KAMIN LERTCHAIPRASERT A Retrospective through Photography การทบทวนเส้นทางแห่งภาพถ่าย ของ คามิน เลิศชัยประเสริฐ
อะไร(แม่ง)ก็เป็นศิลปะ | ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์
เมื่อพูดถึงชื่อของ คามิน เลิศชัยประเสริฐ มิตรรักแฟนศิลปะหลายคนอาจนึกไปถึงศิลปินไทยผู้มีชื่อเสียงในระดับสากล ที่ทำงานผ่านสื่อต่างๆ หลากหลาย ทั้งจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ และศิลปะจัดวาง ในแนวทางของงานศิลปะเน้นแนวคิด หรือคอนเซ็ปชวลอาร์ต (Conceptual art) ที่มักแสดงออกถึงการทำสมาธิ และตั้งคำถามทั้งต่อโลกทางจิตวิญญาณและทางโลก แต่หลายคนอาจไม่ทราบว่า ในอดีตที่ผ่านมา คามินเริ่มต้นเส้นทางศิลปะของเขาจากการทำงานภาพถ่าย ด้วยการใช้ภาพถ่ายเป็นเครื่องมือบันทึก ร่าง ทดลอง และสื่อสารความคิดสร้างสรรค์ตลอดเส้นทางการทำงาน ซึ่งเส้นทางที่ไม่ค่อยถูกรับรู้ของเขาที่ว่านี้ ถูกเปิดเผยผ่านนิทรรศการแสดงเดี่ยวครั้งล่าสุดของเขา ที่มีชื่อว่า KAMIN LERTCHAIPRASERT – A Retrospective through Photography นั่นเอง
โดยคามินกล่าวถึงเส้นทางการทำงานภาพถ่ายของเขาในอดีตที่ผ่านมาอย่างยาวนานว่า

“สมัยผมเรียนที่คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ถึงแม้ผมจะต้องฝึกวาดเส้นและวาดภาพตามปกติทั่วไป แต่ในขณะเดียวกันผมก็ชอบการถ่ายภาพ และคิดว่าภาพถ่ายเป็นงานศิลปะของตัวเอง ผมรู้สึกว่าภาพถ่ายสามารถบันทึกความรู้สึกได้ดี ก็เลยใช้ภาพถ่ายในการบันทึกประสบการณ์ในวัยเด็ก ที่ผมรู้สึกเจ็บปวดจากการสูญเสียแม่ โดยผมสูญเสียแม่ในอุบัติเหตุ และท่านยังเสียขาในอุบัติเหตุด้วย”
“ความที่เป็นลูกคนจีน ผมก็เลยต้องทำกงเต๊กเป็นขาปลอมจากกระดาษเพื่อใช้ในพิธีศพ ประสบการณ์ตรงนั้นทำให้ผมรู้สึกว่า สิ่งแปลกปลอมที่ทำจากวัสดุให้กลายเป็นแขน ขา ศีรษะ ใบหน้า เหมือนกับประติมากรรมที่เป็นรูปทรงของร่างกายมนุษย์ นั้นทำให้เรารู้สึกถึงการสูญเสีย หรือความตายที่อยู่กับตัวเราตลอดเวลา ผมเลยหยิบเอาประติมากรรมรูปทรงของอวัยวะและร่างกายคนมาผสมกันในผลงานภาพถ่ายของผม”

“ผมรู้สึกว่าการถ่ายภาพตอบสนองความรู้สึกลึกๆ ของตัวเราได้ดี เพราะฉะนั้นผมจึงชอบถ่ายภาพมาก ทั้งๆ ที่ในคณะที่ผมเรียนไม่มีสอนวิชาถ่ายภาพ ผมก็ต้องฝึกหัดเอง ไปลงเรียนในหลายชั้นเรียนที่เขาเปิดสอน ใฝ่รู้จนกระทั่งมีห้องมืดของตัวเอง ล้างภาพอัดภาพด้วยตัวเองทุกอย่าง ทั้งๆ ที่ผมไม่คิดว่าผมจะเอาภาพถ่ายมาทำส่งเป็นงานเรียนในวิชาที่ผมเรียนด้วยซ้ำไป เพราะผมรู้สึกว่างานภาพถ่ายนั้นสมบูรณ์ในตัวของตัวเองแล้ว”
