bg-single

เมษา-พฤษภา 2553 กระสุนจริง สำแดง ฤทธานุภาพ หลายศพ ถนนหน้า ‘สตรีวิทยา’

29.10.2025

ยุทธการแดงเดือด

เมษา-พฤษภา 2553

กระสุนจริง สำแดง ฤทธานุภาพ

หลายศพ ถนนหน้า ‘สตรีวิทยา’

รายที่ 6 นายทศชัย เมฆงามฟ้า อายุ 43 ปี อาชีพพนักงานบริษัท พยานลำดับที่ 25 ซึ่งให้รายละเอียดกับ “ศปช.” นอกจากจะได้เห็นการเสียชีวิตของ นายฮิโรยูกิ โมราโมโต แล้ว

ยังเป็นพยานผู้เห็นนายทศชัย เมฆงามฟ้า ถูกยิงด้วย

เมื่อประสานเข้ากับบันทึกคำให้การกล่าวโทษหรือพยานของนายทศชัย เมฆงามฟ้า โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.นางเลิ้ง เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2553 ได้เล่าถึงการเสียชีวิตของนายทศชัย เมฆงามฟ้า ว่า

ในระหว่างที่นักข่าวญี่ปุ่นถูกยิงนายทศชัยพยายามจะเข้าไปถ่ายรูปโดยนายณัฐพงศ์ได้ล็อกตัวผู้เสียชีวิตไว้แต่เขาสะบัดหลุดออกไปได้

และเมื่อวิ่งเข้าใกล้ถึงจุดที่นักข่าวญี่ปุ่นถูกยิงนายทศชัยได้ถูกยิงหงายหลังล้มลง โดยกระสุนยิงเข้าที่หน้าอกทางด้านซ้ายตัดขั้วหัวใจ พอพลิกตัวมาดูด้านหลังพบเป็นรูขนาดใหญ่

พยานเชื่อว่าเป็นอาวุธสงคราม แม้ไม่เห็นคนยิง แต่ยืนยันได้ว่าทั้งนายทศชัยและนักข่าวญี่ปุ่นถูกทหารยิงแน่นอน

เพราะวิถีกระสุนมาจากทิศสะพานวันชาติซึ่งเป็นฝั่งที่ทหารถอยร่นออกไป

นายทศพล เมฆงามฟ้า ซึ่งเป็นบุตรของนายทศชัยระบุว่าได้ดูศพนายทศชัยและทราบจากโรงพยาบาลตำรวจว่า ถูกกระสุนปืนชนิดเอ็ม 16 ที่บริเวณทรวงอกใต้ราวนมด้านซ้าย กระสุนทะลุหัวใจ 1 นัดทำให้เสียชีวิต

โดยเหตุเกิดที่บริเวณถนนดินสอ บริเวณหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา เวลาประมาณ 20.00-21.00 น.

นายทศชัย เมฆงามฟ้า เสียชีวิตบริเวณหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา เสียชีวิตก่อนถึงโรงพยาบาล ด้วยบาดแผลกระสุนปืนที่ทรวงอกทะลุหัวใจ เวลา 21.00 น. ตามใบมรณบัตร เลขที่ 03-10088592

แต่จากคำให้การของพยานน่าเชื่อว่าถูกยิงเสียชีวิตหลังนายฮิโรยูกิ มูราโมโต นักข่าวญี่ปุ่นไม่นาน

รายที่ 7 นายจรูญ ฉายแม้น อายุ 46 ปี อาชีพขับรถแท็กซี่

จากบทสัมภาษณ์ใน “วีรชน 10 เมษา : คนที่ตายมีใบหน้า คนที่ถูกฆ่ามีชีวิต” ของมูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย โดยกองบรรณาธิการ “ประชาไท” ครอบครัวของนายจรูญ ฉายแม้น ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเสียชีวิตของนายจรูญไว้ว่า

เวลาประมาณ 19.00 น. เวทีราชประสงค์ประกาศขอกำลังไปช่วยที่ผ่านฟ้าลีลาศ นายจรูญได้เดินทางไปสมทบกับคนเสื้อแดงเพื่อผลักดันทหาร

โดยบอกให้ครอบครัวรออยู่ที่เวทีราชประสงค์

จากนั้นเวลาประมาณ 21.00 น. ครอบครัวได้โทรศัพท์ไปหานายจรูญ แต่ปรากฏว่าพยาบาลรับโทรศัพท์และแจ้งว่า “คุณจรูญอาการสาหัสอยู่โรงพยาบาลกลาง”

แต่พอครอบครัวไปถึงพบว่านายจรูญได้เสียชีวิตแล้วโดยครอบครัวได้รับแจ้งว่า นายจรูญเสียชีวิตก่อนเดินทางมาถึงโรงพยาบาล

ภายหลังการเสียชีวิตครอบครัวได้พยายามสืบหาจุดที่นายจรูญเสียชีวิต

โดยการนำรูปถ่ายไปให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่เกิดเหตุดูและมีผู้บอกว่า นายจรูญถูกยิงบริเวณหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา

น.ส.นงลักษณ์ ฉายแม้น ได้ระบุผ่านแบบรับเรื่องราวร้องทุกข์ที่ประชาชนที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการชุมนุมเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2553 ว่า นายจรูญ ฉายแม้น ถูกยิงที่หน้าอกขวาเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ได้เสียชีวิตขณะนำส่งโรงพยาบาลกลาง เวลา 21.00 น.

รายงานของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินระบุใน “รายนามผู้เสียชีวิตจากเหตุความไม่สงบ” ว่า นายจรูญถูกยิงเข้าอกด้านขวา กระสุนฝังในกระดูกสันหลังส่วนเอวชิ้นที่ 1

ขณะเดียวกัน ในใบแจ้งการตายของนายจรูญ ฉายแม้น ออกโดยสถาบันนิติเวชวิทยา สำนักงานแพทย์ใหญ่ โรงพยาบาลตำรวจ เล่มที่ 1102 เลขที่ 035 วันที่ 12 เมษายน 2553 และมรณบัตรของนายจรูญ ฉายแม้น เลขที่ 100888588 ระบุว่า

เป็นการเสียชีวิตในเหตุการณ์ปะทะระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ทหารในเวลา ประมาณหลัง 19.00 น.-ก่อน 21.00 น. ด้วยสาเหตุบาดแผลกระสุนปืนความเร็วสูงที่ทรวงอกทำลายปอดและตับ

เสียชีวิตก่อนถึงโรงพยาบาล

รายที่ 8 นายคะนึง ฉัตรเท อายุ 50 ปี อาชีพเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (รปภ.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เพื่อนร่วมงานของนายคะนึง ฉัตรเท เล่าผ่านกองบรรณาธิการ “ประชาไท” ว่า

วันที่ 10 เมษายน 2553 เวลา 19.00 น.เศษ ได้ยินข่าวแจ้งทางวิทยุว่า “คะนึง ฉัตรเท” เสียชีวิตจากเหตุการณ์ที่ผ่านฟ้าลีลาศ จากนั้นได้โทรศัพท์เช็กตามโรงพยาบาลต่างๆ จนทราบแน่นอนว่าศพของนายคะนึงอยู่ที่โรงพยาบาลวชิระ

จึงเดินทางไปดูศพเพื่อนร่วมงาน ครั้งแรกทางโรงพยาบาลแจ้งว่านายคะนึงหัวใจล้มเหลวแต่ไม่เชื่อจึงได้ขอถ่ายรูปไว้

จากนั้นภรรยาและญาตินายคะนึงเดินทางไปถึงโรงพยาบาลได้ทราบสาเหตุว่าเสียชีวิตจากการถูกยิงโดยในกระเป๋ากางเกงพบปลอกกระสุน 6-7 นัด เพื่อนร่วมงานคาดว่านายคะนึงคงเดินไปเก็บ ณ จุดปะทะก่อนถูกยิงเสียชีวิต

ผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า นายคะนึงถูกยิงบริเวณโรงเรียนสตรีวิทยา เขาเดินนำไปด้านหน้าและเพื่อนที่มาชุมนุมด้วยกันเดินตามไม่ทัน จากนั้นถูกยิง

จากพยานที่มีสรุปได้ตามใบมรณบัตร เลขที่ 05-10021889 เสียชีวิตจากถูกยิงที่อกขวากระสุนฝังใน เวลาเกิดเหตุประมาณ 19.00-20.00 น. ด้วยสาเหตุเลือดออกในช่องท้องปอดฉีกขาด

จากบาดแผลที่ถูกยิง เสียชีวิตก่อนถึงโรงพยาบาล

พยานลำดับที่ 006 เล่าต่อ “ศปช.” ว่าได้ยินผู้ชุมนุมตะโกนจะมีการสลายการชุมนุมและมีเสื้อแดงตายแล้ว 20 คน พยานจึงเดินทางไปอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย 19.00 น.เศษ พยายามจะเข้าไปด้านหน้าเพื่อดันทหารและไม่ให้ทำร้ายผู้ชุมนุม

19.30-20.00 น. ผู้ชุมนุมมาเป็นจำนวนหมื่น ขณะกำลังชุลมุนวุ่นวายอยู่เห็น ทหารอยู่บนตึกสตรีวิทยาใส่ชุดลายพรางและดำ

เวลา 20.00 น.เศษ พยานยืนหน้าหัวมุมสตรีวิทยาเห็นผู้ชุมนุมผลักดันทหารให้ถอยร่นห่างจากวงเวียนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยได้ พยานจะเข้าไปห้ามไม่ให้ตามทหารไปแม้ทหารจะถอยห่างแนวประมาณ 10 เมตรแต่ยังได้ยิงปืนใส่ผู้ชุมนุม

