bg-single

ยกเครื่องเพื่อไทย บิ๊ก ‘แบก’ เพื่อ ‘คัมแบ๊ก’

10.10.2025

บทความในประเทศ

ยกเครื่องเพื่อไทย

บิ๊ก ‘แบก’

เพื่อ ‘คัมแบ๊ก’

เปิดตัวก่อนใครเพื่อนสำหรับพรรคเพื่อไทย ระดมว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. 185 คนโชว์ตัว คิกออฟสู่การเลือกตั้งปี 2569

เล่นใหญ่ทั้งเวทีจริงและในโซเชียล มีการทำคลิปประชาสัมพันธ์เบื้องหลังการจัดงาน เรียกว่าเก็บทุกเม็ด

แต่อีกมุมก็จัดว่าเป็นอีเวนต์เล่นใหญ่ในบรรยากาศแปลกๆ เพราะรัฐบาลเฉพาะกิจเพื่อปูทางสู่การยุบสภาของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ก็เพิ่งเข้ารับดำรงตำแหน่งได้เพียงสัปดาห์เดียว

แถมยังเป็นบรรยากาศการเมืองที่รัฐบาลเพื่อไทยเพิ่งจะหลุดจากวงโคจรอำนาจไปหมาดๆ

จนคนอดคิดไม่ได้ว่า หรือจริงๆ พรรคเพื่อไทยไม่ได้ต้องการจัดงานเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร โชว์วิสัยทัศน์หาเสียงเลือกตั้งเปลี่ยนประเทศเป็นหลักหรอก จริงๆ คือเป็นการจัดงานเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้บ้านใหญ่ หยุดเลือดไม่ให้ไหลต่างหาก

เพราะปัญหาก็ปรากฏทันทีในวันงาน จนกลายเป็นมีมดัง

เมื่อโฆษกพรรคเพื่อไทย ขานชื่อ “พชรกร อรรณนพพร” ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เพื่อไทย บ้านใหญ่ขอนแก่น ตามด้วยเพื่อนผู้สมัครต่างปรบมือด้วยเสียงอันดัง แต่เมื่อมองหาก็พบว่าเจ้าตัวไม่อยู่ในงาน

ในวันเดียวกัน “พชรกร” กลับไปปรากฏตัวอยู่ที่พรรคภูมิใจไทย ยืนสวมเสื้อพรรคสีน้ำเงินเป็นที่เรียบร้อย

วันต่อมายังมีข่าวฮือฮา ปรากฏภาพ “เกรียง กัลป์ตินันท์” บ้านใหญ่อุบลราชธานี เดินเข้าออกโรงแรมที่รู้กันดีว่าเป็นออฟฟิศแบบไม่เป็นทางการของแม่ทัพสีน้ำเงิน ตอกย้ำกระแส เลือดสีแดงไหลไม่หยุดให้ดูเป็นจริงขึ้นไปอีก

ยิ่งย้อนกลับไปก่อนหน้านี้หลังตั้งรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยสำเร็จ ยิ่งเห็นปัญหา นั่นคือบ้านใหญ่หลายหลังจากค่ายสีแดง ย้ายพรรคไปอยู่ค่ายสีน้ำเงินต่อเนื่อง บางคนเข้าร่วมโหวตนายอนุทินและรับเก้าอี้รัฐมนตรีเลยทีเดียว

การประกาศจะยกเครื่องประเทศไทย โดยเริ่มจากยกเครื่องพรรคเพื่อไทยเอง แค่เริ่มต้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว

เพื่อไทยจะกลับมาได้อย่างไร ข้อพิจารณาเบื้องต้นคือ

1. ต้องถอดบทเรียน ความผิดพลาดทางการเมืองตั้งแต่ปี 2566 รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ต่อเนื่องปี 2567 และ 2568 ของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร

หากไม่ถอดบทเรียน มองหาข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น ก็นับเป็นการติดกระดุมผิดตั้งแต่เม็ดแรก มาตรการ “ยกเครื่อง” พรรคแบบใด ก็ไม่ได้ทำให้อนาคตทางการเมืองของพรรคดีขึ้น

2. ต้องกลับไปโฟกัสที่นโยบายใหม่ ต่อยอดนโยบายเก่าที่ทำสำเร็จ โดยมองหาอุปสรรคขัดขวางที่ทำให้การนำนโยบายไปปฏิบัติไม่เป็นผล และทำ “แอ๊กชั่นแพลน” ใหม่ ทะลวงข้อจำกัดดังกล่าว โดยต้องทำให้ประชาชนมองเห็นอย่างเป็นรูปธรรม

มากกว่านั้นยังต้องสร้างจุดขายใหม่เรื่องนโยบายและการเปลี่ยนแปลง ต้องยอมรับว่าหลายนโยบายหาเสียงเช่นปี 2566 ยังไม่เพียงพอและมีจุดอ่อน ทำให้การนำมาใช้จริงเกิดผลสำเร็จได้ยาก บางทีอาจต้องออกแบบนโยบายที่สอดคล้องกับความเป็นจริงของสังคมและทรัพยากรประเทศมากขึ้น

