วิรัตน์ แสงทองคำ | www.viratts.com
ช่วงคาบเกี่ยว “เหตุการณ์14 ตุลาฯ” (ปี 2516) ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญอีกมิติ ว่าด้วยสังคมธุรกิจไทย
เป็น “ชิ้นส่วน” หนึ่ง ท่ามกลาง “ยุคสงครามเวียดนาม” ช่วงเวลาสหรัฐอเมริกาขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจมาถึงอย่างเต็มตัว ปรากฏการณ์นั้น มีบทบาทสร้าง (shaped) สังคมธุรกิจไทยในเวลาต่อมา เมื่อมองความเป็นไปกรณีสำคัญๆ ในนั้นมีบทเรียนร่วมสมัย ว่าด้วยโอกาส ภาวะล่มสลาย และการปรับตัว (อ้างอิง E-Book 3 เล่ม ออกมาในช่วงนี้)
“เทคโนโลยีระดับโลกก้าวหน้าไปอย่างก้าวกระโดด อ้างอิงจากการเดินทางไปเหยียบดวงจันทร์ครั้งแรกของมนุษย์ กับยานอวกาศอพอลโล 11ของสหรัฐในปี 2512 ซึ่งมีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์มาถึงครัวเรือนประเทศไทย สัมพันธ์กับการค้นคว้าทางเทคโนโลยี ตอบสนองชีวิตระดับบุคคล (individual) มากขึ้นๆ อาทิ เทปวิดีโอ (ปี 2512) Floppy Disc (2513) Microprocessor (2513) เครื่องคิดเลขขนาดเล็ก (2515) Compact Disc (2515) Microcomputer (2515) เทป VHS (2518) ย่อมสร้างแรงผลักดันในเชิงธุรกิจให้แสวงหาตลาดที่กว้างขวางขึ้น” ผมเคยนำเสนอภาพเชื่อมโยงกว้างๆ ไว้
สังคมไทยได้รับแรงปะทุปะทะโดยตรง ตามมาด้วยการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ได้พลิกโฉมหน้าสังคมธุรกิจไทยให้คึกคักขึ้นและพัฒนาไป
เวลาเดียวกันกับภาวะเสื่อมถอยและล่มสลาย ระบบเศรษฐกิจผูกขาด-ชาตินิยมของรัฐบาลเผด็จการทหารผู้ยึดอำนาจรัฐมาก่อนหน้า

กรณีหนึ่ง การก่อตั้งธนาคารกรุงไทย (ปี 2509) อันเป็นผลมาจากควบรวมกิจการธนาคาร 2 แห่งซึ่งมีปัญหา (ธนาคารเกษตรและธนาคารมณฑล) อันเป็นมรดกของกลุ่มทหาร ถือเป็นจุดอ้างอิงสำคัญ ว่าด้วยระบบธนาคารพาณิชย์ไทย กำลังเริ่มต้นยุคเติบโต และเข้มแข็ง กลายเป็นธุรกิจอิทธิพล เป็นแกนกลางสังคมธุรกิจไทย ตั้งแต่ยุคนั้นเป็นต้นมา
ที่น่าสนใจธนาคารขนาดกลางและเล็กหลายแห่ง เพิ่งปรับเปลี่ยนในช่วงเวลานั้น เป็นโอกาสที่เปิดขึ้นสำหรับธุรกิจครอบครัวไทย เพื่อเข้าครอบครอง แทนที่อิทธิพลเผด็จการทหาร ให้มาเป็นกลไกสำคัญ ขยายอาณาจักรธุรกิจครอบครัวขนานใหญ่
อีกบางกรณีอาศัยระบบและร่วมมือกับธนาคารอเมริกัน ปรับตัวจนเข้าที่
ดูไปแล้วเป็นแผนการไปทางเดียว มุ่งสนับสนุนเฉพาะธุรกิจครอบครัว และพวกพ้อง หรือรายใหญ่ๆ ให้ความสำคัญ “ความเป็นเจ้าของ” อย่างเข้มข้น จึงมีปรากฏการณ์แย่งชิงกันหลายกรณี โดยไม่ไส่ใจดูแล “ระบบ” ธนาคาร โดยเฉพาะไม่ลงเงินให้มีกองทุนอย่างเพียงพอ เมื่อเผชิญความผันแปรทางเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่จึงเอาตัวไม่รอด อยู่ได้ไม่ถึง 3 ทศวรรษ
