หลังเลนส์ในดงลึก | ปริญญากร วรวรรณ
ผมเริ่มต้นการเรียนรู้ธรรมชาติจากสิ่งที่เรียบง่ายที่สุด
เริ่มจากความสวยงามที่อยู่ใกล้ๆ ตัว นั่นคือการดูนก และเคยมีงานชิ้นหนึ่งชื่อว่า “นก ดวงตา และหัวใจ” เป็นงานซึ่งผมอยากใช้คำว่าการดูนกทำให้ผม “ตกผลึก” พอสมควร
การดูนกนั้น แม้ว่าจะไม่เห็นตัว แต่เสียงของนกหลากชนิด ที่พวกมันร้องเพื่อบอกแหล่งอาหาร ประกาศอาณาเขต รวมทั้งเพื่ออวดความเข้มแข็งให้ตัวเมียรับรู้เพื่อเลือก
เหล่านี้ทำให้ผมรู้ว่าโลกยังมีเรื่องราวมากมายที่ดำเนินไปโดยไม่ต้องมีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง
ทุกชีวิตมีหน้าที่ของมันอย่างชัดเจน และทุกหน้าที่นั้นประสานกันอย่างประณีต เหมือนชิ้นส่วนของจักรกลอันซับซ้อน ที่ไม่มีฟันเฟืองใดเกินหรือน้อยไป
การเฝ้ามองนก ทำให้ผมเข้าใจว่า ไม่มีสิ่งมีชีวิตชนิดใดที่ “บังเอิญ” เกิดขึ้นมา
เหยี่ยวที่บินวนเหนือทุ่งนากว้าง ไม่ได้เพียงล่าเหยื่อเพื่อความอยู่รอด แต่ยังช่วยควบคุมจำนวน งู, หนู และสัตว์ฟันแทะอื่นๆ ที่อาจกลายเป็นภัยต่อระบบนิเวศ ได้กินหรือนำอาหารไปให้ลูกที่รังเป็นแค่ผลพลอยได้
นกกินผลไม้เป็นผู้นำเมล็ดพันธุ์ไปปลูก นกโปรยเมล็ดลงมา ฝูงหมูป่าพรวนดินอยู่เบื้องล่าง
นกตัวเล็กๆ ที่ดูเหมือนไร้ความสำคัญ พวกทำหน้าที่ ควบคุมแมลงเป็นงานหนักเป็นส่วนหนึ่งของสายใยชีวิตที่ซับซ้อน
สิ่งเหล่านี้…ไม่สามารถมองเห็นได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะมีกล้องเลนส์ยาวแค่ไหน หรือกล้องส่องทางไกลดีเพียงใด
เพราะการเข้าใจ “หน้าที่ของชีวิต” ไม่ได้เกิดจากสายตาเพียงอย่างเดียว
ผมบอกกับใครๆ เสมอว่า “ต้องมองผ่านหัวใจ”
ระยะห่างระหว่างดวงตากับหัวใจนั้น ไม่ไกล
…แต่หลายครั้ง เรากลับลืมที่จะเดินทางในระยะสั้นๆ นี้
ทุกวันนี้ โลกเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว พื้นที่ธรรมชาติลดลง แต่ในขณะเดียวกัน มาตรการอนุรักษ์ และความเอาจริงของคนทำงานในป่า ที่ใช้เครื่องมือ อย่างการลาดตระเวนเชิงคุณภาพ แม้ว่าการล่าสัตว์ป่าไม่ได้หายไปหรอก ในป่ายังคงมีเสียงปืน มีสัตว์ป่าที่ตายเพราะคมกระสุน มีสัตว์ป่าพลาดพลั้งติดกับดัก แต่ก็ช่วยให้สัตว์ป่าหลายชนิดกลับมาเพิ่มจำนวนได้
ตัวอย่างเช่น กระทิงในบางพื้นที่ของไทยเริ่มมีประชากรมากขึ้น
การพบเห็นเจอกระทิง หรือวัวแดง หรือแม้แต่เสือในพื้นที่อนุรักษ์เป็นเรื่องง่ายดาย ช้างป่าที่เคยเหลือน้อย ก็เริ่มขยายฝูงได้อีกครั้ง
ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องน่ายินดี…
แต่ความจริง ปัญหาใหม่ก็กำลังปรากฏขึ้นมานานพอสมควรแล้ว
หลายพื้นที่ สัตว์ผู้ล่าขนาดใหญ่ เช่น เสือโคร่ง หรือผู้ล่าระดับอื่นๆ ลดจำนวนลงอย่างมาก บางพื้นที่แทบไม่เหลือเลย
เมื่อฟันเฟืองตัวหนึ่งหายไป สมดุลของระบบนิเวศก็เริ่ม “โยกคลอน” โดยที่เราไม่รู้ตัว
ประชากรกระทิงหรือช้างบางแห่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเกินกว่าพื้นที่และทรัพยากรธรรมชาติจะรองรับได้
