bg-single

ถ้าพรรคการเมือง ต้องเสนอรายชื่อ ครม. ในการหาเสียง…

15.10.2025

กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น

ถ้าพรรคการเมือง

ต้องเสนอรายชื่อ ครม.

ในการหาเสียง…

พอ “รัฐบาลเฉพาะกิจ” ของคุณอนุทิน ชาญวีรกูล เชิญ “มืออาชีพ” กลุ่มเล็กๆ มาเป็นคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจก็มีเสียงตอบรับอย่างกระตือรือร้น

จนบางคนสงสัยว่าการตั้งคนมีประสบการณ์ตรงและเป็นที่ยอมรับของสังคมมาบริการราชการแผ่นดินน่าจะเป็นเรื่อง “ปกติ” มิใช่หรือ?

ไฉนจึงมีการแสดงความยินดีอย่างเซ็งแซ่ประหนึ่งว่าเป็นเรื่องผิดปกติ

ใครถามผมเรื่องนี้ ผมจะบอกว่าก็เพราะการเมืองไทยไม่เคยมีมาตรฐาน “ปกติ” อย่างที่ประเทศที่พัฒนาแล้วพึงจะมีพึงจะปฏิบัติ พอเราทำอะไรที่เป็นเรื่องที่ควรทำ แม้จะอยู่ในลักษณะจำกัด ก็ทำให้ผู้คนฮือฮา

เหมือนเราเห็นคนขับรถรอตรงไฟแดงแม้ถนนจะว่าง ไม่มีรถวิ่งไปมาว่าเป็นเรื่องแปลก

หรือเห็นคนเดินข้ามถนนทางม้าลายแม้จะไม่มีรถวิ่งสวนมาเป็นเรื่องประหลาด

เพราะการทำอะไรตามหลักสากลที่ควรจะเป็นได้กลายเป็นเรื่อง “ผิดปกติ” ของบ้านเมืองนี้แล้ว

ทําไมการมีมืออาชีพบริหารกระทรวงทบวงกรมจึงเป็นเรื่องที่ควรจะเป็นปรากฏการณ์ “ปกติ”?

ก็เพราะความเป็นมืออาชีพกับนักเลือกตั้งหรือ “รัฐมนตรีโควต้า” มีความแตกต่างกันเหมือนฟ้ากับเหว

โดยเฉพาะเมื่อการเมืองไทยต้องเลือกว่าจะเดินไปข้างหน้า หรือวนอยู่กับน้ำเน่า

ผมลองพิจารณาตามหัวข้อต่างๆ อย่างนี้

1.เก้าอี้รัฐมนตรีบ้านเราคือสนามสอบที่ไม่เคยมีข้อสอบจริง

เพราะประเพณีบ้านเรากำหนดมาช้านานแล้วว่ารัฐมนตรีส่วนใหญ่มักจะได้เก้าอี้เพราะ “ระบบแบ่งสันปันส่วน” ไม่ใช่เพราะ “คุณสมบัติ”

ใครอยู่พรรคใหญ่ ได้เสียงเยอะ ก็มีสิทธิ์ได้เลือกก่อน เหมือนร้านหมูกระทะที่ใครตักไวก็ได้กินก่อน

แต่ปัญหาคือการบริหารประเทศไม่ใช่บุฟเฟ่ต์!

เพราะนักการเมืองไม่ตระหนักว่าเมื่อได้เก้าอี้รัฐมนตรี มันหมายความว่าเขาหรือเธอต้องรับผิดชอบเงินภาษีคนทั้งชาติ ไม่ใช่แค่รับผิดชอบผู้สนับสนุนในเขตเลือกตั้ง

พอนายกฯ อนุทินตัดสินใจดึงมืออาชีพจากภาคเอกชนและเทคโนแครตเข้ามานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ จะด้วยความจำเป็นหรือความบังเอิญหรือด้วยเหตุที่ยังไม่ได้อธิบายข้อใดก็ตามที คนไทยได้เห็น “แสงสว่างปลายอุโมงค์” อยู่รำไร

เพราะทันทีที่มืออาชีพเข้ามา ความแตกต่างมันชัดเจนยิ่งกว่าเปิดไฟสปอตไลต์กลางดึก

2.คำถามต่อมาคือมืออาชีพทำงานแบบไหน?

นักเลือกตั้งส่วนใหญ่คุ้นชินกับการแสดงวาทะที่เหมือนเป็นการให้ “คำมั่นสัญญา” แต่ไม่ชินและจริงจังกับการ “ทำงาน”

ในขณะที่มืออาชีพมองการแก้ปัญหาเหมือนการผ่าตัดหัวใจ ไม่ใช่เหมือนการแจกยาพาราในงานวัด

ขั้นตอนของมืออาชีพอันเป็นสูตรที่นักการเมืองบ้านเราควรจดใส่โพสต์อิตแปะไว้หน้ากระจก

ระบุปัญหา – ไม่ใช่บอกว่า “เศรษฐกิจแย่ครับ” แล้วก็จบ

แต่ต้องเจาะให้ลึกว่า แย่เพราะอะไร? โครงสร้าง? หนี้ครัวเรือน? หรือการใช้จ่ายที่ไร้ประสิทธิภาพ?

