On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

ปราสาทพนมรุ้ง ตั้งอยู่ที่ อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ นับเป็นปราสาทหินที่สำคัญที่สุดหลังหนึ่งของไทย ทั้งจากขนาด ความสวยงาม ความซับซ้อน ประวัติศาสตร์ความเป็นมา รวมไปถึงคุณค่าอื่นๆ อีกให้เพียบมาตั้งแต่สมัยแรกสร้างเลยแหละครับ

และในเมื่อปราสาทแห่งนี้มีความสำคัญอย่างนี้แล้ว ก็จึงไม่แปลกอะไรที่จะมีการค้นพบ “จารึก” ที่ขีดเขียนตัวอักษรไว้บนแท่งศิลาอยู่หลายหลักเลยทีเดียว

แน่นอนว่า ข้อความที่บันทึกเอาไว้ในศิลาจารึกเหล่านี้ ทำให้เราทราบถึงประวัติความเป็นมา และอะไรต่างๆ เกี่ยวกับทั้งตัวของปราสาทพนมรุ้งเอง และรวมไปถึงบริบทโดยรอบอย่างมากมาย

แต่ประเด็นที่ผมอยากจะมาชวนคุยในที่นี้ก็คือ ในบรรดาจารึกต่างๆ ซึ่งพบที่ปราสาทพนมรุ้งเหล่านี้ ได้ปรากฏคำว่า “พนมรุ้ง” อยู่ด้วย จึงทำให้เรารู้ว่าเป็นชื่อที่ใช้เรียกทั้งตัวปราสาท และภูเขาแห่งนี้มาแต่ดั้งเดิมแล้ว แต่นอกจากชื่อพนมรุ้งแล้ว ข้อมูลจากจารึกก็ทำให้ทราบด้วยว่า ยังมีชื่ออื่นๆ ที่ใช้เรียกทั้งปราสาท และภูเขาลูกนี้อยู่อีกด้วย

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อครั้งที่ทรงศึกษาระดับปริญญาโท สาขาวิชาจารึกภาษาตะวันออก มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่จัดสอนโดยภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี ก็ทรงจัดทำวิทยานิพนธ์เรื่อง “จารึกพบที่ปราสาทพนมรุ้ง” เมื่อ พ.ศ. 2522

ต่อมาพระองค์ยังได้ทรงดำเนินการปรับปรุงเนื้อหาในวิทยานิพนธ์ ให้ทันสมัยและละเอียดครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยทางมหาวิทยาลัยศิลปากร ตีพิมพ์พระราชนิพนธ์เล่มนี้ออกมาในชื่อ “ปราสาทพนมรุ้ง และจารึกพบที่ปราสาทพนมรุ้ง” เมื่อปีที่แล้วคือ พ.ศ. 2567

ในพระราชนิพนธ์เล่มนี้ พระองค์ทรงกล่าวถึงคำว่า “วฺนํ รุง” เอาไว้ว่า

“ในจารึกภาษาเขมรโบราณมีคำว่า วฺนํ รุง…ปรากฏอยู่ถึง 6 แห่ง…เนื่องจากคำภาษาไทยที่เป็นคำยืมจากภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต และภาษาเขมรนั้น พยัญชนะ ว v สามารถเปลี่ยนเสียงและเปลี่ยนรูปเป็นพยัญชนะ พ b ได้ โดยความหมายเดิมมิได้เปลี่ยนแปลงไป

ดังนั้นคำว่า วฺนํ รุง…จึงกลายเป็น พนมรุ้ง”

เพราะฉะนั้นแล้วชื่อ “พนมรุ้ง” จึงเป็นคำเก่าดั้งเดิมของปราสาท และภูเขาลูกนี้ โดยเป็นคำในภาษาเขมร ดังที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ ได้ทรงมีพระราชวินิจฉัยว่า