สำคัญที่สุดคือ นโยบายใหม่ของพรรค ต้องสอดคล้องไปกับเจตจำนงทางการเมืองของประชาชน ซึ่งเคยเป็นจุดเด่นของพรรคเพื่อไทยมาตั้งแต่ยุคไทยรักไทย โดยไม่จำเป็นต้องใช้ถ้อยคำหรูหรา ชวนหวือหวา

3. ต้องสร้างผู้นำพรรครุ่นใหม่ โดยเฉพาะแคนดิเดตนายกฯ ที่วันนี้ยังไม่เห็นภาพว่าเป็นใคร คนไม่รู้ว่าพรรคจะถูกนำไปในทิศทางใด ยิ่งผู้นำไม่ชัดเจน การดึงคะแนนนิยมให้กลับมาก็ไม่ง่าย

ผู้นำคนใหม่ จะมีนามสกุลชินวัตรหรือไม่นั้นไม่สำคัญ มีหรือไม่มีก็ได้ เพราะความสำคัญอยู่ที่ทิศทางนโยบาย จุดยืนทางการเมืองและเศรษฐกิจที่แหลมคม ที่เคยเป็นจุดขายของเพื่อไทยในอดีต

4. พัฒนาบุคลากรพรรค ในระยะสั้นการหยุดเลือดที่กำลังไหลออก ก็มีความจำเป็น แต่ในระยะยาว มีความจำเป็นต้องวางระบบพัฒนาบุคลากรทางการเมืองของพรรคให้มีความหลากหลายทางความคิด ยึดโยงกับประชาชนมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

แต่ความจริงก็คือ กระแสเพื่อไทยวันนี้ห่างกันลิบกับกระแสนิยมพรรคยุคสมัยไทยรักไทย

ยังเทียบไม่ได้เลยกับเพื่อไทยสมัย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แม้แต่ความนิยมช่วงก่อนเลือกตั้งปี 2566 ก็ยังเทียบกันไม่ได้

ผลโพลของสถาบันการศึกษาอย่างนิด้าโพล ก็ยืนยันในจุดนี้

พิจารณาจากบริบทการเมืองนับตั้งแต่พรรคเพื่อไทยพลิกขั้วเปลี่ยนข้าง ตั้งรัฐบาลกับขั้วอำนาจเก่า ตั้งแต่ปี 2566 ถึงกลางปี 2568 ก็จะพบว่า

1. ช่วงสองปีกว่าของการครองอำนาจ รัฐบาลพรรคเพื่อไทยขาด “เจตจำนงทางการเมือง” ที่จะผลักดันอำนาจประชาธิปไตยให้คืบหน้ามากขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น

มากกว่านั้น รูปการณ์ทางการเมืองตลอดเวลาที่ผ่านมา สะท้อนว่าเพื่อไทยให้ความสำคัญกับ “การดีล” กับขั้วอำนาจเก่า ทำให้ “ความไว้วางใจ” ที่คนจะมองพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำรัฐบาลประชาธิปไตย “หดหายลดน้อยลง”

2. ความผิดพลาดเรื่องปัญหาชายแดนกัมพูชา จนต้องปล่อยทหารมีอำนาจนำในการแก้ปัญหา นำมาสู่การพุ่งขึ้นของกระแส “ขวาจัด” “ชาตินิยม” และ “ทหารนิยม” ทำให้คะแนนนิยมของพรรคเพื่อไทยก็ลดลงอย่างหนัก

3. มองไม่เห็นปัญหาเชิงโครงสร้าง หรืออาจจะมองเห็น แต่ยื้อเวลาการแก้ไขไว้ให้นานที่สุด เพื่อกดปัญหาไว้ไม่ให้ระเบิดออก หรือมองเห็น แต่เลือกมองไม่เห็นเพื่อเป้าหมายระยะสั้นคือ “การรักษาอำนาจ” ท้ายที่สุดก็ถูกปัญหาดังกล่าวเล่นงานจนกระเด็นจากเก้าอี้

4. ปัญหาเศรษฐกิจและนโยบาย หลายเรื่องที่หาเสียงไว้ไม่สามารถทำได้จริง จนคนเอามาทำมีมล้อเลียนในโซเชียล “เรือธง” นโยบายเด่นของพรรคหลายเรื่องจอดสนิท ที่พอทำได้ก็ไม่สมบูรณ์ เหล่านี้ล้วนฉุดคะแนนนิยมเพื่อไทยดิ่งลงเหว “เสียยี่ห้อไทยรักไทย”

