ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ | หนุ่มเมืองจันท์
ผมทำหลักสูตร V.A.I.P. กับ “อาจารย์อ้น” ปฤณ จำเริญพานิช และมหาวิทยาลัยศรีปทุมมาแล้ว 7 รุ่น
ตอนนี้ถึงรุ่นที่ 8 แล้ว
วันก่อน “พี่หาว” ต่อวงศ์ ซาลวาลา วิทยากรประจำของเรามาเวิร์กช็อปเรื่องการใช้ AI กับการสร้างภาพ
“พี่หาว” เป็นช่างภาพมืออาชีพมาก่อน แต่พอมาเจอ AI เข้า เขาก็เปลี่ยนแนวทางใหม่ทันที หันมาเล่นกับการสร้างภาพจาก AI
จนวันนี้เขาคือ ผู้เชี่ยวชาญโปรแกรม midjourney
ผมเชิญ “พี่หาว” มาสอน midjourney 7 รุ่น
ทุกรุ่นมีพัฒนาการที่แตกต่างกัน
แต่พอมาถึงรุ่น 8 “พี่หาว” บอกว่าเขาขอไม่สอน midjourney แล้ว
ขอสอนโปรแกรม Nano Banana แทน
ฟังตอนแรก ตกใจเลยครับ
อยู่ดีๆ ก็มาเปลี่ยนโปรแกรมที่สอนมา 7 รุ่น
จน “พี่หาว” ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า Namo Banana ตอบโจทย์คนทำธุรกิจมากกว่า
เพราะสามารถเอาผลิตภัณฑ์ของเราใส่ไปในภาพได้
และสั่งให้ทำเป็นภาพโฆษณาได้เลย
เมื่อวิทยากรยืนยันแบบนั้น เราก็ต้องยอมตาม
วันที่ “พี่หาว” สอน ผมก็นั่งเรียนอยู่ด้านหลังห้อง
ยิ่งเรียน ยิ่งตกใจ
Nano Banana เก่งมากเลยครับ
“อ้น” น้องช่างภาพเดินมาหาผม แล้วบ่นเบาๆ
“พวกผมจะตกงานไหมครับ”
ฟังแล้วสงสารเลย แต่ก็น่าเป็นห่วงอาชีพช่างภาพจริงๆ นะครับ
เพราะผมลองเอาภาพเมนู “ขาหมูเยอรมันทอด” ของโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดงที่ผมถ่ายเล่นๆ
สั่งให้ Nano Banana จัดการให้อยู่บนโต๊ะอาหาร และขอเป็นภาพแบบแมกกาซีน
โห…รูปที่ออกมาเหมือนงานของช่างภาพโฆษณาเลยครับ
“พี่หาว” สอนจบ ผมนึกถึงนักเรียน V.A.I.P. 7 รุ่นแรกเลยครับ
ไม่ถึง 1 ปี โปรแกรมที่เรียนเริ่มล้าสมัยไปแล้ว
แม้จะไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ก็รู้สึกผิด
สิ่งที่ผมกับ “อาจารย์อ้น” ทำได้ ก็คือ แจ้งไปในห้องไลน์ V.A.I.P.รุ่นก่อนๆ ว่าเราจะมีโครงการ Upskill
เชิญ “พี่หาว” มาสอน Nano Banana ให้ฟรี
ตามเจตนารมณ์…เราจะไม่ทิ้งนักเรียนไว้ข้างหลัง

ผมนึกถึงคำพูดของ “กระทิง” เรืองโรจน์ พูนผล ที่พูดที่ HOW วันก่อน
เขาสรุป 5 เรื่องสำคัญเกี่ยวกับ AI
เรื่องหนึ่งที่ผมชอบมาก
“อย่าแต่งงานกับ AI จงใช้เหมือนเล่น Tinder”
