bg-single

สงครามโดรน (7) เมื่อมนุษย์อยากบินได้อย่างนก

22.10.2025

ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข

สงครามโดรน (7)

เมื่อมนุษย์อยากบินได้อย่างนก

“ประโยชน์ที่แท้จริงของระบบอากาศยานไร้นักบิน คืออากาศยานแบบนี้เปิดช่องทางให้เราสร้างอำนาจได้โดยไม่ต้องสร้างความเสี่ยง”

General David Deptula

โดรนในยุคสมัยของเราเริ่มต้นด้วยการมีภารกิจในการลาดตระเวน และพัฒนามากขึ้นด้วยการทำหน้าที่ในการล่าสังหาร โดยเฉพาะการติดตามสังหารบุคคลเป้าหมาย เช่น แกนนำของกลุ่มก่อการร้ายระหว่างประเทศ เป็นต้น จนเมื่อสงครามยูเครนเกิดขึ้น เราจึงเห็นการใช้ในภารกิจทางทหารอย่างกว้างขวาง ทั้งในการบินลาดตระเวนและการบินโจมตี ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ในการล่าสังหารเป้าหมายบุคคลเช่นในยุคสงครามต่อต้านการก่อการร้าย หากใช้เป็นเครื่องมือการโจมตีทั้งเป้าหมายทางทหารและพลเรือนของฝ่ายตรงข้าม

สงครามยูเครนในส่วนหนึ่งที่สำคัญจึงสะท้อนให้เห็นถึง “สงครามโดรน” เนื่องจากโดรนถูกใช้เป็นเครื่องมือหลักประการสำคัญของการรบ ซึ่งหากเปรียบเทียบความโดดเด่นของอาวุธในการเป็นตัวแทนของสงครามในแต่ละยุคสมัย เราอาจเห็นปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติแบบ “AK-47” หรือที่เรียกกันว่า “อาก้า” เป็นสัญลักษณ์ของสงครามก่อความไม่สงบในยุคสงครามเย็น หรือเรามี “ระเบิดแสวงเครื่อง” (IED) เป็นตัวแทนของสงครามในอิรักและอัฟกานิสถาน

ถ้าเช่นนั้น อะไรคืออาวุธที่เป็นตัวแทนของสงครามในยุคสมัยของเรา ซึ่งมียูเครนเป็น “ภาพจำหลัก” ซึ่งหากกล่าวด้วยสำนวนของหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์แล้ว คงต้องกล่าวว่า “ถ้าเป็นในยูเครนแล้ว ก็ต้องเป็นโดรน” เนื่องจากโดรนเป็นอาวุธที่สร้างความเสียหายมากที่สุดในสงคราม อีกทั้งโดรนยังเป็นอาวุธที่ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวาง จนอาจกล่าวได้ว่าสนามรบในยูเครนได้ให้กำเนิด “สงครามโดรน” อย่างแท้จริง ที่มิใช่เป็นการใช้โดรนในภารกิจที่เป็น “ปฏิบัติการจำกัด” ของการต่อต้านการก่อการร้าย หรือการต่อต้านการก่อความไม่สงบเช่นในยุคหลังเหตุการณ์ 9/11

ชวนรู้จักกับโดรน

การเข้ามามีบทบาทในภารกิจสงคราม จนโดรนกำลังทำหน้าที่เป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดรูปแบบของสงครามในยุคสมัยของเรานั้น ทำให้เราอาจจะต้องเริ่มต้นด้วยการทำความรู้จักกับโดรน

อุปกรณ์การบินที่เราเรียกกันว่า “โดรน” นั้น โดยทั่วไปแล้วหมายถึง “ระบบไร้คนขับ” (unmanned system) หรือ “US” หรืออาจเรียกว่า “อากาศยานไร้คนขับ” (unmanned aerial vehicles) ซึ่งโดยทั่วไปเราเรียกด้วยตัวย่อว่า “UAVs” แต่สำหรับสำนักงานบริหารการบินกลาง (FAA) ที่ทำหน้าที่ในการควบคุมกิจการด้านการบินของสหรัฐแล้ว เรียกว่า “ระบบทางอากาศไร้คนขับ” (unmanned aerial system) หรือ “UAS” [หรืออาจเรียกในอีกแบบว่า “pilotless aircraft”]

