กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น
ถ้าพรรคการเมือง
ต้องเสนอรายชื่อ ครม.
ในการหาเสียง…
พอ “รัฐบาลเฉพาะกิจ” ของคุณอนุทิน ชาญวีรกูล เชิญ “มืออาชีพ” กลุ่มเล็กๆ มาเป็นคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจก็มีเสียงตอบรับอย่างกระตือรือร้น
จนบางคนสงสัยว่าการตั้งคนมีประสบการณ์ตรงและเป็นที่ยอมรับของสังคมมาบริการราชการแผ่นดินน่าจะเป็นเรื่อง “ปกติ” มิใช่หรือ?
ไฉนจึงมีการแสดงความยินดีอย่างเซ็งแซ่ประหนึ่งว่าเป็นเรื่องผิดปกติ
ใครถามผมเรื่องนี้ ผมจะบอกว่าก็เพราะการเมืองไทยไม่เคยมีมาตรฐาน “ปกติ” อย่างที่ประเทศที่พัฒนาแล้วพึงจะมีพึงจะปฏิบัติ พอเราทำอะไรที่เป็นเรื่องที่ควรทำ แม้จะอยู่ในลักษณะจำกัด ก็ทำให้ผู้คนฮือฮา
เหมือนเราเห็นคนขับรถรอตรงไฟแดงแม้ถนนจะว่าง ไม่มีรถวิ่งไปมาว่าเป็นเรื่องแปลก
หรือเห็นคนเดินข้ามถนนทางม้าลายแม้จะไม่มีรถวิ่งสวนมาเป็นเรื่องประหลาด
เพราะการทำอะไรตามหลักสากลที่ควรจะเป็นได้กลายเป็นเรื่อง “ผิดปกติ” ของบ้านเมืองนี้แล้ว
ทําไมการมีมืออาชีพบริหารกระทรวงทบวงกรมจึงเป็นเรื่องที่ควรจะเป็นปรากฏการณ์ “ปกติ”?
ก็เพราะความเป็นมืออาชีพกับนักเลือกตั้งหรือ “รัฐมนตรีโควต้า” มีความแตกต่างกันเหมือนฟ้ากับเหว
โดยเฉพาะเมื่อการเมืองไทยต้องเลือกว่าจะเดินไปข้างหน้า หรือวนอยู่กับน้ำเน่า
ผมลองพิจารณาตามหัวข้อต่างๆ อย่างนี้
1.เก้าอี้รัฐมนตรีบ้านเราคือสนามสอบที่ไม่เคยมีข้อสอบจริง
เพราะประเพณีบ้านเรากำหนดมาช้านานแล้วว่ารัฐมนตรีส่วนใหญ่มักจะได้เก้าอี้เพราะ “ระบบแบ่งสันปันส่วน” ไม่ใช่เพราะ “คุณสมบัติ”
ใครอยู่พรรคใหญ่ ได้เสียงเยอะ ก็มีสิทธิ์ได้เลือกก่อน เหมือนร้านหมูกระทะที่ใครตักไวก็ได้กินก่อน
แต่ปัญหาคือการบริหารประเทศไม่ใช่บุฟเฟ่ต์!
เพราะนักการเมืองไม่ตระหนักว่าเมื่อได้เก้าอี้รัฐมนตรี มันหมายความว่าเขาหรือเธอต้องรับผิดชอบเงินภาษีคนทั้งชาติ ไม่ใช่แค่รับผิดชอบผู้สนับสนุนในเขตเลือกตั้ง
พอนายกฯ อนุทินตัดสินใจดึงมืออาชีพจากภาคเอกชนและเทคโนแครตเข้ามานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ จะด้วยความจำเป็นหรือความบังเอิญหรือด้วยเหตุที่ยังไม่ได้อธิบายข้อใดก็ตามที คนไทยได้เห็น “แสงสว่างปลายอุโมงค์” อยู่รำไร
เพราะทันทีที่มืออาชีพเข้ามา ความแตกต่างมันชัดเจนยิ่งกว่าเปิดไฟสปอตไลต์กลางดึก
2.คำถามต่อมาคือมืออาชีพทำงานแบบไหน?
