ด่านพระเจดีย์สามองค์ กับภูสามเส้า และหินสามเส้า ในคติเรื่องผีบรรพชน
On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
นักมานุษยวิทยาระดับขึ้นหิ้งของไทยอย่าง ศ.พิเศษ ศรีศักร วัลลิโภดม ได้แสดงความเห็นถึงกำเนิดของคติการสร้าง “พระเจดีย์สามองค์” ที่ด่านพระเจดีย์สามองค์ จ.กาญจนบุรี เอาไว้ในข้อเขียนชื่อ “วัฒนธรรมหินตั้ง” ตีพิมพ์ในวารสารเมืองโบราณ ฉบับประจำเดือนมกราคม-มีนาคม พ.ศ.2563 ในทำนองที่ว่า
พระเจดีย์ทั้งสามองค์นั้น เกิดขึ้นจากคติความเชื่อโบราณเรื่องของการเปลี่ยนผ่านดินแดน หรือเขตแดน เช่น การผ่านช่องเขาและสันปันน้ำ จากบ้านเมืองหนึ่ง ไปยังอีกบ้านเมืองหนึ่ง ผู้ที่เดินทางผ่านเขตแดนเหล่านั้นจะต้องประกอบพิธีกรรมด้วยการโยนหิน 3 ก้อน ก่อนที่จะเดินทางผ่านไป เพื่อเป็นการบอกกล่าว และแสดงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบริเวณนั้น
และหินทั้งสามก้อนที่ถูกโยนไปกองรวมกันนี้เอง ที่ในภายหลังได้ถูกก่อขึ้นมาเป็นพระเจดีย์สามองค์
ข้อเสนอของ อ.ศรีศักร ข้างต้นอาจยืนยันได้จากข้อมูลของปราชญ์ท้องถิ่นของ จ.ราชบุรี อย่าง อ.สุรินทร์ เหลือลมัย (พ่อแท้ๆ ของนักโบราณคดี, กวี ควบตำแหน่งผู้ใฝ่ใจเรื่องอาหาร และประวัติศาสตร์อาหารอย่างคุณกฤช เหลือลมัย) ที่ได้เคยกล่าวถึงเรื่องเล่าของการสร้างพระเจดีย์สามองค์อีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ในเขตสวนผึ้ง จ.ราชบุรี คู่กันกับพระเจดีย์สามองค์ ที่ด่านเจดีย์สามองค์ ที่อยู่ทางด้านเหนือ โดยเรียกกันตามปากชาวบ้านว่า พระเจดีย์สามองค์ใต้ เอาไว้ในบทความเรื่อง “ตามรอยอดีตจากเจดีย์สามองค์ถึงคูบัว” ตีพิมพ์ในวารสารเมืองโบราณ ฉบับประจำเดือนเมษายน-มิถุนายน พ.ศ.2533 ดังความที่ว่า
“ซากเจดีย์สามองค์อยู่ในเขตเหมืองแร่ทุ่งเจดีย์ อ.สวนผึ้ง เดิมคงเป็นเพียงกองหินสามกอง ซึ่งผู้เดินทางใช้ดอกไม้ธูปเทียนเป็นเครื่องบูชาตามธรรมเนียมการเดินป่า เมื่อผ่านที่สำคัญ เช่น สันเขา ต้นไม้ใหญ่หรือปากดงซึ่งมีความเจ็บไข้ชุกชุมตามความเชื่อกันว่ามีเทพารักษ์ศักดิ์สิทธิ์สิงสถิตอยู่ น่าจะเป็นเส้นทางที่มีมาแล้วตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เพราะได้พบร่องรอยเก่าแก่ที่ผู้คนดึกดำบรรพ์ใช้ติดต่อสังสรรค์ คือขวานหินขัดแบบมีบ่าและไม่มีบ่าจำนวนมากทีเดียว ครั้นสมัยประวัติศาสตร์ก็มีผู้นำหินที่กองใหญ่ขึ้นมาลำดับเป็นรูปเจดีย์สามองค์เรียงกันเมื่อถูกใช้เป็นเส้นทางเดินทัพสมัยไทยรบพม่า