แต่กองทัพอากาศอเมริกันเรียกโดรนตามรูปของภาษาว่า “อากาศยานควบคุมการบินระยะไกล” (remotely piloted aircraft) หรือ “RPA” (ในยุคสงครามเวียดนามเรียก “remotely piloted vehicles” หรือ “RPV”) ในส่วนของสถาบันการบินพลเรือนของไทยแปลคำนี้ว่า “อากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก” หรืออังกฤษและทางยุโรปเรียกโดรนว่า “ระบบอากาศยานควบคุมการบินระยะไกล” (remotely piloted aircraft systems) หรือ “RPAS”

ในเชิงภาษาแล้ว จะเห็นได้ว่ากองทัพอากาศอเมริกันพยายามจะรักษาคำว่า “นักบิน” (pilot) ไว้ในตัวภาษา ซึ่งแตกต่างจาก FAA ที่ไปเน้นที่ภาวะของเครื่องว่ามีสภาพ “ไร้คนขับ” แต่ ทอ.สหรัฐ มองว่า เพื่อให้สอดรับกับการฝึกบุคลากร ที่ไม่ว่าตัวอากาศยานจะมีสภาพแบบใดล้วนต้องการฝึกทั้งสิ้น เพราะแม้ว่าจะเป็นการบินด้วยการควบคุมระยะไกล ซึ่งเป็นบุคคลที่เราเรียกว่า “ผู้ควบคุม” การบินของโดรน (operators หรือ drone operators) หรืออาจจะต้องเรียกในทางปฏิบัติว่า “นักบินโดรน” ก็ต้องการฝึกเช่นกัน ไม่แตกต่างจากการฝึกนักบินของเครื่องบินรบที่มีนักบิน

อย่างไรก็ตาม คำว่า US UAVs UAS RPA RPV หรือ RPAS ทั้งหมดนี้ คือ “โดรน” นั่นเอง หรือโดยความหมายง่ายๆ ก็คือ ระบบไร้คนขับนี้ คือยานพาหนะที่ไม่มีผู้ขับขี่หรือผู้ควบคุม และยานพาหนะนี้ถูกควบคุมจากระยะไกล หรืออาจเป็นการควบคุมด้วยระบบอิสระ (Unmanned Vehicles) หรือ UVs [โดยทั่วไปแล้ว เรามักจะใช้เพียง 3 คำหลัก คือ UAVs UAS และ RPA]

ยานพาหนะหรือโดรนเช่นนี้มีทั้งระบบทางอากาศ ทางบก และทางทะเล อีกทั้งสามารถมีน้ำหนักบรรทุก (payload) ที่ติดตั้งอุปกรณ์ได้หลากหลายแบบ ขึ้นอยู่กับรูปแบบ (type) หน้าที่ในการใช้งาน (function) คุณลักษณะของการใช้ในทางปฏิบัติ (operational characteristics) และวัตถุประสงค์ของภารกิจที่จะใช้งาน (mission objectives) สิ่งเหล่านี้คือลักษณะและรายละเอียดของโดรนในแต่ละประเภทนั่นเอง ซึ่งในปัจจุบัน โดรนมีรายละเอียดแตกต่างกันออกไป เนื่องจากโดรนมีความหลากหลายรูปแบบ

ความฝันอันยาวนาน

หากย้อนกลับไปในอดีต การที่มนุษย์มีความฝันที่จะพาตัวเองให้ “เหาะเหินเดินอากาศ” ให้ได้ด้วยตัวเองนั้น ต้องถือว่าเป็นความฝันอันยาวนาน อย่างน้อยเทพปกรณัมกรีก บอกเล่าเรื่องราวความฝันเช่นนี้ได้เป็นอย่างดี ดังเช่นเรื่องราวของอิคารัส (Icarus) บุตรแห่งเดดาลัส (Daedalus) นักประดิษฐ์อัจฉริยะในปกรณัมกรีก ผู้สร้างเขาวงกตบนเกาะครีต ที่เป็นดินแดนของกษัตริย์ไมโนส (Minos)

