สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน
“นครบอสตัน” อยู่ในอันดับ 14 จาก 70 เมืองทั่วโลกที่บริษัท โอลิเวอร์ไวมาน กับมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเบิร์กลีย์ สหรัฐอเมริกา สำรวจข้อมูลและสรุปผลศึกษาเรื่องความพร้อมกับการเดินทางในเมืองหรือยูเอ็มอาร์ (Urban Mobility Readiness) เมื่อปี 2567
โดยชี้ว่า “นครบอสตัน” ตั้งอยู่ในรัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐ มีงานนวัตกรรมใหม่ๆ มีหน่วยงานวิจัยและศูนย์พัฒนาการขนส่งมวลชนในอนาคต ผ่านความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาชื่อดังและรัฐบาลกลาง
สถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเซตส์ หรือเอ็มไอที และกระทรวงการขนส่งแห่งสหรัฐ เปิดศูนย์เพื่อการวิจัยและพัฒนาด้านรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ การเดินทางทางอากาศภายในเมือง (urban air mobility) มีห้องทดลองปฏิบัติการในเรื่องปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ เน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเดินทางโดยเฉพาะ
ผู้บริหารนครบอสตันให้ความสำคัญกับการขนส่งมวลชนในหลากหลายระบบ และมุ่งเป้าไปที่ชาวเมืองที่มีรายได้น้อยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งมวลชน ทั้งยังเป็นเมืองที่มีถนนหนทางคุณภาพสูงมีเส้นทางเชื่อมต่อกับพื้นที่เมืองอื่นๆ เป็นจำนวนมากในทวีปอเมริกาเหนือ
“บอสตัน” มีระบบการขนส่งภายในเมืองอันดับที่ 3 เป็นรองแค่ “นครซานฟรานซิสโก” และ “มหานครนิวยอร์ก” เท่านั้น แต่เมื่อเทียบกับเมืองในยุโรป บอสตันเป็นรองในด้านไบก์เลนหรือทางจักรยานค่อนข้างมาก
แม้ผู้บริหารนครบอสตันให้ความสำคัญกับไบก์เลนไม่มากนัก แต่พยายามสนับสนุนให้ผู้คนใช้จักรยานไฟฟ้า (อี-ไบก์) มากขึ้น เช่น จัดสรรเงินให้โครงการอี-ไบก์ 1.5 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 50 ล้านบาท) และแจกคูปอง 4,200 เหรียญสหรัฐ (ราว 140,000 บาท) ให้กับผู้มีรายได้น้อย ผู้พิการ และผู้สูงอายุเอาไปแลกซื้ออี-ไบก์
ภายในปี 2578 ผู้บริหารนครบอสตันตั้งเป้าให้การเดินทางภายในเมืองด้วยรถอีวี และเลิกขายรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สันดาปภายใน นครบอสตันจะเป็นเมืองปลอดควันพิษ มีโครงการอุดหนุนผู้ซื้ออีวีด้วยการลดหย่อนภาษีมากถึง 7,500 เหรียญสหรัฐ จัดเลนพิเศษให้อีวีวิ่งโดยเฉพาะ และกำหนดเขตปล่อยควันพิษต่ำ (low-emission zones) เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าหมายระหว่างปี 2566-2571 เพิ่มบริการการขนส่งภายในเมืองมากขึ้นกว่าเดิมอย่างน้อย 25 เปอร์เซ็นต์ โดยจัดงบฯ ลงทุนขยายเส้นทางรถเมล์ เพิ่มจำนวนป้ายรถเมล์ที่เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าใต้ดินให้ผู้คนเข้าถึงการใช้ระบบขนส่งมวลชนรวดเร็วสะดวก ระยะทางที่เดินจากป้ายรถเมล์ไปขึ้นรถไฟฟ้าสั้นกว่าเดิม อีกทั้งเพิ่มจำนวนรถเมล์พลังงานไฟฟ้า