วิเคราะห์สาเหตุ – ต้องมีข้อมูลเพียบพร้อมหรือ data-driven ไม่ใช่คลำทางในความมืดตาม “ความรู้สึก” หรือ gut feeling

เหมือนเวลาไปงานสัมมนาแล้วตอบสั้นๆ ว่า “มั่นใจครับ”

แยกแยะประเด็น – อะไรแก้ได้ระยะสั้น อะไรต้องวางแผนยาว ไม่ใช่ทุกอย่างตอบด้วยการ “แจกเงิน”

วางแผนแก้ปัญหา – แบบเป็นขั้นเป็นตอน มีเป้าหมาย มีตัวชี้วัด (KPI) ไม่ใช่บอกว่า “จะทำให้ดีกว่าเดิม”

เตรียมฉากทัศน์เลวร้ายที่สุด (Worst-case Scenario) – มืออาชีพไม่ใช่พวกมองโลกสวย เขาจะถามทันทีว่า “ถ้ามันพังล่ะ? เรารับมือยังไง?”

ตั้ง KPI ให้ประชาชนเห็นตั้งแต่วันแรก – เพื่อให้คนรู้ว่า ถ้ากระทรวงนี้สอบตก อย่ามาอ้างเศรษฐกิจโลก หรือนโยบายรัฐบาลก่อนหน้า

ทั้งหมดนี้ ต้องอยู่ภายใต้กรอบความโปร่งใส, ความรับผิดชอบ และธรรมาภิบาล

พูดง่ายๆ คือตรวจสอบได้ในทุกมิติและตลอดเวลา

และที่สำคัญมากในการสร้างความน่าเชื่อถือทั้งในและต่างประเทศคือต้องมีวินัยทางการคลังที่พิสูจน์ได้ไม่ว่าจะเป็นมือตรวจสอบระดับเซียนจากที่ไหน

ไม่ใช่ใช้เงินแบบแจกคูปองงานวัด

3.แล้วนักเลือกตั้งทำงานแบบไหน?

ตรงกันข้ามกับความเป็นมืออาชีพ นักการเมืองสายโควต้าบ้านเรามักจะมีคู่มือคนละเล่ม

ปัญหาคืออะไร? “ไม่รู้ครับ แต่ขอเวลาอีกนิด”

แก้ยังไง? “เดี๋ยวแจกครับ”

KPI คืออะไร? “กี่คนจะเลือกผมครั้งหน้า”

ความโปร่งใสอยู่ไหน? “อยู่ในลิ้นชักโต๊ะทำงานที่ล็อกกุญแจไว้”

กลายเป็นว่าตำแหน่งรัฐมนตรีคือ “โควต้าของพรรค” มากกว่าหน้าที่ของประเทศ

ผลคือ นโยบายเต็มไปด้วยประชานิยมแบบลดแลกแจกแถม ใช้เงินภาษีคนทั้งชาติไปแลกเสียงเลือกตั้งระยะสั้น โดยไม่เคยสนใจว่ามันจะทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจพังระยะยาว

4.ถามต่อว่าต่างประเทศเขาทำยังไง?

ในหลายประเทศที่ระบบการเมืองก้าวหน้า เขามีธรรมเนียมชัดเจนว่า รัฐบาลต้องพยายามชักชวนคนเก่งจริงๆ เข้ามาร่วมทีม ไม่ใช่แค่คนที่หาเสียงเก่ง

สิงคโปร์ – พรรค PAP ดึงมืออาชีพ นักวิชาการ และผู้บริหารเอกชนเข้ามาร่วมงานรัฐ โดยมีระบบคัดเลือกอย่างเข้มงวดเพื่อให้มั่นใจว่าคนเหล่านี้จะช่วยกำหนดนโยบายใหญ่ๆ ได้ ไม่ใช่แค่นั่งรอเซ็นเอกสาร

เยอรมนี – หลายกระทรวงสำคัญ เช่น การคลัง หรือเศรษฐกิจ มักมีรัฐมนตรีที่ผ่านงานทั้งสายวิชาการและสายปฏิบัติจริง

อังกฤษ – มักใช้คณะที่ปรึกษา (Advisory Boards) ที่ดึงนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญภายนอกเข้ามามีบทบาทในการกำหนดนโยบาย

สิ่งสำคัญคือ รัฐบาลเหล่านี้ทำให้ประชาชนเชื่อว่า “การเมืองคือมืออาชีพ” ไม่ใช่แค่ “การตลาดหาเสียง”

5.แล้วทำไมไทยไม่ค่อยได้เห็นแบบนั้น?