ปัจจุบันซากเจดีย์ได้ถูกน้ำพัดพาทรายหินที่เกิดจากการทำเหมืองแร่ ไหลมาทับถมจนพังไป คงเห็นกองหินฐานเจดีย์เพียงองค์เดียว ชาวบ้านแถบนั้นยังคงถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์จึงได้ไปกราบไหว้เป็นประจำทุกปี”
ข้อความข้างต้นจากปากคำของ อ.สุรินทร์ นี้ สอดคล้องกับข้อเสนอของ อ.ศรีศักร อย่างชัดเจน ซึ่งก็ชวนให้เชื่อถือได้ไม่ยากเมื่อพิจารณาจากฐานที่แตกกะเทาะของพระเจดีย์ทั้งสามองค์ ที่ด่านเจดีย์สามองค์ ซึ่งมีลักษณะเป็นพูนของกองหินกองพะเนินอยู่ข้างในเหมือนกันทั้งหมด แทนที่จะปลูกสร้างโดยอิฐเรียงกันเป็นแกนเหมือนอย่างเจดีย์โดยทั่วไป
นอกจากนี้ อ.ศรีศักร ยังได้เชื่อมโยงความเชื่อเรื่อง “หินสามกอง” เข้ากับปรัมปราคติเรื่อง “ภูสามเส้า” เอาไว้อย่างน่าสนใจอีกด้วยว่า
“กรณีภูสามเส้า ในพงศาวดารโยนกที่เป็นต้นกำเนิดของพระธาตุดอยตุง ภูสามเส้า และหินสามก้อน (หินสามกอง) เป็นเรื่องเดียวกัน เป็นเรื่องของสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติของคนโบราณในแอ่งที่ราบลุ่มเชียงแสน…ดอยตุง เป็นเทือกเขาที่มีดอยสูงใหญ่อยู่ 3 ดอยติดกัน ที่ในตำนานเรียก ภูสามเส้า เป็นที่ตั้งถิ่นฐานของชนเผ่าลัวะ โดยปู่เจ้าลาวจกเป็นหัวหน้าชนเผ่า (tribe) ต่อมาลูกหลานของปู่เจ้าลาวจกเคลื่อนย้ายลงจากดอยมาตั้งบ้านเมืองที่ลำน้ำสายหนึ่งในบริเวณที่เรียกว่า เมืองเงินยาง ต่อมาได้เกิดเป็นบ้านเล็กเมืองน้อย และมาตั้งเมืองใหญ่ใกล้แม่น้ำโขงเป็นนครรัฐคือ เชียงแสน
ในการสำรวจทางมานุษยวิทยาโบราณคดีของข้าพเจ้าพบว่า พื้นที่สำคัญที่สุดในการตั้งถิ่นฐานของชนเผ่าลัวะบริเวณภูสามเส้าอยู่ที่ดอยตุง อันเป็นดอยลูกกลางระหว่างดอยทั้ง 3 โดยมีตำแหน่งสำคัญอยู่ที่บ่อน้ำซับเล็กๆ ซึ่งปัจจุบันคนทั่วไปเรียกว่า บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ เป็นบริเวณที่คนมาทำพิธีกรรมกราบไหว้ขอน้ำ ก่อนขึ้นไปไหว้พระธาตุบนยอดดอยตุง บริเวณบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์คือตำแหน่งของหินตั้ง เพราะนอกจากอยู่ใกล้โขดหินแล้ว ยังมีการนำก้อนหินมาวางไว้ให้โดดเด่นในสมัยสังคมชนเผ่า บ่อน้ำซับคือน้ำที่ใช้ในการอุปโภคบริโภคของกลุ่มชนที่อยู่ ณ ที่นั้น นับเป็นความมั่นคงของชีวิต จนเกิดคติที่ว่าบ่อน้ำดังกล่าวคือรูของพญานาค ผู้เป็นเจ้าของน้ำและดินในสังคมโบราณของล้านนาและล้านช้างทั้งสองฝั่งโขง”
หากจะว่ากันตามความเห็นของ อ.ศรีศักร ข้างต้นแล้ว ก็อาจกล่าวได้ว่า “หินสามก้อน” หรือ “หินสามกอง” ก็คือสัญลักษณ์ของ “ภูสามเส้า” และในทางกลับกัน ภูสามเส้า ก็คือภาพขยายของ หินสามก้อน ได้ด้วยเช่นกัน