อันดับที่ 15 ของดัชนียูเอ็มอาร์ยังคงเป็นเมืองในสหรัฐ ได้แก่ นครลอสแอนเจลิสหรือแอลเอ เมืองนี้มีประชากรราว 14 ล้านคน รายได้ต่อหัวต่อปี 9 หมื่นเหรียญสหรัฐ (ราว 2.9 ล้านบาท) มีจุดเด่นด้านการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับระบบขนส่งมวลชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตามหลังแค่นครซานฟรานซิสโกเท่านั้น
แอลเอมีมหาวิทยาลัยระดับท็อปเท็นหลายแห่ง มหาวิทยาลัยเหล่านี้เข้าร่วมลงทุนศึกษาด้านระบบการขนส่งมวลชนยุคใหม่ มีแผนชัดเจนว่าในการแข่งกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนและพาราลิมปิกเกมส์ในปี 2571 จะใช้โดรนขับเคลื่อนอัตโนมัติขนส่งผู้คนทางอากาศ
โครงข่ายการเดินทางในเมืองถือว่าอยู่ในขั้นดี แต่ผู้บริหารเมืองก็ยังทุ่มงบฯ เพื่อให้ระบบการขนส่งมวลชนดีกว่าเดิม เช่น อนุมัติงบฯ ราว 900 ล้านเหรียญสหรัฐปรับปรุงโครงสร้างและระบบการเดินรถไฟใต้ดินรองรับผู้เข้าร่วมงานโอลิมปิกฤดูร้อนและพาราลิมปิกเกมส์
การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการใช้รถอีวี การสร้างสถานีชาร์จแบตเตอรี่ ในแอลเอถือเป็นเรื่องเร่งด่วนเพราะในปี 2578 รัฐแคลิฟอร์เนียจะห้ามขายรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน ผลักดันให้ผู้คนใช้รถอีวีมากขึ้น ฉะนั้น สถานีชาร์จแบตเตอรี่ต้องมีเพียงพอ และภายในปี 2573 จะต้องมีสถานีชาร์จให้ได้ 10,000 แห่ง
ในอดีต ผู้คนในแอลเอนิยมใช้รถยนต์มากคิดเป็นสัดส่วนราว 93 เปอร์เซ็นต์ของการเดินทางทั้งหมด ทำให้การจราจรในเมืองติดขัดอย่างหนัก ผู้บริหารเมืองหันมาลงทุนใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะควบคุมระบบจราจร ลดเวลาการเดินทางได้ราว 10 เปอร์เซ็นต์ แต่ถึงกระนั้นก็ยังเป็นปัญหาอยู่ ทั้งนี้ เพราะผู้บริหารในยุคเก่าไม่ให้ความสำคัญกับการสร้างทางจักรยานหรือทางเท้าสำหรับการเดินทางระยะสั้นๆ
นครลอสแอนเจลิสเพิ่งจะมีแผนหลักเรื่องการเดินทางภายในเมืองหรือ Los Angeles’ Mobility Plan 2035 สาระสำคัญเน้นการใช้ทางจักรยานและความปลอดภัยในการเดินเท้าใช้เงินลงทุนกว่า 7 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 230,000 ล้านบาท) มีทั้งขยายและเพิ่มเส้นทางรถเมล์ ปรับปรุงรถไฟใต้ดิน เพิ่มสถานี สร้างทางเท้า ไบก์เลนเชื่อมกับป้ายรถเมล์ สถานีรถไฟฟ้า

“ฮ่องกง” เป็นเมืองที่ระบบการเดินทางภายในเมืองอันดับที่ 16 ตามดัชนียูเอ็มอาร์ ถือว่าอยู่ใน 20 อันดับแรกของโลก เนื่องจากมีระบบการขนส่งสาธารณะยอดเยี่ยมประสิทธิภาพสูง เข้าถึงได้ง่ายและราคาไม่แพง
ผู้บริหารเกาะฮ่องกงมองการณ์ไกลในเรื่องของระบบขนส่งมวลชนมานานแล้วเพราะพื้นที่เกาะเล็กมากเพียง 1,150 ตารางกิโลเมตร มีประชากรกว่า 7.5 ล้านคน ถ้าเทียบกับเกาะภูเก็ตเกาะฮ่องกงใหญ่กว่าเท่าตัว แต่ประชากรฮ่องกงกลับหนาแน่นกว่าภูเก็ตซึ่งมีราว 4.3 แสนคน