(เรื่องราวพิสดาร เกี่ยวกับธนาคาร 10 แห่งซึ่งล้มละลายในช่วงวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจปี 2540 อ่าน E-Book “ตำนานธนาคารไทยล่มสลาย” 2568)
ปรากฏการณ์อีกด้าน การลงทุนจากต่างประเทศ เป็นขบวนใหญ่ มีส่วนให้ธุรกิจท้องถิ่นไทยเติบโต ทั้งเปิดโอกาสเกิดกลุ่มธุรกิจใหม่ๆ ส่วนใหญ่มาจากความร่วมมือ เพื่อผลิตสินค้าใหม่ ตอบสนองพฤติกรรมการบริโภคของคนไทยเริ่มเปลี่ยนแปลงในวงกว้าง (Critical Mass) ทั้งขยายฐานกว้างขึ้น ตามการพัฒนาสาธารณูปโภคครั้งใหญ่ เชื่อมเมืองกับหัวเมืองและชนบท
คำอรรถาธิบายนี้มีมิติที่กว้างขึ้น ว่าด้วยอิทธิพลของสหรัฐในประเทศไทย ต่อเนื่องจากคำอธิบาย ที่ว่าด้วยการลงทุน การเข้ามาของสินค้าประเภท Lifestyle แบบอเมริกัน จนถึงความรู้ที่คนไทยนิยมไปเรียนสหรัฐมากขึ้น หลังสงครามโลกครั้งที่สองนั้น ที่สำคัญอีกหนึ่งคือ ความรู้ด้านบริหารธุรกิจสมัยใหม่แบบอเมริกัน
ภายในกรอบนั้นควรรวม “โมเดลธุรกิจ” แบบอเมริกันด้วย มีผู้ที่เข้าใจ จับต้องและนำมาปะยุกต์ในสังคมไทย นั่นคือกรณีเครือเจริญโภคภัณฑ์หรือซีพี
“ดีลสำคัญเกิดขึ้นก่อนหน้า ในปี 2514 จัดตั้งบริษัท อาร์เบอร์ เอเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมทุนกับเจ้าของเทคโนโลยีพันธุ์ไก่ และการจัดการการเลี้ยงไก่สมัยใหม่ กลายเป็นจิ๊กซอว์อีกชิ้นที่สำคัญอย่างมากๆ ของธุรกิจครบวงจร ตามมาด้วยแผนการเปิดโครงการฟาร์มพันธสัญญา (Contract Farming) ขึ้น (ปี 2517) ด้วยความร่วมมือระหว่างผู้เลี้ยงไก่ทั่วไปกับซีพี เป็นแผนพัฒนาการการเลี้ยงไก่ให้ทันสมัยตามแบบแผนอเมริกัน เป็นจริงเป็นจึงขึ้นครั้งแรก ในสังคมไทย”
ซีพีขยับจับกระแส จากธุรกิจเมล็ดพันธุ์ผัก อ้างอิงแบบแผนโลกตะวันออก (ญี่ปุ่น-จีน) มาสู่ธุรกิจเกษตรครบวงจร อ้างอิงโนวฮาวและแบบแผนเชิงอุตสาหกรรมโลกตะวันตก เป็นพลังขับเคลื่อนวิถีดั้งเดิม สู่ยุคใหม่ ให้เป็นโอกาสทางธุรกิจ
เมื่อเผชิญแรงต้านทาน จึงขยับสู่ระดับภูมิภาค กลายเป็นโมเดลธุรกิจ นำพาซีพีสู่ความสำเร็จยิ่งใหญ่ในเวลาต่อมา (จากบางตอนใน E-Book “ซีพีขี่คลื่น” 2568)

ย้อนมาดูภาพธนาคารไทยในปี 2515 ดูโดดเด่น ธนาคารกรุงเทพ มียอดเงินฝากเป็นอันดับหนึ่ง (ประมาณ 17,000 ล้านบาท) ธนาคารกรุงไทย อยู่อันดับที่ 2 (8,600 ล้านบาท) ธนาคารกสิกรไทย ตามมาอันดับที่ 3 (4,000 ล้านบาท) ส่วนธนาคารไทยพาณิชย์ ยังอยู่อันดับที่ 5 (3,000 ล้านบาท) ขณะที่ธนาคารต่างชาติ 14 แห่งมีเงินฝากรวมกันยังไม่ถึง 4,000 ล้านบาท (อ้างจากข้อมูลในหนังสือ Capital Accumulation in Thailand 1855-1985, Suehiro Akira 1996)