ในปกรณัมได้เล่าว่า เขาวงกตจะเป็นที่คุมขัง “อมนุษย์” ที่เป็นครึ่งคนครึ่งวัว หรือที่มีเรียกชื่อว่า “มิโนทอร์” (Minotaur) และมิโนทอร์นี้ กษัตริย์ไมโนสจะเอาไว้ใช้ให้คอยจัดการกับศัตรูของพระองค์ ด้วยการส่งคนไปให้มิโนทอร์กิน แต่เดดาลัสและอิคารัสกลับนำเอาข้อมูลเส้นทางของเขาวงกตออกเปิดเผยแก่เจ้าหญิงอาเรียดเน (Ariadne) ผู้เป็นบุตรีของกษัตริย์ไมโนส และต่อมานางได้ให้ข้อมูลนี้แก่เธซิอุส (Theseus) นักรบแห่งเอเธนส์ ที่บุกมาที่เกาะครีตเพื่อสังหารมิโนทอร์

แม้เธซิอุสจะสามารถสังหารมิโนทอร์ได้จริง แต่เขาก็ติดอยู่ในเขาวงกตแห่งนั้น และอาจจะออกมาไม่ได้เลย หากกลับกลายเป็นเรื่องผิดคาด เนื่องจากเจ้าหญิงอาเรียดเนกลับนำแผนที่ทางออกจากเขาวงกตให้แก่เธซิอุส เขาจึงพาตัวเองออกจากเขาวงกตได้ในที่สุด

การให้ข้อมูลเส้นทางออกดังกล่าว ทำให้สองพ่อลูกถูกจับกุมข้อหากบฏ หรือถ้าเป็นในโลกปัจจุบัน วิศวกรทั้ง 2 คนจะถูกจับกุมด้วยข้อหา “สายลับข้าศึก” ที่เปิดเผยข้อมูลข่าวกรองด้านความมั่นคงที่เป็น “ความลับสุดยอด” ให้แก่ฝ่ายตรงข้าม ทำให้ทั้งสองจึงถูกจองจำอยู่บนหอคอยในวังของกษัตริย์ไมโนส และเป็นการถูกคุมขังในแบบที่ไม่มีทางหนีออกมาได้

ทางออกจากหอคอยแห่งนี้มีทางเดียว คือต้องพาตัวเองหนีออกไปทางอากาศ แต่จะเป็นไปได้อย่างไร เมื่อมนุษย์ไม่ใช่นก ที่จะบินไปได้เองในอากาศ ดังนั้น เมื่อเดดาลัสมองเห็นฝูงนกที่บินไปมาได้ในอากาศ ด้วยความเป็นอัจฉริยะนักประดิษฐ์ เขาเห็นคำตอบทันทีถึงเส้นทางการหนีออกจากหอคอยแห่งนี้ หรือปรากฏข้อสรุปที่ชัดเจนในใจแล้วว่า การต้องทลายการคุมขังเพื่อพาเขากับลูกออกสู่อิสรภาพให้ได้นั้นคือ การบินให้ได้อย่างนก [ถึงตรงนี้แล้ว อดคิดถึงเพลงรุ่นเก่าอย่าง “วิหคเหินลม” ของคุณเพ็ญศรี พุ่มชูศรี ไม่ได้ ดังเนื้อเพลงที่กล่าวว่า “แสนสุขสมนั่งชมวิหค อยากเป็นนกเหลือเกิน… แม้เป็นนกได้ดั่งใจจินตนา ฉันคงเริงร่าลอยลม… สองพ่อลูกบนหอคอยคงคิดเช่นนี้คือ “อยากเป็นนกเหลือเกิน”]