5. ใช้อำนาจแก้ปัญหาไม่คุ้มค่า เช่น ไม่พยายามแก้ปัญหาทางการเมืองแม้มีโอกาส การปลดล็อกแก้ไขกติกาประเทศเป็นไปอย่างล่าช้า จนคนมองว่ารัฐบาลไม่มีเจตนาจริงใจจะผลักดันให้สำเร็จ

ปัญหาใหญ่ทางการเมืองหลายเรื่อง รัฐบาลและองคาพยพพรรคเพื่อไทย หลีกเลี่ยงที่จะไม่แตะต้องพูดถึง ท้ายที่สุดในภาวะวิกฤตตีบตันทางการเมือง มีโอกาสมากมายให้คืนอำนาจกลับให้ประชาชน ยุบสภาเริ่มกันใหม่ รัฐบาลเพื่อไทยก็ไม่ทำ ด้วยเชื่อว่าจะหลุดรอดกระบวนการนิติสงคราม

เมื่อดูจากคำปราศรัยของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร บนเวที ก็ยังคงอยู่กับวาทกรรมพรรคเพื่อไทยคือเหยื่อของอำนาจเก่า ถูกยุบพรรค ตัดสิทธิการเมือง ถูกก่อรัฐประหารโดยคนทำไม่ต้องถูกจองจำ ปลดนายกฯไปแล้วหลายคน ทั้งที่ตัวเองเข้าไปอยู่ในอำนาจมากกว่า 2 ปี มีโอกาส แต่ก็ไม่เห็นการแก้ปัญหาเรื่องนี้

ทิ้งท้าย น.ส.แพทองธารยืนยันว่าเพื่อไทยจะไม่สูญพันธุ์และจะกลับมาอีกแน่นอน

หรือจะเป็นนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผอ.เลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ที่ออกมาวิเคราะห์ในวันเดียวกัน ทำนองพรรคเพื่อไทยมีคะแนนนิยมดี พรรคส้มก็เพิ่งโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกฯ ทำให้คะแนนตก ได้เก้าอี้ไม่เกินร้อย จึงเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะกว้าอี้มากกว่า 200 คนแน่

ดูจากบนเวทีจึงสะท้อนว่า จนถึงวันนี้ก็ยังไม่เห็นว่าฝ่ายนำของพรรคเพื่อไทยเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นกับตัวเองในรอบ 2 ปีที่ผ่านมาแต่อย่างไร

การเปิดตัวผู้สมัครและวิสัยทัศน์พรรครอบนี้จึงจัดเป็น อีเวนต์ “แบก” ระดับ “บิ๊ก” เพื่อหวัง “คัมแบ๊ก” สู่เก้าอี้อำนาจ

แต่เป็นอีเวนต์ที่ยังมองไม่เห็นสาระว่าพรรคเพื่อไทยมองเห็นโจทย์ใหญ่ของประชาชนที่ต้องการภาคการเมืองเข้าไปแก้ไขปัญหา คืออะไร

เมื่อยังไม่เห็นว่าเพื่อไทยเข้าใจ “บทเรียน” ที่ผ่านมา การจะกลับมาเป็นพรรคหลักของขบวนประชาธิปไตย ก็ห่างไกล

แน่นอนเพื่อไทยไม่มีวันสูญพันธุ์แน่ๆ

แต่หลังเลือกตั้งปี 2569 คงต้องเตรียมจัดงาน “ยกเครื่อง” กันอีกหลายๆ ครั้ง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สิทธิที่จะนั่ง
เส้นทาง ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ สถานะ มนุษยภาพ
จากนาราถึงรมณีนาถ : การเล่าประวัติศาสตร์ยุคสมัยใหม่ผ่านคุก (จบ)
เชลยศึกสงครามลาว (46)
ชีวิตทางการเมือง ของพระสารสาสน์พลขันธ์ (29)
E-DUANG | ความเปราะบาง อำนาจ การเมือง เบื้องหน้า สถานการณ์ “โกงส.ว.”
รัฐประหาร 2520 ! | สุรชาติ บำรุงสุข
ศุภชัย เบรกกระแสฮั้วสว. ปม‘สำนวนคณะ 26’ ชี้ต้นทางยังพิสูจน์ไม่ได้ เตือนอย่าเพิ่งเชื่อเพียงเพราะเขาพูดกันมา
“ประชาธิปัตย์” ต้อนรับ “ปุ๊น ตรีรัตน์” ร่วมพรรค มอบบทบาทเสริมทัพนโยบายพลังงาน-เศรษฐกิจ ชูเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อประชาชน
‘โครงการหิ่งห้อย’ โดย CKPower ส่งต่อความเชี่ยวชาญ สู่พลังขับเคลื่อนความยั่งยืน
ผู้คิดค้น Bluetooth ให้เราฟังเพลงเพราะๆ
จากฮอร์มุซสู่มะละกา : ข้อคิดเรื่องความเสี่ยงทางภูมิเศรษฐศาสตร์