ส่วนอะไรที่เรียกว่า “ภูสามเส้า” ที่มีปรัมปราคติเล่าว่า เป็นดินแดนต้นกำเนิดของพวกลัวะนั้น ก็คือกลุ่มชนที่นับถือศาสนาผี โดยมีปู่เจ้าลาวจกเป็นประมุข หรือหัวหน้าเผ่า ใจกลางของภูสามเส้าก็คือ ดอยตุง ซึ่งมีพื้นที่สำคัญเป็นบ่อน้ำซับ ที่ถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์ เป็นรูพญานาค ซึ่งมีโขดหิน ทำหน้าที่เหมือนเป็น ‘หินตั้ง’ (standing stone) ตามธรรมชาติ ต่อมาเมื่อรับเอาพุทธศาสนาเข้ามาในพื้นที่ ด้วยการสร้างพระธาตุแล้ว พื้นที่ดังกล่าวก็ยังถูกเชื่อมโยงเข้าเป็นส่วนหนึ่งในปริมณฑลความศักดิ์สิทธิ์ของพระธาตุดอยตุงด้วยเช่นกัน
ที่สำคัญก็คือ “ปู่เจ้าลาวจก” ผู้เป็นหัวหน้าของเผ่าพันธุ์นั้น ก็ถือได้ว่าเป็นบรรพชนของกษัตริย์ล้านนา ในราชวงศ์มังรายเลยทีเดียว โดยคำว่า “ลาว” หมายถึง “ผู้เป็นใหญ่” หรือ “กษัตริย์”
และคำว่า “จก” (ในชื่อ ลาวจก) ก็คือ “จอบ” ซึ่งทำขึ้นมาจากเหล็ก ใช้ทำเกษตรกรรมบนที่สูง เพื่อแสดงความหมายเชิงสัญลักษณ์ว่า ปู่เจ้านี่แหละ ที่เป็นผู้ควบคุมเทคโนโลยีการถลุงโลหะที่ก้าวหน้าที่สุดในยุคสมัยนั้น จึงมีเครื่องมือที่ใช้สำหรับการเพาะปลูกที่ก้าวหน้าเหนือกว่าคนอื่นๆ
ดังนั้น จึงไม่แปลกอะไรเลยสักนิดที่ในตำนานดอยตุงจะระบุเอาไว้ว่า พวกปู่เจ้าลาวจกนั้น เอาเหล็กแลกข้าวจากพวกไต (ไท) ซึ่งอาศัยอยู่ในที่ราบลุ่มในหุบเขาเชียงราย-เชียงแสน
ส่วนบรรดาลูกหลานชาวลัวะที่สืบสายจากปู่เจ้าลาวจก แล้วไปสร้างบ้านเมืองอยู่ตามลำน้ำในที่ลุ่มนั้น อ.ศรีศักร ได้อธิบายต่อไปว่า
“พอสรุปคร่าวๆ ได้ว่า เวียงอันเป็นบริเวณที่มีคูน้ำคันดินล้อมรอบ ในแต่ละท้องถิ่นอาจมีบริเวณที่เป็นเวียงไม้เช่นกัน เพราะมีทั้งเวียงที่เป็นที่อยู่อาศัยและเวียงอื่นๆ ที่โอบล้อมเนินดินที่เป็นศาสนสถาน มีโขดหินหรือหินสามก้อนแสดงเขตศักดิ์สิทธิ์ และตำแหน่งที่เป็นที่ฝังศพและอัฐิของผู้ที่เป็นเจ้าเมืองหรือหัวหน้าชุมชน”
ในกรณีนี้จะเห็นได้ว่า ‘หินสามก้อน’ นั้น ถูกใช้ในฐานะสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับความเป็น “ผีบรรพชน” เพราะนอกจากจะเป็นเครื่องหมายแสดงตำแหน่งที่ฝังศพ หรืออัฐิ ของเจ้าเมือง หรือหัวหน้าชุมชนแล้ว ยังสื่อเป็นนัยถึง “ภูสามเส้า” อันเป็นที่พำนักของบรรพชนชาวลัวะอย่าง “ปู่เจ้าลาวจก” ด้วย
น่าสังเกตด้วยว่า “หินสามเส้า” ยังอาจถูกใช้ในความหมายที่เกี่ยวข้องกับ “ผีบรรพชน” ในวัฒนธรรมอื่นๆ อีกด้วย โดยมีตัวอย่างที่สำคัญก็คือ พวก “จาม” กลุ่มหนึ่ง ที่ยังนับถือศาสนาพราหมณ์-ฮินดู โดยอาศัยอยู่ในเขตเมืองนิงถ่วน (Ninh Thu?n) ทางตอนใต้ประเทศเวียดนามปัจจุบัน