“สำหรับผู้ที่พูดภาษาเขมรหรือเคยเรียนภาษาเขมรมาอย่างดีมักเข้าใจกันว่า คำว่า ‘พนมรุ้ง’ น่าจะประกอบขึ้นจากคำเขมร 2 คำ คือ ‘พนม’…แปลว่า ‘ภูเขา’ และ ‘รุง’…แปลว่า ‘กว้าง, ใหญ่’ อย่างไรก็ตามยังไม่มีผู้ใดยุติมาก่อนว่า คำว่า ‘พนมรุ้ง’ นั้น ควรจะแปลว่าอย่างไร ต่อมาเมื่อข้าพเจ้าได้อ่านและแปลจารึกปราสาทพนมรุ้งที่พบใหม่ ทั้งที่เป็นภาษาเขมรโบราณและภาษาสันสกฤตแล้ว จึงสามารถตัดสินได้ว่า คำว่า พนมรุ้ง ควรจะแปลว่า ภูเขาใหญ่ ทั้งนี้โดยศึกษาเปรียบเทียบชื่อของภูเขานี้ที่ปรากฏในจารึกภาษาเขมรโบราณและจารึกภาษาสันสกฤต”

จากข้อความข้างต้นจะเห็นได้ว่า ทั้งภูเขา และตัวปราสาทพนมรุ้งนั้นมีชื่อเรียกเป็นภาษาเขมรว่า “พนมรุ้ง” แต่ยังมีชื่ออื่น ซึ่งเป็นภาษาสันสกฤตอีกด้วย ดังที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ ได้ทรงอธิบายสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ ได้ทรงอธิบายต่อไปว่า

“ในจารึกภาษาสันสกฤต K. 384 bis บทที่ 54…เรียกภูเขานี้ว่า สถูลาทริ…และบทที่ 65 เรียกว่า สถูลไศล…คำว่า สถูล…แปลว่า ใหญ่ กว้าง หยาบ คำว่า อทริ…,ไศล …แปลว่า ภูเขา ซึ่งได้ความหมายตรงกับชื่อในอดีตและปัจจุบันที่เป็นภาษาเขมรตรงตัวที่สุด”

ดังนั้น ทั้งปราสาท และภูเขาลูกนี้จึงมีชื่อเป็นภาษาเขมรตามระบุในจารึกว่า “วฺนํ รุง” คือ “พนมรุ้ง” และมีชื่อเป็นภาษาสันสกฤตว่า “สถูลาทริ” หรือจะเรียกว่า “สถูลไศล” ก็ได้

น่าสงสัยเหลือเกินนะครับว่า ทำไมจึงต้องมีการแปลชื่อจากภาษาพื้นเมือง เป็นภาษาสันสกฤตด้วย?

แต่การจะตอบคำถามข้างต้นนี้ได้ เราอาจต้องมีข้อมูลเพิ่มเติมเสียก่อนด้วยว่า คำ “วฺนํ รุง” ในศิลาจารึกต่างๆ นั้น ไม่ได้ถูกใช้เรียกเป็นแค่ชื่อของภูเขา และปราสาทเท่านั้น เพราะยังมีการใช้เรียกเป็นชื่อของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเขาพนมรุ้ง ดังปรากฏเป็นชื่ออยู่จารึกว่า “กมรเตง ชคต วฺนํรง” ซึ่งสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ ทรงแปลว่า “ผู้เป็นเจ้าแห่งพนมรุ้ง” อยู่อีกด้วย

ชื่อของ “ผู้เป็นเจ้าแห่งพนมรุ้ง” นี้ปรากฏอยู่ในจารึกปราสาทพนมรุ้ง 2 หรือจารึก K. 1067 ซึ่งมีปีศักราชระบุตรงกับ พ.ศ. 1532 อันเป็นปีก่อนหน้าที่จะมีการสร้างปราสาทประธานที่เราคุ้นเคยกันบนเขาพนมรุ้ง

ดังนั้นชื่อดังกล่าวจึงไม่ใช่ชื่อของศิวลึงค์ ที่ประดิษฐานอยู่เป็นรูปเคารพประธานภายในปราสาทมาแต่เดิม แต่เป็นชื่อของสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนเขาพนมรุ้ง ที่มีมาก่อนการสร้างตัวปราสาทพนมรุ้ง จึงอาจเรียกได้ว่าเป็น “ผีเจ้าเขา” หรือ “เทพารักษ์” ประจำเขาพนมรุ้ง

ถูกต้องแล้วนะครับ ที่ปราสาทพนมรุ้งนี้มีร่องรอยของอะไรที่เรียกกันว่า ‘ศาสนาผี’ อยู่ด้วย