ในขณะที่เรารู้สึกว่า AI ฉลาดมาก แต่ “กระทิง” กลับบอกว่าโมเดล AI ที่เราใช้กันตอนนี้คือเวอร์ชั่นที่ “โง่ที่สุด” เท่าที่เราจะได้เจอ
เพราะเทคโนโลยีกำลังพัฒนาแบบก้าวกระโดด
สิ่งที่ “ว้าว” วันนี้ อีกไม่นานก็จะกลายเป็นเรื่องธรรมดา
คำแนะนำของเขาก็คือ ให้ใช้ AI เหมือนเล่น Tinder
Tinder เป็นโปรแกรมหาเพื่อนหรือหาคู่ของ “คนรุ่นใหม่”
“ผ่านพบ” แต่ไม่ “ผูกมัด”
เจอใครที่ไม่ชอบก็ “ปัดซ้าย”
ถ้าถูกใจก็ “ปัดขวา” แล้วคุยกัน
เขากำลังบอกว่าให้เราคิดถึง AI เหมือนกับการเล่น Tinder
เพราะ AI เป็นเทคโนโลยี่ที่เปลี่ยนเร็วมาก
ถ้าไปผูกมัดกับตัวใดตัวหนึ่งตอนนี้ ลงทุนกับตัวนี้ตัวเดียว
องค์กรของเราอาจติดกับเทคโนโลยีที่ล้าสมัยในเวลาแค่ 1-2 ปี
เขาแนะนำให้ทดลองและปรับตัวอย่างต่อเนื่อง
อย่ายึดมั่นถือมั่น
นี่คือ กุญแจสำคัญที่จะอยู่รอดในเกมนี้
ตัวอย่างเรื่อง Midjourney ชัดเจนที่สุด
จากเดิมที่เคย “ปัดขวา” เลือก
วันนี้เราต้อง “ปัดซ้าย” แล้ว
เลือก Nano Banana แทน
ใครจะไปเชื่อว่าการเปลี่ยนใจครั้งนี้ใช้เวลาเพียงแค่เวลา 1 ปีนิดๆ เท่านั้นเอง
ครับ…”ผ่านพบ” แต่ไม่ “ผูกพัน”
อีกเรื่องหนึ่งที่ “กระทิง” พูดถึงคือเรื่อง “คน” กับ AI
การทำ AI Transformation หรือเอา AI มาใช้ในองค์กร
“กระทิง” บอกว่าอุปสรรคใหญ่ที่สุดไม่ใช่ “เทคโนโลยี”
แม้เทคโนโลยีจะล้ำไปเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว
แต่ก็ยังไม่ใช่ปัญหาใหญ่
เพราะปัญหาใหญ่อยู่ที่ “คน”
ส่วนใหญ่คนชอบคิดว่า “คนรุ่นใหญ่” คือ อุปสรรคของการเปลี่ยนแปลง
เพราะไม่คุ้นกับเทคโนโลยี
แต่ประสบการณ์ตรงของ “กระทิง” บอกว่าคนกลุ่มนี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่
ผมคิดว่าอาจเป็นเพราะ “คนรุ่นใหม่” รู้ตัวว่าไม่เชี่ยวชาญ และช้าเรื่องเทคโนโลยี
แต่เขายอมรับความจริงว่าองค์กรต้องเปลี่ยนแปลง
และต้องนำ AI มาใช้
เขาจึงไม่ต่อต้านการเปลี่ยนผ่าน
“กระทิง” บอกว่าความจริงที่น่าตกใจ คือ คนที่ต่อต้าน AI มากที่สุด ไม่ใช่ “คนรุ่นใหญ่”
แต่กลับเป็นคนอายุราว 28-29 ปี
เขาเรียกคนกลุ่มนี้ว่า Pressure Adopter
หรือคนที่รับเทคโนโลยีเพราะแรงกดดัน
เมื่อไม่ได้อยากใช้จริง แต่ต้องใช้
สุดท้ายเลยเกิดแรงต้าน