เพราะการเมืองบ้านเรายังเต็มไปด้วย “ภาพลวงตา”

ถ้าจะชวนคนเก่งๆ จากเอกชนเข้ามา เขาก็กลัวว่าจะต้องกลายเป็น “ไม้กันหมา” ให้พรรคการเมืองใช้ชื่อบังหน้า

ถ้าคนเก่งๆ จะลงการเมืองเอง ก็ถูกโจมตีด้วยอคติ ว่า “เข้ามาหาผลประโยชน์”

ผลสุดท้าย บ้านเมืองได้แต่ “นักเลือกตั้ง” ที่มีทักษะหลักคือการแจกสัญญาและการยกมือ

นี่คือเหตุผลที่หลายสิบปีที่ผ่านมา คนเก่งของประเทศมักเลือกจะอยู่ข้างนอก เพราะการเมืองไทยยังไม่สร้างศรัทธาเพียงพอ

6.ถ้าเราเห็นพ้องกันว่าจะต้องเปลี่ยนทิศของการเดินทางสำหรับประเทศล่ะ?

สิ่งที่พรรคการเมืองต้องทำในการเลือกตั้งครั้งต่อไปคือ

นอกจากเสนอชื่อ “แคนดิเดตนายกฯ” แล้ว ต้องกล้าโชว์ ทีมรัฐมนตรี ให้ประชาชนเห็นด้วย

ถ้าพรรคไหนกล้าประกาศรายชื่อทีมมืออาชีพชัดเจน คนก็จะเลือกด้วยความมั่นใจ ไม่ใช่เลือกไปเสี่ยงดวง

และถ้าพรรคไหนยังยึดติดกับ “โควต้า” ก็เตรียมถูกประชาชนสั่งสอนในคูหาได้เลย

ลองนึกภาพง่ายๆ :

ถ้าคุณป่วยหนัก แล้วโรงพยาบาลบอกว่า “เราจะให้หมอที่ได้โควต้าจากสภาผู้แทนราษฎรมาผ่าตัดคุณ” คุณจะนอนให้เขาผ่าหรือไม่?

ถ้าประเทศคือเครื่องบิน และเตรียมจะทะยานขึ้น แต่คนขับคือ “นักเลือกตั้งที่ขับมอ’ไซค์ยังไม่เป็น” คุณกล้าขึ้นไปนั่งไหม?

บ้านเมืองก็ไม่ต่างกัน ถ้าเรายังให้คนไม่มีประสบการณ์จริงมาเป็นรัฐมนตรี พรรคไหนก็ไม่อาจพาเราหลุดจากวังวนนี้ได้

มืออาชีพกับนักเลือกตั้งคือฟ้ากับเหว และเราอยู่ในห้วงอเวจีมานานเกินไปแล้ว

ประเทศที่เดินหน้าต้องเลือกมืออาชีพ ไม่ใช่แค่คนที่พูดเก่งบนเวที

ถ้าเราจะสร้างการเมืองที่คนเก่งและคนดีอยากเข้ามามีส่วนร่วมจริงๆ พรรคการเมืองต้องพิสูจน์ด้วยการดึงมืออาชีพเข้ามาในกระบวนการตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ใช้เขาเป็นไม้ประดับตอนหลังเลือกตั้งเสร็จ

เพราะถ้าการเมืองมีศรัทธา คนเก่งก็จะอยาก “ช่วยชาติ” และเราจะได้เห็นประเทศเดินไปข้างหน้าแบบจริงจัง

ไม่ใช่แค่หมุนอยู่ในวงเวียนที่ไม่มีวันสิ้นสุดอย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

PEAKY BLINDERS : THE IMMORTAL MAN | ‘ราชายิปซี’
คุยกับทูต | จูลีเด คายือฮัน บทบาทตุรกี ในฐานะสะพานเชื่อมโลก (1)
ดันดาดัน : เพราะโลกมีผี เอเลียนถึงบุกโลกไม่ได้
‘Laufey in Bangkok’ ‘เมโลดี้จับใจ’ ในโลกที่เกือบจะไร้ ‘ท่วงทำนอง’
ศธ.ล้างไพ่ พ.ร.บ.การศึกษาฯ โจทย์ใหญ่ อนาคตประเทศ
ช่องว่าง
เข็ดแล้ว พอแล้ว ไม่แต่งงานแล้ว
ฉุด-หนีตาม วัฒนธรรมประชาชน
บทเรียนเอสซีจี วิกฤติ และโอกาส (3)
‘ถนน ที่ไม่ได้อยู่ในฝัน’
อัพ สกิล ทางไหน | สถานีคิดเลขที่ 12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
E-DUANG | ระหว่าง ปฎิทิน กับ ปฏิรูป สะท้อน ความคิด การเมือง