“แต่ไม่นานหลังจากนั้น ผมก็เริ่มเอางานภาพถ่ายไปส่งในวิชาที่เรียน อย่างเช่นวิชาองค์ประกอบศิลป์ หรือตอนเริ่มต้นทำงานภาพพิมพ์ใหม่ๆ ผมก็เอางานภาพถ่ายของผมไปทำเป็นงานภาพพิมพ์โฟโต้เอ็ตชิ่ง (Photo etching : เทคนิคการสร้างภาพพิมพ์ที่ถ่ายทอดภาพถ่ายลงบนแผ่นแม่พิมพ์โลหะเพื่อพิมพ์ลงบนกระดาษ) แต่ยังไม่ทำร่องรอยอะไรลงไป แค่เอาภาพถ่ายพิมพ์ออกมาเป็นงานภาพพิมพ์ผ่านเทคนิคนี้”
“พอส่งงานไป อาจารย์เห็นงานแล้วบอกว่า ‘มันไม่ใช่ศิลปะ’ ‘มันเป็นแค่ภาพถ่าย’ ตอนนั้นผมงงมาก เพราะผมทั้งจัดแจงหุ่นประติมากรรมกับท่าทางของนายแบบ ถ่ายภาพ ล้างอัดภาพ พิมพ์ออกมาเป็นงานภาพพิมพ์ด้วยตัวเอง พอได้ยินอาจารย์ที่เคารพบอกว่าไม่ใช่ศิลปะ ผมก็ไม่เข้าใจในคำตอบ รู้สึกเสียใจ โกรธ เลยเอาน้ำกรดราดลงไปบนแม่พิมพ์งานที่ไม่ผ่าน แล้วเอาเหล็กแหลมขูดขีดลงไปจนกลายเป็นพื้นผิวอะไรก็ไม่รู้เต็มไปหมด แล้วผมก็ลองเอาแม่พิมพ์นี้ลองพิมพ์เป็นงานออกมา แล้วลองเอาไปส่งอาจารย์อีกครั้ง ปรากฏว่าอาจารย์ให้ผ่าน เขาบอกว่า ‘คุณมาถูกทางแล้ว!'”
“การกระทำด้วยความโกรธของผมกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ระบบการศึกษาแห่งนี้ยอมรับว่าสิ่งที่ผมทำเป็นงานศิลปะ ผมก็เลยทำงานในลักษณะนี้ต่อ จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของงานที่ผมทำจนเรียนจบ ผมยังได้รับการคัดเลือกให้จัดแสดงนิทรรศการแสดงเดี่ยวของศิลปินรุ่นเยาว์ในหอศิลป์คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ โดยแสดงผลงานภาพพิมพ์จำนวน 20 ชิ้น นอกจากนั้นเป็นผลงานภาพถ่าย 50 ชิ้น”

“หลังจากนั้นผมก็ทำงานภาพถ่ายต่อ แต่ทำในฐานะงานคอนเซ็ปชวลอาร์ตมากกว่า อย่างในงานชุด นิราศไทยแลนด์ (1992) ที่เป็นการบันทึกประสบการณ์ของผมหลังจากเดินทางกลับจากสหรัฐอเมริกาในช่วงปี 1991 ที่ทำให้ผมมองสังคมไทยต่างจากในอดีตที่ผมเคยอยู่ ผมจึงทำกิจกรรมทางศิลปะด้วยการเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ โดยสวมใส่รองเท้าแตะยางที่แกะสลักเป็นชื่อผมกับคำว่า นิราศไทยแลนด์ แล้วผมก็จะถ่ายภาพในทุกสถานที่ที่ผมไปโดยให้เห็นรองเท้าแตะที่ถูกแกะสลักปรากฏอยู่ในภาพ เหมือนเป็นจุดที่เรายืนมองโลก เหมือนใช้รองเท้าเป็นแม่พิมพ์ และโลกเป็นผืนผ้าใบ เราก็พิมพ์ประสบการณ์ของเราลงไปบนทุกสถานที่ที่เราไปบนโลกใบนี้ และบันทึกด้วยกล้องถ่ายภาพ พอกลับมาถึงบ้านผมก็จะเขียนบทกวี และใช้รองเท้าแตะพิมพ์ประทับลงไปบนภาพถ่าย เพื่อบันทึกถึงความรู้สึกว่าวันนั้นตัวเราได้รับอะไรจากสังคมบ้าง”