พยานเห็นคนเจ็บนอนอยู่บนถนนมีรถกระบะจอดขวางพยานกับเพื่อนเข้าไปช่วยยกคนเจ็บขณะจะเข้าไปยกก็ถูกยิงที่ขามั่นใจว่ามาจากฝั่งทหาร

ตอนถูกยิงพยานอยู่ท้ายรถกระบะ

พยานลำดับที่ 018 เล่าต่อ “ศปช.” ว่า เวลา 6 โมงเย็นเศษ เดินทางถึงแยกอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ตรงแมคโดนัลด์มีการยิงแก๊สน้ำตาแล้วและมีการโปรยลงมาด้วยเป็นรอบที่ 2

เห็นรถหุ้มเกราะมีปืนติดอยู่ 3 คันจอดอยู่ แต่มีรถกระบะของผู้ชุมนุมไปกั้นไม่ให้ออกจากซอย

เมื่อเดินไปยังไม่ถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยทหารก็โปรยแก๊สน้ำตามาจากเฮลิคอปเตอร์ กลุ่มเสื้อแดงวิ่งแตกกระเจิงมารวมกันหน้าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยจนเกือบถึง 1 ทุ่มมีข่าวผู้ชุมนุมจากราชประสงค์มาช่วยแล้ว

จากนั้นมีรถ 6 ล้อมา 2 คัน คันแรกเป็นแกนนำซึ่งเป็นอดีตตำรวจ มีการร้องเพลงคนเสื้อแดง จากนั้นทหารก็ยิงลูกแบลงก์ใส่ทำให้ผู้ชุมรุกฮือเข้าไปในแนวทหาร และพยายามจะยึดรถหุ้มเกราะให้ได้ ทหารยังอยู่ในรถหุ้มเกราะคันละ 6 คน

เมื่อยึดรถหุ้มเกราะได้ก็ถอดปืนเอาลูกกระสุนออก พยานพยายามจะปีนขึ้นไป ทหารข้างในไม่กล้าออกขู่ว่าถ้าขึ้นไปจะยิงแต่ผู้ชุมนุมก็ยังขึ้น

ประมาณ 1 ทุ่มมีการยิงอีก แต่ยิงมาจากตึกข้างบน

รายที่ 9 นายนภพล เผ่ามนัส อายุ 30 ปี ชาวชลบุรี เจ้าหน้าที่คณะเทคโนโลยีการเกษตรมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ครอบครัวไม่ใช่คนเสื้อแดง ไม่ชัดเจนว่าวันเกิดเหตุทำอะไรอยู่ตรงไหน เป็นผู้เข้าร่วมชุมนุมหรือไม่

คาดว่าน่าจะถูกยิงบริเวณถนนดินสอ

สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติระบุว่า ถูกยิงที่ท้องด้วยปืนสงคราม เสียชีวิตที่โรงพยาบาลวชิรพยาบาล วันที่ 13 เมษายน 2553 เวลา 09.15 น.



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

จริงลวง จริงแท้ ศรีบูรพา กุหลาบ สายประดิษฐ์ ไทยใหม่ ศรีกรุง
สงครามตลอดกาล! ปัญหาสงครามไทย-กัมพูชา
3 คนไทย ในบอลโลก
นับถอยหลัง เข้าสู่โลกยุคไร้แผ่นเกม
E-DUANG | เมื่อ ธรรมนัส พรหมเผ่า ขยับ คือ สัญญะ อันเป็น สัญญาณ
สุทธิพงษ์ นำประชุมมูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท ตั้งเป้าหมายให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียนและเยาวชน แหล่งศึกษาตามธรรมชาติ ฯลฯ
สตอกโฮล์มเปิดเวที “ประชุมสันติภาพโลก 2026” เชิญผู้นำ-นักสันติวิธีทั่วโลก ร่วมสร้างอนาคตแห่งสันติภาพ 22 สิงหาคมนี้
CKPower ใช้นวัตกรรมเปลี่ยน “ของเสีย” เป็นคุณค่า คว้า 2 รางวัล TJDA ปีนี้
“สีหศักดิ์” ชี้ “กัมพูชา” ลากไทยเข้ากลไกประนอมภาคบังคับทำปิดประตูเจรจาเขตแดนทางบก รับกังวลกรณีเขมรประโคมข่าว “รถถังจีน” ในช่วงสถานการณ์เปราะบาง
“วัชระพล” มอบนโยบาย อ.ส.ค.เร่งแผนการตลาดระบายสต๊อกนมก่อนพึ่งงบฯ แนะเพิ่มประสิทธิภาพบริหาร-มาร์เก็ตติ้งให้แข่งได้ในตลาดเสรี
พิธีศพ อาลี คาเมเนอี : วาทกรรมแห่งศาสนา และอำนาจการทูตผ่านมุมมองภาษาศาสตร์
เคปเวิร์ด ‘ซินเดอเรลล่า’ ฟุตบอลโลก ผู้ชนะหัวใจคนทั้งโลก