เป็นเรื่องที่นึกไม่ถึงจริงๆ
แต่เป็นประสบการณ์ตรงของ “กระทิง”
“พี่ปี้” สมานชัย อธิพันธุ์อำไพ ของ “ลีโอวูด” และเจ้าของช่อง “ช่างเถอะ by พี่ปี้”
เขาเป็นคนอายุ 50 กว่าที่กล้ากระโดดลงมาเป็น “ยูทูบเบอร์” และ “ติ๊กต็อกเกอร์”
เรียนรู้สิ่งใหม่ด้วยตัวเอง
ตอนหลังองค์กรของเขากลายเป็นองค์กรคนรุ่นใหม่
มี “คนรุ่นใหม่” มาทำงานกับเขาเยอะมาก
วันหนึ่ง เขาก็โพสต์ข้อความหนึ่งลงเฟซบุ๊ก
“สัมภาษณ์งานคนรุ่นใหม่ที่โตมากับ AI เยอะขึ้น
ทำให้เห็นได้ว่าคนที่ทำงานได้จริง คือ คนที่ใช้ AI เป็นเครื่องมือ
ไม่ใช่ คนที่ใช้ AI ทำงาน”
ข้อความนี้คมมาก
เพราะคนกลุ่มแรก ที่ใช้ AI เป็นเครื่องมือ
กับ คนกลุ่มที่ 2 ที่ใช้ AI ทำงาน นั้นแตกต่างกันมาก
คนกลุ่มที่ 2 คือ คนที่ไม่ตั้งคำถาม ไม่สงสัย
นับถือ AI เหมือน “พระเจ้า”
บอกอะไรมาก็ทำตามหมด
แต่คนกลุ่มแรก เขาคิดถึง AI เป็นแค่เครื่องมือหนึ่งในการทำงาน
ยังใช้สมองในการตั้งคำถาม
และ “เอ๊ะ” กับ “คำตอบ” ตลอด
คนกลุ่มนี้จึงเป็น “มนุษย์ทองคำ”
ไม่ใช่คนกลุ่มที่ 2 ที่เหมือน “หุ่นยนต์”
วันที่ “พี่หาว” มาสอน เราปิดจบวันนั้นด้วยการบรรยายของ “โจ้” ธนา เธียรอัจฉริยะ
เขาตั้งชื่อหัวข้อว่า “ปาท่องโก๋” ของ AI
เป็นการ “แทงสวน” คนที่บูชา AI เป็น “พระเจ้า”
ไม่ว่า AI จะล้ำแค่ไหน แต่การที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตต้องมีเรื่องอื่นด้วย
ไม่ว่าจะเป็นนิสัยและวิธีคิดต่างๆ
“โจ้” จบการบรรยายด้วยการให้นักเรียนทุกคนลอง “ขอบคุณ” แบบง่ายๆ
เขียนข้อความในโพสต์อิต ขอบคุณใครก็ได้ที่อยู่ในห้องเรียนนี้
แล้วเอาโพสต์อิตนั้นไปแปะที่ตัวเขา
ตอนแรกทุกคนก็ดูขัดเขิน เพราะยังไม่คุ้นเคยกัน
แต่สุดท้ายก็เริ่มสนุก
เขาเอาโพสต์อิตไปติดตามตัวเพื่อนนักเรียนในห้อง
รวมทั้งผมกับ “อ้น” ด้วย
โพสต์อิตที่ติดให้ “อ้น” นั้นเป็นคำขอบคุณที่ช่วยเปิดโลกเรื่อง AI
ขอบคุณเรื่องการสอน
ขอบคุณที่ทำหลักสูตรนี้ขึ้นมา
ส่วนของผม นอกจากขอบคุณที่ทำหลักสูตรนี้แล้ว ทุกคนเขียนเหมือนกันหมด
เขาขอบคุณเรื่อง “อาหารอร่อยมาก”
เพราะหน้าที่หลักของผมในหลักสูตร V.A.I.P. คือ จัดเตรียมอาหารอร่อยในแต่ละมื้อ
หลังกิจกรรมนี้ทำให้ผมได้ข้อสรุปสั้นๆ
“AI คือ มายา ข้าวปลา คือ ของจริง”