เกี่ยวกับเรื่องนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ ได้ทรงตั้งข้อสังเกตไว้อย่างน่าสนใจว่า ในจารึกปราสาทพนมรุ้ง 3 หรือจารึก K. 1068 ซึ่งจารขึ้นก่อนการสร้างปราสาทประธานที่เขาพนมรุ้งนั้น ได้กล่าวถึงรายการสิ่งของที่นำมาถวายแด่เทพเจ้าและศาสนสถาน อันประกอบด้วย น้ำมัน งา ถั่ว เกลือ ข้าว แพะ หมู และมีของถวายที่แปลกประหลาดกว่าปกติโดยทั่วไปอย่างหนึ่งคือ ‘สุรา’ เพราะไม่ใช่สิ่งที่ใช้ถวายเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์-ฮินดูตามวิสัยปกติ และเป็นสิ่งที่ไม่เคยปรากฏในรายการสิ่งของที่ถูกนำมาถวายในจารึกหลักใดมาก่อนเลย โดยได้ทรงพระราชวินิจฉัยต่อไปว่า

“อาจจะเป็นธรรมเนียมพิธีพื้นเมือง คือการทรงเจ้าเข้าผี ซึ่งต้องใช้สุราประกอบ

การทรงเจ้านี้มีปรากฏร่องรอยอยู่ในจารึกนี้เช่นกัน คือ ในด้าน B บรรทัดที่ 2-3 กล่าวถึง ‘kamraten jagat ta stac cuh anjen vin’ คำว่า ‘kamraten jagat’ จะเป็นเทพประเภทใดก็ได้ ในที่นี้อาจจะหมายถึงเทพยดาประเภทเข้าที่เจ้าทาง หรือที่ทางเขมรเรียกว่า เนียะตา…ส่วน ‘stac cuh anjen vin’ เข้าใจว่า หมายถึงการเสด็จเข้าทรง, เชิญเจ้าลง (stac = ไป, cub = ลง, anjen = เชิญ, vin = อีก) พิธีเช่นนี้ย่อมต้องมีเหล้ายาสุราบานเป็นเครื่องประกอบ ลักษณะธรรมเนียมเหล่านี้ น่าจะได้ศึกษาต่อไปเมื่อพบข้อมูลเพิ่มขึ้นกว่าที่มีอยู่”

นอกจากนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ ยังทรงใส่เชิงอรรถอธิบายความเพิ่มเติมโดยอ้างอิงถึงความเห็นของ นักภาษาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส เชื้อสายกัมพูชาอย่าง ซาเวฮอส ปู (Saveros Pou, พ.ศ. 2472-2563) เอาไว้ว่า

“Saveros Pou อธิบายว่า ในเขมรปัจจุบัน สุราและหมู เป็นของถวายที่จำเป็นสำหรับพิธีเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษ และวิญญาณต่างๆ ข้อมูลในจารึกหลักนี้อาจจะบอกเป็นนัยว่าอาจจะมีลัทธิความเชื่ออื่นๆ รวมอยู่ในศาสนาฮินดูหรือศาสนาพุทธพนมรุ้งด้วย”

และถ้าจะว่ากันตามคำอธิบายข้างต้นของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ แล้ว “กมรเตง ชคต วฺนํรง” ก็ควรจะเป็นผีเจ้าที่เจ้าทาง ผู้ปกปักรักษาเขาพนมรุ้งนี่เอง

ดังนั้น เราจึงอาจจะตอบคำถามที่ว่าทำไมจึงต้องมีการแปลชื่อ พนมรุ้ง ให้เป็นภาษาสันสกฤต โดยใช้คำอธิบายที่ปราชญ์ผู้ล่วงลับอย่าง อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้เคยแสดงข้อคิดเห็นเอาไว้ในข้อเขียนของท่านที่มีชื่อว่า “The Devaraja Cult and Khmer Kingship at Angkor” ซึ่งตีพิมพ์ออกมาตั้งแต่เมื่อ พ.ศ.2519 แล้ว ดังความที่ว่า