ถนนในฮ่องกง ฝั่งเกาลูนและเขตพื้นที่ใหม่ รวมแล้ว 2,244 ก.ม. การจราจรติดขัดมากแม้ว่าขยายปรับปรุงถนนสายต่างๆ แต่ไม่สามารถรองรับปริมาณรถซึ่งมีเกือบ 1 ล้านคัน คิดเป็นสัดส่วนรถ 124 คันต่อประชากร 1,000 คน
ผู้บริหารเกาะฮ่องกงมองการณ์ไกลด้วยการนำระบบขนส่งมวลชนมาใช้ลดปัญหาจราจรติดขัด รถไฟฟ้าสายแรกเปิดบริการเมื่อปี 2522 จากนั้นก่อสร้างสายอื่นๆ เพิ่มเติม รวมถึงใช้มาตรการขึ้นภาษี เพิ่มค่าต่อทะเบียนรถยนต์ ตกเฉลี่ยปีละ 62,000 บาทต่อคัน
เมื่อภาษีรถแพง คนฮ่องกงจึงหันมานิยมใช้ระบบขนส่งมวลชนเพราะมีให้เลือกหลากหลาย ทั้งรถเมล์ รถไฟฟ้าใต้ดิน เรือ สถานีเชื่อมต่ออยู่ใกล้กับชุมชน ไม่ต้องเดินไกล และมีแผนพัฒนารถไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง
เมื่อ 2 ปีก่อน เอ็มทีอาร์ขยายเส้นทางรถไฟฟ้าสายตุงชุง (Tung Chung line) หรือสายสีส้ม วิ่งระหว่างสถานีฮ่องกงบนเกาะฮ่องกง ไปยังสถานีตุงชุง เกาะลันเตา และเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้ารางเบาไปยังสนามบินเช็กแลปก็อก
ระบบขนส่งมวลชนทางรถไฟหรือ MTR ในฮ่องกง มีทั้งหมด 10 สายเป็นรถไฟฟ้ารางเบา รถไฟความเร็วสูงครอบคลุมเส้นทาง 245.3 ก.ม. มี 179 สถานี ใช้ตั๋วร่วม “อ็อคโตปุส” ขึ้นรถไฟ เรือ รถเมล์ เรือเฟอร์รี่ รถราง และใช้เป็นบัตรจ่ายเติมเงินซื้อสินค้า ค่าอาหาร
พูดถึงตั๋วร่วมของบ้านเราไม่รู้จะมีโอกาสได้ใช้เมื่อไหร่ทั้งที่พูดกันมานานตั้งแต่มีรถไฟฟ้าสายแรกเมื่อ 26 ปีที่แล้ว วันนี้ยังเป็นลูกผีลูกคน หลังวุฒิสภาเห็นชอบกับร่างกฎหมายตั๋วร่วมและร่างกฎหมายรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนฯ แล้ว ต้องจับตาดูรัฐบาล “หนู” อนุทิน ชาญวีรกูล จะเร่งผลักดันนโยบายตั๋วร่วม นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทมาใช้ในสมัยนี้หรือไม่

“ออสโล” เมืองหลวงของนอร์เวย์ คว้าดัชนียูเอ็มอาร์อันดับที่ 17 ต่อจากฮ่องกง เมืองนี้มีประชากรราวๆ 1.1 ล้านคน ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับเมืองหลวงอื่นๆ ในยุโรปด้วยกัน แต่ผู้บริหารกรุงออสโล มีวิสัยทัศน์ไกลมากตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2573 หรืออีก 5 ปีข้างหน้า ออสโลจะเป็นเมืองหลวงแห่งแรกของโลกที่ปลอดการปล่อยก๊าซพิษ (emission-free city)
รัฐบาลนอร์เวย์สนับสนุนแนวทางของออสโลด้วยการลดหย่อนภาษีผู้ซื้อรถอีวี ทำให้นอร์เวย์กลายเป็นผู้นำโลกในด้านการปฏิวัติรถอีวี (Electric Vehicle revolution) สถิติเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานี้ ยอดขายรถอีวีในนอร์เวย์มีสัดส่วนมากถึง 96.9 เปอร์เซ็นต์ คาดว่าปลายปีนี้ยอดขายจะทะลุเป็น 97 เปอร์เซ็นต์
นโยบายสร้างสังคมสีเขียวของนอร์เวย์ทำอย่างต่อเนื่องแม้จะเปลี่ยนรัฐบาลเปลี่ยนผู้บริหาร แต่มีทิศทางชัดเจนว่าต้องลดการใช้ก๊าซพิษอย่างเต็มรูปแบบ
ทุกรัฐบาลผลักดันนโยบายรถอีวีตั้งแต่ปี 2533 หรือเมื่อ 35 ปีที่แล้ว เปิดทางให้นำเข้ารถอีวีใหม่โดยไม่เก็บภาษี ใครขับอีวีไม่ต้องเสียค่าจอดรถในที่สาธารณะ ออกกฎหมายให้รถยนต์รุ่นใหม่ๆ ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าหรือพลังงานไฮโดรเจน