นักเลือกตั้งส่วนใหญ่คุ้นชินกับการแสดงวาทะที่เหมือนเป็นการให้ “คำมั่นสัญญา” แต่ไม่ชินและจริงจังกับการ “ทำงาน”
ในขณะที่มืออาชีพมองการแก้ปัญหาเหมือนการผ่าตัดหัวใจ ไม่ใช่เหมือนการแจกยาพาราในงานวัด
ขั้นตอนของมืออาชีพอันเป็นสูตรที่นักการเมืองบ้านเราควรจดใส่โพสต์อิตแปะไว้หน้ากระจก
ระบุปัญหา – ไม่ใช่บอกว่า “เศรษฐกิจแย่ครับ” แล้วก็จบ
แต่ต้องเจาะให้ลึกว่า แย่เพราะอะไร? โครงสร้าง? หนี้ครัวเรือน? หรือการใช้จ่ายที่ไร้ประสิทธิภาพ?
วิเคราะห์สาเหตุ – ต้องมีข้อมูลเพียบพร้อมหรือ data-driven ไม่ใช่คลำทางในความมืดตาม “ความรู้สึก” หรือ gut feeling
เหมือนเวลาไปงานสัมมนาแล้วตอบสั้นๆ ว่า “มั่นใจครับ”
แยกแยะประเด็น – อะไรแก้ได้ระยะสั้น อะไรต้องวางแผนยาว ไม่ใช่ทุกอย่างตอบด้วยการ “แจกเงิน”
วางแผนแก้ปัญหา – แบบเป็นขั้นเป็นตอน มีเป้าหมาย มีตัวชี้วัด (KPI) ไม่ใช่บอกว่า “จะทำให้ดีกว่าเดิม”
เตรียมฉากทัศน์เลวร้ายที่สุด (Worst-case Scenario) – มืออาชีพไม่ใช่พวกมองโลกสวย เขาจะถามทันทีว่า “ถ้ามันพังล่ะ? เรารับมือยังไง?”
ตั้ง KPI ให้ประชาชนเห็นตั้งแต่วันแรก – เพื่อให้คนรู้ว่า ถ้ากระทรวงนี้สอบตก อย่ามาอ้างเศรษฐกิจโลก หรือนโยบายรัฐบาลก่อนหน้า
ทั้งหมดนี้ ต้องอยู่ภายใต้กรอบความโปร่งใส, ความรับผิดชอบ และธรรมาภิบาล
พูดง่ายๆ คือตรวจสอบได้ในทุกมิติและตลอดเวลา
และที่สำคัญมากในการสร้างความน่าเชื่อถือทั้งในและต่างประเทศคือต้องมีวินัยทางการคลังที่พิสูจน์ได้ไม่ว่าจะเป็นมือตรวจสอบระดับเซียนจากที่ไหน
ไม่ใช่ใช้เงินแบบแจกคูปองงานวัด
3.แล้วนักเลือกตั้งทำงานแบบไหน?
ตรงกันข้ามกับความเป็นมืออาชีพ นักการเมืองสายโควต้าบ้านเรามักจะมีคู่มือคนละเล่ม
ปัญหาคืออะไร? “ไม่รู้ครับ แต่ขอเวลาอีกนิด”
แก้ยังไง? “เดี๋ยวแจกครับ”
KPI คืออะไร? “กี่คนจะเลือกผมครั้งหน้า”
ความโปร่งใสอยู่ไหน? “อยู่ในลิ้นชักโต๊ะทำงานที่ล็อกกุญแจไว้”
กลายเป็นว่าตำแหน่งรัฐมนตรีคือ “โควต้าของพรรค” มากกว่าหน้าที่ของประเทศ
ผลคือ นโยบายเต็มไปด้วยประชานิยมแบบลดแลกแจกแถม ใช้เงินภาษีคนทั้งชาติไปแลกเสียงเลือกตั้งระยะสั้น โดยไม่เคยสนใจว่ามันจะทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจพังระยะยาว
4.ถามต่อว่าต่างประเทศเขาทำยังไง?