เกิดความขัดแย้งกับชุมชนมนุษย์ ป่าถูกทำลายจากการเหยียบย่ำ และต้นกล้าไม่ทันฟื้นตัว
อีกทั้งคงไม่ใช่เวลาที่จะกล่าวโทษว่าใครบุกรุกที่ใคร ถึงเวลาอันต้องยอมรับความจริง ว่าหลายแห่งพื้นที่อันเหมาะสมที่สัตว์ป่าอย่างช้างและกระทิงเคยใช้ลดน้อยลงมาก กระทั่งพวกมันจำเป็นต้องออกมาข้างนอก เกิดการปะทะระหว่างคนกับสัตว์ป่า ความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินเกิดขึ้นเสมอ
ขณะคนในเมืองส่วนใหญ่ มองสัตว์ป่าอย่าง “น้อน” น่ารัก
คนซึ่งต้องเผชิญหน้ากับสัตว์ป่า พวกเขามองพวกมันเป็นปัจจัยคุกคาม

การ “มองผ่านหัวใจ” ของผมในระยะแรก อาจหมายถึงการมีเมตตา เคารพ เห็นคุณค่าในสิ่งที่ชีวิตอื่นกระทำ
แต่ในวันนี้ ผมต้องก้าวไปอีกขั้น
ผมไม่ได้ “รัก” นกหรือ สัตว์ป่าน้อยลง แต่จำเป็นต้อง มองผ่านหัวใจ แบบเข้าใจ
สิ่งสำคัญคือพยายามเข้าใจโครงสร้างของระบบนิเวศ เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างผู้ล่ากับเหยื่อ
เข้าใจว่าธรรมชาติมีจังหวะของมันเอง ไม่ใช่เพียงความรู้สึกสงสารหรือความรักอย่างเดียว
เรื่องช้างป่า สะท้อนปัญหานี้ได้ดี
ช้างมีปัญหากับชุมชน การเฝ้าผลักดันพวกมันกลับเข้าป่าคล้ายเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ
ไม่เพียงปัญหาจะไม่หายไป แต่ดูเหมือนมันจะขยายใหญ่ขึ้น
“การคุมกำเนิดช้างป่า” เป็นวิธีแก้ปัญหาแบบหนึ่ง แน่นอนว่า ปัญหาคงไม่ได้หมดลงในทันที
แต่ในระยะยาว มันจะเกิดผล หลักการง่ายๆ ในการจัดการสัตว์ป่าที่หลายประเทศกระทำคือ สัตว์ชนิดใดขาดก็เติม หากมากเกินก็ คุมปริมาณ
เราถูกสอนให้ “อย่ารบกวนหรือแทรกแซงธรรมชาติ”
แต่เมื่อผู้ล่าหายไป ป่าถูกจำกัด พื้นที่ปิดล้อม การปล่อยให้ประชากรสัตว์ป่าเผชิญกับปัญหา เช่นภาวะการผสมแบบเลือดชิด ช้างเติบโตโดยไร้การจัดการ อาจไม่ใช่ความเมตตาอีกต่อไป แต่กลายเป็นการผลักให้มนุษย์กับช้างเข้าสู่ความขัดแย้งที่ไม่มีวันจบ
การคุมกำเนิดจึงเป็นหนึ่งในวิธีที่ถูกหยิบขึ้นมา ท่ามกลางการถกเถียง การกระทำเพื่อรักษาสมดุลในสภาวะที่หลายสิ่งเปลี่ยนแปลงไปแล้วจำเป็น
ผมเชื่อว่าธรรมชาติคงไม่ได้ต้องการให้เรากลับไปอยู่แบบอดีต
เมื่อวานย้อนกลับมาไม่ได้ แต่การยืนอยู่ “ในวันนี้” ด้วยหัวใจที่เปิด และความเข้าใจที่ลึกซึ้ง เพื่อ “วันพรุ่งนี้” ทำได้
ผมเริ่มต้นด้วยการดูนก ผมจำไม่ได้หรอกว่านี่น่าจะเป็นการบอกใครๆ เป็นครั้งที่เท่าไร
….การดูนก ของผม เป็นเพียงประตูบานแรก
แต่เมื่อก้าวผ่านมา ผมได้เห็นว่า โลกของสัตว์ป่าและมนุษย์เชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อนเกินกว่าจะใช้สายตามองเพียงอย่างเดียว
เริ่มต้นด้วยความสวยงาม จากสิ่งใกล้ๆ ตัว มันนำพาให้ผมเรียนรู้ที่จะ “มองผ่านหัวใจ” และนี่ย่อมไม่ได้หมายถึงการโรแมนติกกับธรรมชาติ แต่มันคือการมองด้วยความเคารพ พร้อมจะเรียนรู้ เข้าใจ และปรับตัว
ระยะทางระหว่างดวงตากับหัวใจนั้นสั้น ระยะทางระหว่าง “หัวใจ” กับ “ความเข้าใจ” นั่นก็ไม่ไกล เป็นระยะทางที่เราทุกคนต้องก้าวไปให้ถึง….