แม้ว่าธนาคารไทยเติบโตอย่างมั่นคง แต่ความสัมพันธ์กับบริษัทรากฐานเก่าแก่แห่งหนึ่ง-ปูนซิเมนต์ไทย (เอสซีจีปัจจุบัน) ยังมีไม่มาก แม้แต่ธนาคารไทยพาณิชย์ ในฐานะอยู่ในเครือข่ายเดียวกัน เพิ่งอยู่ช่วงต้นปรับตัวครั้งใหญ่ จึงไม่มีความสามารถสนับสนุนทางการเงิน
บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย สามารถพลิกโฉมไปไกลในช่วงนั้น ทั้งขยายกำลังการผลิต เข้าสู่ธุรกิจข้างเคียง สร้างระบบจัดจำหน่ายอันเข้มแข็ง และการแสวงหามืออาชีพรุ่นใหม่ เพื่อก้าวผ่านยุค (บริหารโดย) เดนมาร์ก (2456-2517) ถือเป็นเรื่องต่อเนื่องครั้งสำคัญในยุคปลายสงครามเวียดนาม เป็นกระบวนการสร้างความพร้อม เพื่อก้าวเข้าสู่ยุคครึ่งศตวรรษหลังอย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้สถานการณ์ที่เร่งเร้าอย่างมาก
ปูนซิเมนต์ไทยขยายตัวทางธุรกิจในช่วงปี 2505-2515 เป็นทศวรรษแห่งการขยายตัวครั้งใหญ่ นอกจากมีปัจจัยจากภาวะขยายตัวทางเศรษฐกิจแล้ว แรงกระตุ้นครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ คือเริ่มต้น ยุคมีคู่แข่งขันทางธุรกิจ
โดยเฉพาะกรณีบริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง ได้รับการอนุมัติให้ก่อสร้าง และรับสัมปทานเหมืองหินปูนจากรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร (ปี 2512) โดยตั้งโรงงานอยู่แหล่งวัตถุดิบสำคัญที่อำเภอแก่งคอย จ.สระบุรี นับเป็นการเริ่มต้นอย่างน่าเกรงขาม ด้วยเทคโนโลยีการผลิตแบบใหม่ ทั้งเป็นโอกาสเข้าสู่ตลาดในภาคอีสาน ซึ่งปูนซิเมนต์ไทยยังไม่มีเครือข่ายอย่างจริงจัง
ก่อนที่ปูนซีเมนต์นครหลวงเริ่มดำเนินการผลิตซีเมนต์ครั้งแรก (ปี 2515) ด้วยกำลังการผลิตที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ ถึง 600,000 ตันต่อปีนั้น ปูนซิเมนต์ไทยได้ดำเนินแผนการลับ อย่างเร่งด่วน เป็นเรื่องราวที่น่าตื่นเต้น ตอบสนองการเกิดขึ้นของคู่แข่งรายใหม่
ว่าไปแล้ว ปูนซิเมนต์ไทย ผู้ผลิตซีเมนต์รายเดียวในไทย อยู่มาได้ สามารถผ่านยุคการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาด้วย พอมาถึงยุคเผด็จการทหาร ต้องเผชิญหน้าคู่แข่งน่าเกรงขาม เป็นครั้งแรก เป็นไปในทำนองเดียวกันกับกรณีบุญรอดบริวเวอรี่ ผู้ผลิตเบียร์สิงห์ (โปรดกลับไปอ่าน “บุญรอด บริวเวอรี่ (1)” มติชนสุดสัปดาห์ สิงหาคม 2568)
ปูนซิเมนต์ไทย สามารถปรับตัว ได้โอกาสไปต่อ อย่างเข้มแข็ง ด้วยมีปัจจัยสำคัญ สามารถมีเงินกู้จากสหรัฐ ในวงเงินมากที่สุดในสังคมธุรกิจไทยเวลานั้น (บางตอนในบางบทใน E-Book อีกเล่ม “เอสซีจี มีทางใหญ่…ยุคเดนมาร์ก” 2568)
