bg-single

สงครามโดรน (8) พัฒนาการของโดรน

29.10.2025

ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข

สงครามโดรน (8)

พัฒนาการของโดรน

“มีคนจำนวนมากที่เชื่อว่า อากาศยานไร้คนขับเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อราว 2 หรือ 3 ทศวรรษที่ผ่านมา แต่ในความเป็นจริงแล้ว อากาศยานไร้คนขับมีประวัติศาสตร์อันยาวนานที่ย้อนกลับไปไกลได้ถึงยุคโบราณ”

Konstantinos Dalamagkidis

Aviation History and Unmanned Flight (2015)

แม้เรื่องราวความฝันของมนุษย์และความพยายามในการสร้าง “จักรกลที่บินได้” (flying machine) หรือที่อาจเรียกด้วยภาษาสมัยใหม่ว่า “เครื่องบิน” นั้น เป็นเรื่องที่มีมาอย่างยาวนานในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ดังที่กล่าวแล้วว่าโดรนในชื่อของ “เจ้านกพิราบ” (the pigeon) จากการสร้างของนักประดิษฐ์ชาวอิตาลีในยุคโบราณนั้น ได้ปรากฏในบันทึกประวัติศาสตร์ Noctes Attica ของ Cornelius Gellius ตั้งแต่ช่วง 425 ปีก่อนคริสตกาล (425 BC) มาแล้วอย่างไม่น่าเชื่อ

ถ้าคนในซีกโลกตะวันตกมีความฝันที่จะพามนุษย์ขึ้นสู่อากาศให้ได้ คนในโลกตะวันออกอย่างจีนก็มีความพยายามไม่แตกต่างกัน โดยในช่วงราว 400 ปีก่อนคริสตกาล (400 BC) มีบันทึกกล่าวถึงการสร้างวัตถุที่ลอยขึ้นสู่อากาศได้ด้วยการสร้างของมนุษย์

หลังจากช่วงเวลาดังกล่าวแล้ว เรายังได้เห็นถึงการสร้างสิ่งที่สามารถขึ้นสู่อากาศได้ในสังคมจีน เช่น บอลลูน จรวด และว่าว เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อความบันเทิง หรือสำหรับการละเล่นในสังคม แต่บางส่วนก็ถูกนำมาใช้ในภารกิจทางทหารด้วย เช่น การสร้างว่าวขนาดใหญ่ที่สามารถพามนุษย์ขึ้นไปในอากาศได้ด้วย เรื่องนี้ปรากฏในบันทึกในยุคราชวงศ์หมิง (The Ming Dynasty) อันเป็นการใช้ว่าวเพื่อปฏิบัติภารกิจของการตรวจการณ์ทางอากาศ และว่าวนี้ถูกเรียกว่า “เหยี่ยวไม้” (wooden hawk) เพราะตัวว่าวเป็นรูปเหยี่ยว หรือมีการทำว่าวเป็นรูปอีกา ที่สามารถบรรทุกระเบิดได้ และใช้ในการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายของข้าศึก ซึ่งสิ่งประดิษฐ์ในลักษณะดังกล่าวไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ในสังคมจีนยุคโบราณอย่างแน่นอน

สู่ความจริงในโลกสมัยใหม่

อย่างไรก็ตาม เรื่องราวที่กล่าวถึงในข้างต้นนั้น เป็นสิ่งที่ถูกบันทึกในเอกสารประวัติศาสตร์ยุคโบราณ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ห่างไกลจากโลกในยุคสมัยใหม่อย่างมาก แต่สำหรับประวัติศาสตร์การบินในโลกสมัยใหม่แล้ว เรามักจะถือกันว่าเริ่มต้นประมาณช่วงปลายของศตวรรษที่ 18

แต่จากการเดินทางของกาลเวลาจากยุคโบราณผ่านไปอีกยาวนานหลายศตวรรษ เราจึงได้เห็นความพยายามครั้งสำคัญที่จะประดิษฐ์อากาศยานจากอัจฉริยะทางความคิดของลีโอนาร์โด ดา วินชี (Leonardo Da Vinci) นักประดิษฐ์ชาวอิตาลีในปี 1483 แต่ยานพาหนะที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นเครื่องมือที่พามนุษย์ขึ้นไปในอากาศได้จริงคือ “บอลลูน” เนื่องจากความคิดของดา วินชียังไม่ได้ถูกประดิษฐ์และประสบความสำเร็จจริง