ฉะนั้น คำตอบที่จะต้องทำให้สำเร็จ คือการทำให้ตัวเองมี “ปีก” เหมือนนก เพราะท้องฟ้าคือเส้นทางเดียวของการเดินทางสู่อิสรภาพ และอิสรภาพจะได้มาด้วยการที่เขาจะต้องบินให้ได้ และบินให้ได้อย่างนกเท่านั้น… พวกเขารวบรวมขนนกให้ได้เป็นจำนวนมากพอเพื่อที่จะทำปีกติดให้กับตัวเอง ขนนกเหล่านี้ถูกเชื่อมกันด้วย “ขี้ผึ้ง” เพื่อให้เป็นปีกที่มีขนาดใหญ่ และสามารถสวมเข้ากับแขนของตัวเองได้

แต่เดดาลัสผู้พ่อได้ย้ำเตือนอิคารัสว่า ปีกนี้จะช่วยให้พวกเขาเป็นอิสระด้วยการบินออกไปจากเกาะแห่งนี้ แต่ก็ห้ามไม่ให้บินสูงเข้าไปใกล้ดวงอาทิตย์ เพราะความร้อนของพระอาทิตย์จะละลายขี้ผึ้ง จนปีกสิ้นสภาพ ขณะเดียวกันก็อย่าบินต่ำมากไปขนานกับท้องทะเล เพราะไอน้ำจากทะเลจะทำให้ขนนกเปียกชื้น และบินไม่ขึ้นจนตกลงน้ำ

ในที่สุด สองพ่อลูกก็พาตัวเองทะยานขึ้นฟ้า หนีออกจากหอคอยได้ แต่ด้วยความคะนองใจที่สามารถบินได้อย่างนก อิคารัสตัดสินใจที่จะบินให้สูงขึ้น เพื่อเข้าไปหาดวงอาทิตย์ หรือในความหมายขององค์เทพกรีกคือ เทพอพอลโล (Apollo) เพราะจะทำให้เขาเป็นมนุษย์คนแรกที่เข้าใกล้องค์ทวยเทพผู้ยิ่งใหญ่ได้มากที่สุด แต่เขาดูจะละเลยข้อเตือนใจประการสำคัญว่า ความร้อนแรงของแสงอาทิตย์นั้น จะหลอมละลายขี้ผึ้งที่ยึดเหนี่ยวขนนกที่ถูกประกอบให้เป็นปีกที่เขาใช้ในการบิน

จุดจบของอิคารัสเดาได้ไม่ยาก เมื่อความร้อนได้ละลายขี้ผึ้งที่เชื่อมต่อปีกของเขาแล้ว เขาจึงไม่มีปีกเหลือที่จะทำการบินได้อีกต่อไป และตกลงสู่พื้นน้ำของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เขาจมน้ำเสียชีวิตต่อหน้าเดดาลัสผู้เป็นพ่อ และการตายของอิคารัสกลายเป็นตำนานที่ถูกเล่าขานกันในยุคกรีก เพื่อเตือนใจถึงความไม่ประมาท (ใครที่สนใจภาพเขียนที่บอกถึงการเสียชีวิตของอิคารัส ลองค้นดูภาพ “The Lament for Icarus” วาดโดย Herbert Draper ชาวอังกฤษในปี 1898 จะเห็นอิคารัสนอนเสียชีวิตอยู่บนกองปีก)

ความจริงจากความฝัน

สําหรับคนที่ใฝ่ฝันถึงเรื่องการบิน และการเดินทางในอากาศแล้ว ตำนานอยู่กับ “เดดาลัส” อัจฉริยะผู้สร้างประดิษฐกรรมการบิน และเป็นผู้สร้างภาพแทนที่มนุษย์สามารถบินขึ้นสู่อากาศได้ แม้ทั้งหมดนี้จะเป็นเรื่องของเทพปกรณัมกรีก แต่ก็ทำให้ “ตำนานเดดาลัส” เป็นแรงบันดาลใจสำคัญในความฝันของมนุษย์ หรือที่อาจกล่าวเสมอในเรื่อง “ยุทธศาสตร์ทางอากาศ” ว่า เราล้วนเป็น “ทายาท” ที่สืบทอดความฝันในการพามนุษย์ขึ้นสู่อากาศด้วยปีกที่เขาประดิษฐ์ขึ้น แม้ว่าในทางวิศวกรรมการบินจะถูกพิสูจน์มานานแล้วว่า มนุษย์ไม่สามารถบินได้ด้วยการเอาปีกสวมที่แขนของตนเอง หรือมนุษย์บินอย่างนกไม่ได้