ชาวจามเชื่อว่า มนุษย์เราเมื่อ “เกิด” ขึ้นมานั้น ก็คือได้ “ตาย” ไปจากท้องของแม่ในเวลาเดียวกัน ดังนั้น เมื่อถึงเวลาที่มนุษย์ได้ตายลง เขาก็แค่กลับเข้าไปเกิดอยู่ในท้องแม่อีกครั้งหนึ่ง ดังนั้น พวกเขาจึงจะฝังศพของผู้ตายกลับลงสู่ผืนดิน นัยว่าเป็นการกลับเข้าไปอยู่ในครรภ์ของแม่อีกครั้งหนึ่ง เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่
แต่หลังจากที่ฝังไปครบปีแล้ว ก็จะมีการนำศพขึ้นมาเผา แต่ก่อนหน้าที่จะมีการเผา 2 วัน จะต้องมีการนำเอา “หิน” ที่มีลักษณะกลมเกลี้ยงจากแม่น้ำลำธาร หรืออาจจะจากครัว (ในภาษาจามเรียกหินพวกนี้ว่า “patou ging” ซึ่งแปลว่า หินก้อนเส้า หรือชายที่มีหนวดเคราก็ได้) จำนวน 9 ก้อน มาวางเรียงตั้งสูงขึ้นไปบนฟ้าในที่แจ้งในลักษณะของ “ก้อนหิน 3 เส้า” ที่รองรับเตา หรือภาชนะในครัว
มีคำอธิบายที่อ้างกันว่า หินแต่ละก้อนเป็นสัญลักษณ์ของเดือนแต่ละเดือน หิน 9 ก้อนหมายถึง 9 เดือนที่ผู้ตายอยู่ในท้องของแม่ จากนั้นวันที่ 3 จึงค่อยทำลายหินสามเส้าที่ก่อมาจากหิน 9 ก้อนนั้น เป็นสัญลักษณ์ของการคลอด แล้วจึงขุดเอาศพผู้ตายขึ้นมาเผาได้
แต่ก็แน่นอนที่ว่า คำอธิบายข้างต้นนั้น เป็นเพียงคำอธิบายในยุคหลัง ซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงความหมายหรือรายละเอียดของพิธีกรรมจากสมัยโบราณไปแล้วเท่านั้น สิ่งที่ผมอยากจะชวนให้พิจารณาถึงกันมากกว่าในที่นี้ก็คือ การที่พิธีกรรมที่ใช้งานเจ้าหิน 9 ก้อน ในรูปแบบของหินสามเส้านั้น ถูกใช้ในพิธีศพ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องของ “ผีบรรพชน” โดยตรง
ดังนั้น ประเด็นสำคัญในที่นี้จึงควรจะเป็นการวางเรียงหินในรูปทรงของก้อนเส้า แบบหิน 3 เส้า ที่ดูจะเกี่ยวข้องกับคติโบราณที่พบกระจายอยู่ทั่วทั้งอุษาคเนย์ให้ความสำคัญกับสัญลักษณ์ของ “หินสามเส้า” หรือจะเรียก “หินสามก้อน” และ “หินสามกอง” ก็คงไม่ผิด
น่าสงสัยว่า ประเพณีการโยนหิน 3 ก้อน เมื่อเดินทางผ่านสถานที่ต่างๆ จนเกิดเป็นพระเจดีย์สามองค์นั้น จะเกี่ยวข้องกับคติเรื่อง “ผีบรรพชน” เพราะเอาเข้าจริงแล้ว ตามคติโบราณของศาสนาผีอุษาคเนย์ รวมถึงอีกหลายแห่งทั่วโลกนั้น อะไรที่ในปัจจุบันคนไทยมักจะเรียกกันว่า “เทพารักษ์” หรือ “ผีเจ้าที่” นั้นก็คือ “บรรพชน” ผู้ล่วงลับที่สิงสถิตอยู่ในสิ่งหมายตาสำคัญ (landmark) ในพื้นที่ เพื่อปกปักรักษา และคุ้มครองลูกหลานนั่นแหละครับ