ดังนั้น บอลลูนจึงเป็นยานพาหนะแรกทที่ประสบความสำเร็จในการพามนุษย์ขึ้นสู่อากาศได้จริง ได้แก่ บอลลูนลมร้อนของพี่น้องตระกูลมองโกฟิเออร์ (The Montgolfier Brothers) ในปี 1783 ความสำเร็จของ 2 พี่น้องชาวฝรั่งเศสที่ใช้หลักการของวิชาอากาศพลศาสตร์ โดยอาศัยอากาศร้อนทำให้เกิดการลอยตัวของบอลลูนขึ้นไปในอากาศ หรืออากาศร้อนทำให้เกิด “แรงลอยตัว” (buoyancy force) ตามหลักทางทฤษฎีฟิสิกส์นั่นเอง และความสำเร็จเช่นนี้ ทำให้แนวคิดในการสร้างบอลลูนขยายตัวไปในอังกฤษด้วย

ดังนั้น หลังจากความสำเร็จในปี 1783 แล้ว บอลลูนกลายเป็นยานพาหนะหลักที่ครองพื้นที่สำหรับการเดินทางขึ้นสู่อากาศ จนกระทั่งในทศวรรษของปี 1860 เฮลิคอปเตอร์จึงปรากฏตัวขึ้น แต่ความสำเร็จในการสร้างอากาศยานปรากฏเป็นจริงเมื่อ 2 พี่น้องตระกูลไรท์ประสบความสำเร็จในการสร้างเครื่องบินปีกติดในวันที่ 17 ธันวาคม 1903 ซึ่งถือเป็นการเปิด “ยุคการบิน” อย่างมีนัยสำคัญในประวัติศาสตร์โลก แต่ก็ถือเป็นช่วงเวลาของ “การบุกเบิกทางด้านการบิน” (The Pioneer Era of Aviation)

ฉะนั้น ถ้าความสำเร็จในปี 1783 เป็นจุดเริ่มต้นของยุคบอลลูน ที่มีความหมายถึงการเดินทางด้วยพาหนะที่อาศัยความร้อนเป็นแรงลอยตัวพาไปในอากาศแล้ว สำหรับปี 1903 ก็คือ การเปิด “ยุคการบิน” ที่การเดินทางในอากาศเกิดขึ้นได้ด้วยอากาศยานที่อาศัยเครื่องยนต์เป็นแรงยกตัว และความสำเร็จเช่นนี้ยังเป็นผลมาจากการพัฒนาเครื่องยนต์ ที่เป็นเครื่องยนต์ที่มีการสันดาปภายใน ทั้งยังมีน้ำหนักไม่มาก ที่สามารถติดตั้งได้กับโครงไม้ที่ถูกบุด้วยผ้าใบ และเมื่อมีการออกแบบด้วยความโค้งของปีกตามรูปสัณฐานของ “ปีกนก” แล้ว แรงม้าของเครื่องยนต์ก็ทำให้เกิดแรงยกเพื่อพาโครงไม้และมนุษย์ที่เป็นผู้ควบคุมนี้ขึ้นไปสู่อากาศได้อย่างไม่น่าเชื่อ หรืออาจกล่าวได้ว่า มนุษย์สามารถเดินทางได้ในอากาศโดยไม่ต้องอาศัยปีกของ “เดดารัส” อีกต่อไป

ในอีกด้านหนึ่ง ความสำเร็จของอากาศยานที่มีนักบินเป็นผู้ควบคุมการบินนั้น ทำให้ในเวลาต่อมาเกิดการพัฒนาอากาศยานที่ไม่มีนักบินตามมาด้วย หรืออาจกล่าวได้ว่าความสำเร็จของการประดิษฐ์อากาศยานที่มีคนขับ ก็คือจุดเริ่มต้นของการคิดในเรื่องของอากาศยานไร้คนขับ ซึ่งจะใช้เพื่อตอบสนองต่อภารกิจทางทหารเป็นสำคัญ เพราะอากาศยานไร้คนขับสามารถเข้ามารับภารกิจทางทหารได้ในหลายเรื่อง โดยเฉพาะการเป็นเป้าสำหรับฝึกการใช้อาวุธในอากาศ