“หรือผลงานในชุด Unknown (1992) ผมทำในช่วงเวลา 3 เดือน ด้วยการถ่ายภาพในช่วงเวลาทุกๆ 15 นาที ตั้งแต่ตื่นนอนไปจนถึงนอนหลับด้วยฟิล์ม 1 ม้วน จำนวน 36 ภาพ ต่อวัน รวม 88 วัน จะเรียกว่าเป็นการบันทึกหลักฐานการมีชีวิตอยู่ก็ได้ ในช่วงเวลานั้นผมยังไม่สนใจในวิปัสสนา แต่งานชุดนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นของสติ คือในช่วงนั้นผมไปอ่านหนังสือวิทยาศาสตร์ หนึ่งในจำนวนนั้นคือหนังสือเกี่ยวกับทฤษฎีสัมพัทธภาพของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ที่เขากล่าวว่า เวลาเป็นสิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราใช้เวลากับคนรักหนึ่งชั่วโมง ดูเหมือนเวลาจะผ่านไปเร็วเหมือนหนึ่งนาที แต่ถ้าเราถูกลงโทษให้นั่งบนเตาผิงแค่หนึ่งนาที เราจะรู้สึกว่ามันนานเป็นชั่วโมง”
“หรือถ้าเราเป็นเจ้าหญิงนิทรา หลับไป 2 ปี แล้วตื่นขึ้นมา เวลา 2 ปีสำหรับเราจะไม่มีอยู่ ดังนั้น เราจะเข้าใจเวลาได้ เราต้องมีประสบการณ์กับมัน”
“ด้วยแนวคิดนี้ ผมเลยอยากให้นายคามินมีชีวิตอยู่บนโลกนี้จริงๆ ผมจึงทำงานชุดนี้ที่บันทึกภาพถ่ายในทุกๆ 15 นาที ผลงานชุดนี้ค่อนข้างสำคัญสำหรับผม เพราะทำให้ผมสนใจเรื่องของสติ และการเฝ้ามองทุกขณะของชีวิต แต่ในช่วงเวลาที่ทำงานชุดนี้ผมยังไม่ได้คิดถึงขนาดนั้น แค่เริ่มจากการอยากมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้จริงๆ เหมือนเป็นการตรวจสอบว่า เรามีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ ผมเลยทำงานชุดนี้ขึ้นมา”

A Retrospective through Photography ทำการจัดวางผลงานภาพถ่ายของคามินในฐานะร่องรอยของการทำงานข้ามสื่อ ที่แสดงถึงการเดินทางอย่างต่อเนื่อง ภาพถ่ายในฐานะวัตถุ ที่มีความหมายและคุณสมบัติในตัวเอง และภาพถ่ายในฐานะบทสนทนาระหว่างศิลปินกับสังคม สิ่งเหล่านี้ประสานเข้าด้วยกันเพื่อชี้ให้เห็นว่า สำหรับคามินแล้ว ศิลปะมิใช่สิ่งแปลกแยกหรือไกลตัว แต่คือวิถีชีวิตแห่งการดำรงอยู่ในโลก อย่างเงียบงาม เรียบง่าย และลึกซึ้ง
“ผมมองว่าศิลปะคือชีวิต เพราะชีวิตคือการสร้างสรรค์ เรามีความหวัง มีความหมายในการใช้ชีวิตในแต่ละวัน ศิลปะคือสิ่งนั้น เพราะถ้าเราไม่มีความสร้างสรรค์ การมีชีวิตอยู่ก็ไม่มีความหมายสำหรับผม ศิลปะคือกระบวนการแห่งความคิด การสร้างสรรค์ การพัฒนาต่อยอด และการสร้างสมดุล ระหว่างภายนอกกับภายใน ระหว่างข้อเท็จจริงกับมุมมองส่วนตัว สำหรับผม ศิลปะไม่ใช่สิ่งที่เราเห็น ไม่ใช่เรื่องของความงามทางปัจเจก หากแต่เป็นการสร้างความสมดุลระหว่างสภาวะภายในกับภายนอก เพราะฉะนั้น การที่เราจะใช้ชีวิตให้สมบูรณ์หรือสมดุล นั่นคือศิลปะ เมื่อไรที่เราเข้าใจชีวิต เข้าใจแนวคิดของการมีชีวิต เข้าใจความหมายและเป้าหมายของชีวิต เราจะเข้าใจศิลปะที่แท้จริง