แต่มนุษย์ไม่ได้ฝันเพียงแค่จะบินได้ในอากาศเท่านั้น หากยังฝันที่จะสร้าง “เครื่องบิน” (flying machine) ที่จะเป็นดังจักรกลที่บินได้ อย่างน้อยราว 2,500 ปีมาแล้ว ความฝันเช่นนี้พบได้ทั้งในกรีกและในจีน นักปรัชญาชาวกรีกอย่างพีธาโกรัส (Pythagoras) และอาร์คิมิดิส (Archimedes) ก็เคยคิดเรื่องเช่นนี้มาแล้ว แต่อาร์คีทัสชาวอิตาลีภาคใต้ (Archytas the Tarentine) ได้ประสบความสำเร็จในการสร้าง “นกประดิษฐ์” (mechanical bird) ใน 425 ปีก่อนคริสตกาล และมีบันทึกถึงความสำเร็จของนกประดิษฐ์ตัวนี้ที่บินไปไกลได้ราว 200 เมตร (อ้างใน Kimon P. Valavanis, George J. Vachtsevanos, Ed., Handbook of Unmanned Aerial Vehicles, Springer Reference, 2015)

ดังนั้น นกประดิษฐ์ของอาร์คีทัสคือ จุดเริ่มต้นของโดรนในยุคเรา หรือข้อมูลการประดิษฐ์เรื่องนี้ บอกแก่เราว่าโดรนตัวแรกกำเนิดเมื่อ 425 ปีก่อนคริสตกาล!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ธำรงศักดิ์โพล เปิดผลสำรวจ ร้อยละ 62.18 ชี้ควรมีการเลือกตั้งผู้ว่าจังหวัดทุกจังหวัดได้แล้ว
“เผ่าภูมิ” ยินดี คลังสานต่อ “Negative Income Tax” ยุคเพื่อไทย พุ่งเป้าช่วยคนจน เสนอเกณฑ์รายได้ต่ำกว่า 6 หมื่น/ปี รับสูงสุด 12,000 บาท/ปี
แตรฝรั่ง (3)
ตามสถิติเอเลียนน่าจะมีจริง แต่…
aespa คั้นชีวิตให้เปรี้ยวเข็ดฟันมากกว่าเดิม ด้วยอัลบั้มชุดใหม่ Lemonade
จาก ‘ทรงวิทย์’ ถึง ‘อุกฤษฎ์’ จาก ‘ศอ.ปชด.’ สู่ ‘ศบค.ชด.’ ‘อนุทิน’ ติดดาบ ‘ผบ.หยอย’ คุม ทุกชายแดน กรำศึกเขมร รอบสุดท้าย
‘โต เลิม’ เยือนไทย : เห็นอะไรในประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม
สุทธิชัย วีรกุลสุนทร ‘เฮียล้าน ลุยต่อ’ ป้องกันแชมป์ ส.ก.จอมทอง สมัย 7 ไม่หวั่นคู่แข่งเจนใหม่
‘บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ’ มองประเทศไทยที่ ‘หยุดนิ่ง’ ‘คนรุ่นหลัง’ จะ ‘ทุกข์ยาก’ กว่านี้
Prachachat Business Awards 2026 เปิดทำเนียบ 5 สุดยอดธุรกิจไทย ‘ฮั่วเซ่งเฮง’ รายได้สูงสุด ปตท.สผ.แชมป์จ่ายภาษี
Space within space
E-DUANG | การรุก การถอย การเมือง ของ TH-AI Passport