับดักธูซิดิดิส (1) ทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านของอำนาจ
ถ้าผู้ใหญ่ยังเลี่ยงบาลี เรียนฟรีก็จะยังไม่ฟรีจริง
E-DUANG | เลือก บอร์ด ประกันสังคม พลังแห่งอดีต กับ อนาคต
อาเศียรวาท
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 2) เรื่อง ปัญหาเส้นเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ประเทศไม่ไหวแล้ว เด็กรุ่นต่อไปจะอยู่กันอย่างไร เปิดใจ ‘เพียงพนอ’ ร่วมทางพรรคประชาชน
‘สุชาติ’ ค้านขึ้น VAT-กู้ 4 แสนล้านแจกเงิน จี้ปฏิรูปราชการอุดรูรั่วทุจริต ดีกว่ารีดภาษีประชาชน
ยศชนัน-ประเสริฐ ชูหลักสูตรฐานสมรรถนะ ยกระดับวิชา “ประวัติศาสตร์-หน้าที่พลเมือง-ภาษาไทย” ปั้นเด็กไทยสู่พลเมืองโลกที่สมบูรณ์