ส่วนรถบรรทุกขนาดใหญ่ต้องปล่อยก๊าซพิษเป็นศูนย์หรือใช้ก๊าซชีวภาพเท่านั้น มีความชัดเจนในการสร้างสถานีชาร์จแบตเตอรี่ จัดระบบลดหย่อนภาษีกับผู้ขับอีวี
ปัจจุบันตลาดรถยนต์ส่วนบุคคลในนอร์เวย์เป็นอีวีเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ มีสถานีชาร์จแบตเตอรี่แบบเร่งด่วน (fast charger) 10,000 แห่ง รถอีวีมีทั้งหมดราว 8 แสนคัน
ผู้บริหารกรุงออสโลสนับสนุนระบบขนส่งสาธารณะเพื่อลดปริมาณการใช้รถยนต์บนถนน มีระบบตั๋วร่วมลดราคาให้กับผู้โดยสารที่ใช้ถี่ ลงทุนก่อสร้างสถานที่จอดสำหรับคาร์พูล เพื่อให้ชาวเมืองแบ่งปันกันใช้รถยนต์
ออสโลเป็นเมืองหนาว ในฤดูหนาวอากาศหนาวสุดขั้ว แต่ผู้บริหารเมืองยังผลักดันให้เป็นเมืองจักรยาน มีการลงทุนก่อสร้างทางจักรยานใหม่ๆ ทั่วเมืองเพื่อให้ชาวเมืองขี่จักรยานกันมากๆ มีระบบแบ่งปันกันใช้จักรยานส่วนกลางที่ผู้บริหารกรุงออสโลจัดให้ คิดค่าเช่าปั่นในราคาถูกมากปีละ 589 โครนเนอร์นอร์เวย์ หรือราว 1,800 บาท เฉลี่ยวันละ 5 บาทเท่านั้น
วันนี้กล่าวได้ว่านอร์เวย์กลายเป็นผู้นำของโลกในด้านความเป็นเมืองที่มีอากาศสะอาดและมลพิษทางเสียงมีน้อยมาก ถึงกระนั้น รัฐบาลยังมีโครงการใหม่ๆ เพื่อสร้างเสริมคุณภาพอากาศและลดมลพิษต่างๆ ให้ชาวเมืองอยู่อย่างมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี เช่น การเพิ่มพื้นที่ปลอดรถยนต์ หรือคาร์ฟรีโซน สร้างกำแพงซับเสียงในถนนสายใหญ่ๆ จำกัดความเร็วรถเพื่อลดปริมาณฝุ่น ปรับปรุงถนนให้มีคุณภาพสูงวัสดุล้ำสมัยใช้งานได้นานทนทานในทุกสภาพอากาศ
ไล่เรียงจาก “นครบอสตัน” มาถึงลอสแอนเจลิส เกาะฮ่องกงและกรุงออสโล จะเห็นได้ว่า วิสัยทัศน์ของผู้บริหารเมืองเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวด การมองการณ์ไกลในเรื่องของการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน เห็นประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง กำหนดนโยบายและทำอย่างต่อเนื่อง เช่นนี้จึงทำให้เมืองต่างๆ ที่กล่าวมามีระบบการขนส่งมวลชนที่ยอดเยี่ยมติดอยู่ใน 20 อันดับแรกของโลก

ใต้ภาพ 1
จุดชาร์จแบตเตอรี่รถอีวี ในนครบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐ ทางผู้บริหารนครบอสตันเร่งขยายจุดติดตั้งให้มากขึ้น เพื่อสนับสนุนให้ชาวบอสตันหันมาใช้อีวีลดการปล่อยก๊าซพิษ (ที่มาภาพ : ซิตี้ ออฟ บอสตัน)
ใต้ภาพ 2
สถานีชาร์จแบตเตอรี่รถอีวีพลังงานแสงอาทิตย์ในนครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐ เป็นระบบชาร์จพลังงานไฟฟ้าได้เร็วมาก ด้วยพลังไฟ 150 กิโลวัตต์-350 กิโลวัตต์ ช่วยลดการปล่อยก๊าซพิษ (ที่มาภาพ : อิเล็กทริกคาร์สรีพอร์ต)
ใต้ภาพ 3
รถไฟฟ้าเอ็มทีอาร์บนเกาะฮ่องกง ได้รับการยกย่องว่าเป็นระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพสูง ประหยัดเ
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