“ต้นกำเนิดของเทพเจ้าที่มีลักษณะพิเศษเหล่านี้ ก็คือบรรดาผีพื้นเมือง ภายใต้พระนามของวิหารเทพเจ้าพราหมณ์-ฮินดู ผีเหล่านี้ได้รับการเคารพนับถือจากชนพื้นเมืองมาก่อนที่วัฒนธรรมอินเดียแบบคลาสสิกจะเข้ามาในกัมพูชา ชื่อและตัวตนของผีเหล่านั้น ถูกเปลี่ยนรูปไปในกระบวนการทำให้เป็นสันสกฤต ซึ่งแพร่หลายเป็นวงกว้าง กระบวนการกลายรูปเป็นสันสกฤตนี้ยังไม่เปลี่ยนแปลงได้อย่างเสร็จสิ้นสมบูรณ์ แม้แต่ในสมัยเมืองพระนคร (คือช่วงเลาระหว่างราว พ.ศ. 1400-1800 โดยประมาณ) ดังจะเห็นได้จากการที่ในศิลาจารึกยังปรากฏการใช้ชื่อเรียกผีบางตนด้วยชื่อภาษาเขมรอยู่นั่นเอง”

โดย อ.นิธิยังได้อธิบายเชื่อมโยงถึง “ผี” หรือ “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” พื้นเมืองที่ปรากฏชื่อในจารึกเหล่านี้ต่อไปอย่างน่าสนใจอีกด้วยว่า

“ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ที่จะลองจินตนาการดูว่า ในกระบวนการทำให้เป็นอินเดียนั้น ได้มีการนำเอาสิ่งศักดิ์สิทธิ์พื้นเมืองที่มีชื่อเป็นภาษาเขมร มาผสมผสานเข้ากับเทพเจ้าที่มีพระนามอย่างพราหมณ์-ฮินดู ส่วนรูปสักการะ (หากสิ่งศักดิ์สิทธิ์พื้นเมืองเหล่านี้จะมีรูปสักการะเป็นที่จดจำ) ก็จะถูกแปลงรูปไปเป็นลึงค์ หรือแม้กระทั่งรูปเทพเจ้าอื่นๆ แทน พิธีกรรมที่ใช้เซ่นสรวงบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์พื้นเมืองเหล่านี้ยังได้ถูกปลูกถ่ายองค์ประกอบใหม่ๆ จากคัมภีร์สันสกฤตด้วยน้ำมือของพราหมณ์ท้องถิ่น หรือพราหมณ์อินเดียอีกด้วย ดูเหมือนว่ากระบวนทั้งหมดนี้จะดำเนินมาตั้งแต่ยุคกึ่งก่อนประวัติศาสตร์ (protohistoric period) เรื่อยลงมาจนถึงสมัยเมืองพระนคร และยังคงเหลือเงื่อนงำอยู่ในจารึกหลักต่างๆ”

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาผีที่เขาพนมรุ้ง จึงได้เข้าไปอยู่ร่วมในจักรวาลวิทยาของวัฒนธรรมขอมสมัยพระเมืองพระนคร ที่มีศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เป็นหน้าฉาก พร้อมกับการที่เปลี่ยนชื่อเสียใหม่ให้ดูเป็นเทวดา อย่างแขกพราหมณ์มากยิ่งขึ้น ด้วยประการฉะนี้



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

วิวัฒนาการที่กำกับได้ (2) : การกำกับวิวัฒนาการในหลอดทดลอง
ยุคสมัยอันว่างเปล่า เรามีชีวิตไปเพื่ออะไร
สองทศวรรษของชีววิทยาสังเคราะห์ (3)
PEAKY BLINDERS : THE IMMORTAL MAN | ‘ราชายิปซี’
คุยกับทูต | จูลีเด คายือฮัน บทบาทตุรกี ในฐานะสะพานเชื่อมโลก (1)
ดันดาดัน : เพราะโลกมีผี เอเลียนถึงบุกโลกไม่ได้
‘Laufey in Bangkok’ ‘เมโลดี้จับใจ’ ในโลกที่เกือบจะไร้ ‘ท่วงทำนอง’
ศธ.ล้างไพ่ พ.ร.บ.การศึกษาฯ โจทย์ใหญ่ อนาคตประเทศ
ช่องว่าง
เข็ดแล้ว พอแล้ว ไม่แต่งงานแล้ว
ฉุด-หนีตาม วัฒนธรรมประชาชน
บทเรียนเอสซีจี วิกฤติ และโอกาส (3)