ในหลายประเทศที่ระบบการเมืองก้าวหน้า เขามีธรรมเนียมชัดเจนว่า รัฐบาลต้องพยายามชักชวนคนเก่งจริงๆ เข้ามาร่วมทีม ไม่ใช่แค่คนที่หาเสียงเก่ง
สิงคโปร์ – พรรค PAP ดึงมืออาชีพ นักวิชาการ และผู้บริหารเอกชนเข้ามาร่วมงานรัฐ โดยมีระบบคัดเลือกอย่างเข้มงวดเพื่อให้มั่นใจว่าคนเหล่านี้จะช่วยกำหนดนโยบายใหญ่ๆ ได้ ไม่ใช่แค่นั่งรอเซ็นเอกสาร
เยอรมนี – หลายกระทรวงสำคัญ เช่น การคลัง หรือเศรษฐกิจ มักมีรัฐมนตรีที่ผ่านงานทั้งสายวิชาการและสายปฏิบัติจริง
อังกฤษ – มักใช้คณะที่ปรึกษา (Advisory Boards) ที่ดึงนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญภายนอกเข้ามามีบทบาทในการกำหนดนโยบาย
สิ่งสำคัญคือ รัฐบาลเหล่านี้ทำให้ประชาชนเชื่อว่า “การเมืองคือมืออาชีพ” ไม่ใช่แค่ “การตลาดหาเสียง”
5.แล้วทำไมไทยไม่ค่อยได้เห็นแบบนั้น?
เพราะการเมืองบ้านเรายังเต็มไปด้วย “ภาพลวงตา”
ถ้าจะชวนคนเก่งๆ จากเอกชนเข้ามา เขาก็กลัวว่าจะต้องกลายเป็น “ไม้กันหมา” ให้พรรคการเมืองใช้ชื่อบังหน้า
ถ้าคนเก่งๆ จะลงการเมืองเอง ก็ถูกโจมตีด้วยอคติ ว่า “เข้ามาหาผลประโยชน์”
ผลสุดท้าย บ้านเมืองได้แต่ “นักเลือกตั้ง” ที่มีทักษะหลักคือการแจกสัญญาและการยกมือ
นี่คือเหตุผลที่หลายสิบปีที่ผ่านมา คนเก่งของประเทศมักเลือกจะอยู่ข้างนอก เพราะการเมืองไทยยังไม่สร้างศรัทธาเพียงพอ
6.ถ้าเราเห็นพ้องกันว่าจะต้องเปลี่ยนทิศของการเดินทางสำหรับประเทศล่ะ?
สิ่งที่พรรคการเมืองต้องทำในการเลือกตั้งครั้งต่อไปคือ
นอกจากเสนอชื่อ “แคนดิเดตนายกฯ” แล้ว ต้องกล้าโชว์ ทีมรัฐมนตรี ให้ประชาชนเห็นด้วย
ถ้าพรรคไหนกล้าประกาศรายชื่อทีมมืออาชีพชัดเจน คนก็จะเลือกด้วยความมั่นใจ ไม่ใช่เลือกไปเสี่ยงดวง
และถ้าพรรคไหนยังยึดติดกับ “โควต้า” ก็เตรียมถูกประชาชนสั่งสอนในคูหาได้เลย
ลองนึกภาพง่ายๆ :
ถ้าคุณป่วยหนัก แล้วโรงพยาบาลบอกว่า “เราจะให้หมอที่ได้โควต้าจากสภาผู้แทนราษฎรมาผ่าตัดคุณ” คุณจะนอนให้เขาผ่าหรือไม่?
ถ้าประเทศคือเครื่องบิน และเตรียมจะทะยานขึ้น แต่คนขับคือ “นักเลือกตั้งที่ขับมอ’ไซค์ยังไม่เป็น” คุณกล้าขึ้นไปนั่งไหม?
บ้านเมืองก็ไม่ต่างกัน ถ้าเรายังให้คนไม่มีประสบการณ์จริงมาเป็นรัฐมนตรี พรรคไหนก็ไม่อาจพาเราหลุดจากวังวนนี้ได้
มืออาชีพกับนักเลือกตั้งคือฟ้ากับเหว และเราอยู่ในห้วงอเวจีมานานเกินไปแล้ว
ประเทศที่เดินหน้าต้องเลือกมืออาชีพ ไม่ใช่แค่คนที่พูดเก่งบนเวที
ถ้าเราจะสร้างการเมืองที่คนเก่งและคนดีอยากเข้ามามีส่วนร่วมจริงๆ พรรคการเมืองต้องพิสูจน์ด้วยการดึงมืออาชีพเข้ามาในกระบวนการตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ใช้เขาเป็นไม้ประดับตอนหลังเลือกตั้งเสร็จ
เพราะถ้าการเมืองมีศรัทธา คนเก่งก็จะอยาก “ช่วยชาติ” และเราจะได้เห็นประเทศเดินไปข้างหน้าแบบจริงจัง
ไม่ใช่แค่หมุนอยู่ในวงเวียนที่ไม่มีวันสิ้นสุดอย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้