ซึ่งไม่ใช่แค่ภาพเขียนหรือภาพถ่าย แต่เป็นการสร้างความสมดุลระหว่างภายนอกกับภายใน เพื่อที่เราจะมีชีวิตอยู่อย่างลื่นไหล สมดุล ไม่เบียดเบียนคนอื่น ไม่เบียดเบียนตัวเอง อยู่กับธรรมชาติได้ มีความสุขหรือความทุกข์เข้ามาก็ไม่ยึดติด ฟังที่พูดแล้วเหมือนผมเข้าใจแล้วใช่ไหม จริงๆ ผมยังไม่เข้าใจทั้งหมด 100% หรอก แต่ก็เข้าใจมากขึ้นกว่าในช่วงที่อายุน้อยกว่านี้”
“สิ่งที่นำมาแสดงในนิทรรศการนี้คือ ร่องรอยของความเข้าใจ เหมือนเวลาเราเขียนบทกวี เขียนหนังสือ สิ่งที่เราถ่ายทอดนี่คือความหมายระหว่างบรรทัด ไม่ใช่ตัวหนังสือบนบรรทัด เรากำลังบอกเล่าสิ่งที่อยู่ระหว่างบรรทัดที่ไม่ได้ถูกเขียน ชีวิตเป็นแบบนั้น นี่คือพลังงาน คือความคิดสร้างสรรค์ ความสำคัญของการเป็นมนุษย์คือเราต้องการสื่อสารร่องรอยของการได้เรียนรู้หรือได้เข้าใจในสิ่งที่เราทำ แล้วเป็นอิสระจากมัน”

“ผมรู้สึกดีใจที่มีการจัดนิทรรศการครั้งนี้ เพราะที่ผ่านมา ผมไม่เคยวิเคราะห์ตัวเองผ่านงานภาพถ่ายที่ผมทำ ในวัยเด็กผมเคยชื่นชมการถ่ายภาพในฐานะที่เป็นวิถีชีวิตของผม แต่ผมไม่รู้ว่าผมทำอะไรอยู่ พอผมมองย้อนกลับไป ผนวกกับคำถามที่ทางหอศิลป์พยายามให้ผมอธิบายการทำงานภาพถ่าย ทำให้ผมเข้าใจภาพถ่ายมากขึ้น ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยสอบถามตัวเองว่า ทำไมผมต้องถ่ายภาพ? พอกลับมองย้อนหลังและค้นหาคำตอบ ผมจึงเริ่มเข้าใจว่า สิ่งที่ผมเป็นในทุกวันนี้ การที่ผมมีมุมมองต่างจากศิลปินคนอื่นหลายเรื่อง เพราะว่าผมเป็นคนทำงานถ่ายภาพมาก่อน เพราะการถ่ายภาพคือการมองความจริงรอบด้าน ในสายตาช่างภาพ คุณต้องมองสิ่งที่คุณจะถ่ายทั้งด้านหน้า ด้านหลัง ด้านบน ด้านล่าง คุณถึงจะเจอมุมที่ดีที่สุด ถ้าคุณสังเกตภาพถ่ายของผม คุณจะเห็นว่าต้องถ่ายจากมุมมองที่เฉพาะเจาะจงเท่านั้น จึงจะเห็นได้ การมองแบบนี้เป็นสิ่งที่ผมถูกฝึกฝนมาตั้งแต่ตอนที่ทำงานถ่ายภาพมาตั้งแต่ตอนเด็ก โดยที่ผมไม่รู้ตัว นิทรรศการครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่ดี ที่จะทำให้ผู้ชมเห็นรอยต่อที่ช่วยให้พวกเขาเข้าใจในการเดินทางของผม”


นิทรรศการ KAMIN LERTCHAIPRASERT – A Retrospective through Photography โดย คามิน เลิศชัยประเสริฐ จัดแสดงที่ HOP Hub Of Photography ห้อง HOP PHOTO GALLERY ชั้น 2 แมด, มันมัน ศรีนครินทร์ ตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม-7 ธันวาคม 2525 เปิดทำการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.00-19.00 น.
ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก HOP Hub of Photography