ในอีกด้านหนึ่งอาจกล่าวได้ว่า ความสำเร็จที่สำคัญอีกส่วนของการประดิษฐ์อากาศยานไร้คนขับ คือ การสร้าง “จรวด” (rockets) หรือที่ทางทหารเรียกว่า “อาวุธปล่อย” (missiles) ซึ่งจรวดในลักษณะเช่นนี้คืออากาศยานไร้คนขับที่ทำหน้าที่เป็นระบบส่งของระเบิดทำลาย (unmanned ordnance delivery systems) เพียงแต่จรวดในลักษณะเช่นนี้ไม่ปรากฏรูปร่างเป็นอากาศยานในแบบที่เราคุ้นเคยเท่านั้นเอง เราจึงมักนึกไม่ถึงว่า จรวดหรือบรรดาอาวุธปล่อยทั้งหลายนั้นคือ อากาศยานไร้คนขับในอีกแบบหนึ่งเท่านั้นเอง

เมื่อเครื่องบินไม่มีนักบิน

หลังจากความสำเร็จของพี่น้องตระกูลไรท์ในการพาอากาศยานขึ้นสู่ท้องฟ้าในปลายปี 1903 แล้ว ในปี 1911 ก่อนที่สงครามโลกครั้งที่ 1 จะเกิดขึ้นนั้น กองทัพเรือสหรัฐเริ่มให้ความสนใจกับเรื่องของอากาศยานไร้คนขับ ความสนใจนี้เป็นผลมาจากความสำเร็จของนักประดิษฐ์ชาวอเมริกันคือ เอลเมอร์ สเปอร์รี่ (Elmer Sperry) เขาประสบความสำเร็จในการสร้าง “ไจโรสโคป” (Gyroscope) ที่เป็นเครื่องมือที่สำคัญอย่างมากในกิจการการบิน เพราะเครื่องมือนี้จะช่วยรักษาการมีเสถียรภาพของการบิน (flight stabilization)

สำหรับในกิจการการบินสมัยใหม่ เครื่องมือนี้เป็นพื้นฐานของระบบ “นักบินอัตโนมัติ” (autopilot) ที่ช่วยรักษาและแก้ไขการเบี่ยงเบนของเครื่องบินออกจากเส้นทางการบินที่ถูกกำหนดไว้ และเครื่องบินไม่ว่าจะมีคนขับหรือไม่มีคนขับ อุปกรณ์ไจโรสโคปคือ “หัวใจ” ที่ขาดไม่ได้

ต่อมาในปี 1916 ของช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 นั้น อากาศยานไร้คนขับก็ถูกทดลองสร้างขึ้นในชื่อของ “The Hewitt-Sperry Automatic Airplane” โดยเป็นการตั้งชื่อตามนักประดิษฐ์ชาวอเมริกันทั้ง 2 คน คือปีเตอร์ ฮิววิตต์ (Peter C. Hewitt) และเอลเมอร์ สเปอร์รี่ โดยอาศัยไจโรสโคปที่ถูกสร้างขึ้น

แนวคิดหลักคือการสร้างเครื่องบินที่ไม่มีนักบิน เพื่อบรรทุกระเบิดไปโจมตีเป้าหมายข้าศึก โครงการได้รับการสนับสนุนจากกองทัพเรือสหรัฐ ซึ่งเครื่องชนิดนี้จะทำหน้าที่เป็น “ระเบิดบิน” (flying bomb) หรือบางคนอาจจะเรียกว่าเป็น “ตอร์ปิโดอากาศ” (aerial torpedo) ซึ่งแนวคิดดังกล่าวอาจถือได้ว่าเครื่องบินนี้เป็นต้นทางของ “อาวุธปล่อยครุยส์” (cruise missiles ผู้เขียนจะขอไม่แปลคำนี้ว่า “จรวดร่อน” เพราะอาวุธปล่อยแบบครุยส์เดินทางได้เองในอากาศจากระบบแผนที่ภูมิสารสนเทศภายในตนเอง ซึ่งไม่ใช่เป็นการ “ร่อน” เข้าหาเป้าหมายที่กำหนดไว้)

ในเดือนกันยายน 1917 อากาศยานไร้คนขับลำแรกก็บินขึ้นสู่อากาศ และเป็นการบินของเครื่องบินที่ไม่มีคนขับครั้งแรกของโลกอย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งต้องไม่ลืมว่าโดยเงื่อนเวลาในขณะนั้น สงครามโลกครั้งที่ 1 ยังไม่ยุติ อย่างไรก็ตาม โครงการไม่ประสบความสำเร็จมากนัก อันเป็นผลจากข้อจำกัดของเทคโนโลยีด้านการบิน ทำให้เครื่องไม่สามารถบินไกลได้เท่าที่ควร และบินได้เพียงในระยะประมาณ 100 หลาก่อนที่จะตกลงมา

ขณะเดียวกันกองบินทหารบกอเมริกัน (ที่เรียกเช่นนี้ เพราะกองทัพอากาศสหรัฐในขณะนั้นยังไม่เกิด และแยกตัวออกจากกองทัพบก คือเป็น “The US Army Air Force” ก็เริ่มสนับสนุนโครงการเครื่องบินไร้คนขับ โดยนักประดิษฐ์ชื่อ ชาร์ลส์ เคตเตอริ่ง (Charles Kettering) ได้ทดลองสร้างตอร์ปิโดอากาศชื่อ “The Liberty Eagle Aerial Torpedo” ซึ่งก็พบกับข้อจำกัดทางเทคโนโลยี เพราะตอร์ปิโดอากาศไม่มีความแม่นยำในการโจมตี ประกอบกับเครื่องบินมักประสบอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้ง โครงการเช่นนี้จึงค่อยๆ หมดความสนใจลง

เป้าอากาศ

แม้ความสนใจในการใช้อากาศยานไร้คนขับในภารกิจของการโจมตีจะหมดไป อันเป็นผลจากเงื่อนไขของเทคโนโลยีในยุคสมัยดังกล่าว แต่ความสนใจกลับเปลี่ยนเป็นในเรื่องของการสร้างเครื่องบินที่ไม่มีนักบิน และทำหน้าที่เป็น “เป้าซ้อมมือ” ในการฝึกการใช้อาวุธทางอากาศ ทั้งกับนักบินและพลปืนต่อสู้อากาศยาน

ความสนใจกองทัพอังกฤษแตกต่างไปจากสหรัฐ เนื่องจากอังกฤษเริ่มสนใจทดลองและพัฒนาอากาศยานไร้คนขับในช่วงราวทศวรรษของปี 1920 ในการเป็น “เป้าหมายทางอากาศ” ต่อมาในปี 1933 กองทัพเรืออังกฤษจึงประสบความสำเร็จในการสร้าง “โดรนเป้าหมาย” (target drone) ในชื่อ “The Queen Bee” หรือในชื่อไทยคือ “นางพญาผึ้ง” และเครื่องนี้เป็นโดรนเป้าหมายลำแรกของโลก

โดรนเป้าหมายนี้ปรับปรุงมาจากเครื่อง “DeHavilland Tiger Moth” หรือเครื่องในชื่อไทยคือ “ผีเสื้อกลางคืน” (ท่านที่สนใจอาจไปเยี่ยมชมเครื่องนี้ได้ที่พิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศ ดอนเมือง เพราะเครื่องนี้เคยประจำการใน ทอ. ไทย) โดยเครื่องนี้จะใช้ในการฝึกพลประจำปืนของเครื่องบิน เพื่อให้เกิดความแม่นยำ และเกิดความคุ้นเคยในการรบทางอากาศ

ดังนั้น ความสำเร็จนี้คือรากฐานสำคัญของการพัฒนาอากาศยานไร้คนขับในยุคหลังสงครามโลกนั่นเอง!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สิ่งใหม่หลังเลิก MoU ! | สุรชาติ บำรุงสุข
E-DUANG | กรณี สุรพล นิติไกรพจน์ ท่ายาก พรรคประชาชน
ย้อนอ่าน 5 ข้อเสนอ ‘ผ่าทางตันการเมือง’ สุรพล นิติไกรพจน์ ขณะเป็นอธิการบดี มธ.
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (16)
เชลยศึกสงครามลาว (33) เป็นเชลย
ฝังจำ ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ต่อระบบราชการ
กับดักธูซิดิดิส (1) ทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านของอำนาจ
ถ้าผู้ใหญ่ยังเลี่ยงบาลี เรียนฟรีก็จะยังไม่ฟรีจริง
E-DUANG | เลือก บอร์ด ประกันสังคม พลังแห่งอดีต กับ อนาคต
อาเศียรวาท
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 2) เรื่อง ปัญหาเส้นเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ประเทศไม่ไหวแล้ว เด็กรุ่นต่อไปจะอยู่กันอย่างไร เปิดใจ ‘เพียงพนอ’ ร่วมทางพรรคประชาชน