bg-single

การ ‘เซ็งลี้’, ‘ตลาดมืด’ และ ‘เศรษฐีสงคราม’ สมัยสงครามมหาเอเชียบูรพาในไทย (3)

23.10.2025

My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง

วิธีการ “เซ็งลี้”

เมื่อสงครามยืดเยื้อยาวนาน สินค้าเริ่มขาดแคลนทำให้ราคาสินค้าในไทยถีบตัวทะยานขึ้น บางมุมในพระนครครั้งนั้นกลายเป็น “ตลาดมืด” ของการจำหน่ายสินค้าหายากเหล่านั้นในราคาสูง เรียกกันสมัยนั้นว่า “เซ็งลี้”

การ “เซ็งลี้” เมื่อครั้งสงครามมี “ตลาด”หรือจุดนัดพบซื้อขายอยู่ตามร้านกาแฟ แถวโรงภาพยนตร์เฉลิมกรุง บนถนนเจริญกรุงอันเป็นศูนย์กลางของความเจริญในครั้งนั้น แทบไม่น่าเชื่อว่า แม้แต่ร้านไอศกรีมที่ปากซอยบำเพ็ญบุญ ถนนอุณากรรณ ก็ถูกใช้เป็นตลาดซื้อขายสินค้าหายาก

จากความทรงจำของคนร่วมสมัยบันทึกว่า ภายในร้านไอศกรีมมีโต๊ะกลมหินอ่อนอยู่ตรงกลาง ด้านซ้ายด้านขวาเป็นเก้าอี้มีพนักพิง พวกนักเซ็งลี้มักมาชุมนุมกันและชอบนั่งโต๊ะตรงกลางร้าน เพราะเป็นตำแหน่งนักเซ็งลี้เห็นใครไปใครมาได้สะดวก

โปสเตอร์โฆษณาชวนเชื่อสินค้านำเข้าจากญี่ปุ่นในสิงคโปร์ช่วงสงคราม เครดิตภาพ : David Ernest , Srinivasagam Chelliah

พอเวลาคล้อยไปสายหน่อยราว 9 นาฬิกา นักเซ็งลี้ต่างๆ ก็ทยอยกันมาทีละคน แต่ละคนต่างสั่งกาแฟดำร้อนแก้วหนึ่งราคา 5 สตางค์ แค่กาแฟแก้วเดียวนักเซ็งลี้นั่งรอพบปะเจรจาการค้ากับลูกค้ากันได้นานนับชั่วโมง ผู้ซื้อผู้ขายต่างคนต่างแจ้งให้ต่อกันว่า ใครต้องการสินค้าใด และใครมีสินค้าอะไรมาขาย (ลาวัณย์, 2536)

สินค้าที่เซ็งลี้กันช่วงสงครามเป็น “สินค้าที่ฮิตกันหนักหนาอยู่ในตลาดแถวร้านกาแฟเฉลิมกรุงก็คือ โซดาไฟ ตะปู น้ำตาลทรายขาวชนิดเม็ดโต เรียกว่าน้ำตาลทรายเบอร์ 26 ไม้ขีดไฟตราพญานาคเท่านั้น ตราอื่นคนไม่เอา แล้วก็มียางรถยนต์ขนาด 32 x 26 นิ้ว เรียกกันว่า ยางสามสิบสองคูณหกก็เป็นอันรู้กัน เข้าใจกัน ยางรถยนต์ยี่ห้อโยโกฮามา ยาเอ็มบี-693 สินค้าเหล่านี้แหละฮิตหนักหนา

พอใครสักคนเอ่ยปากขึ้นมาถึงของพวกนี้ อีก 5-6 คนที่นั่งร่วมโต๊ะจะพูดแทรกซ้อนขึ้นมาทันที อั๊วเอา-อั๊วมี บ้างก็จะซื้อบ้างก็จะขาย ทีนี้ก็จะมีการนัดเพื่อจะไปดูของว่ามีจริงหรือเปล่าเพราะพวกนักเซ็งลี้ถือว่าถ้าใครบอกขายของโดยไม่มีของให้ดูก็แปลว่ามือไม่แน่จริงเท่านั้น

ส่วนที่ต้องมีการนัดกันไปดูของนั้นก็เพื่อจะได้ไปบอกกันกับมือก่อนๆ อีกทีว่า จะมีคนซื้อแล้วนะของนั่นน่ะให้ช่วยไปบอกกันต่อไปเป็นทอดๆ จนถึงต้นตออีกด้วย การบอกกันอย่างนี้ บางทีบอกกันถึงสิบทอดแล้วไปๆ มาๆ ก็ไม่มีของจริงบ้าง หรือถึงมีจริงก็โยงกันจนหมดหนทางซื้อขายไปเลย” (ลาวัณย์, 2536)

ตัวอย่างร้านกาแฟออนล็อกหยุ่นมีโต๊ะหินอ่อนในร้าน เครดิตภาพ : ครูกุ๊กชวนชิม

การขยายตัวของการเซ็งลี้และการเพิ่มขึ้นของเศรษฐีสงครามทำให้ชีวิตประจำวันของชาวกรุงและคนไทยเดือดร้อนจากราคาสินค้าพุ่งสูง แม้รัฐบาลมีมาตรการทางกฎหมายเอาผิดลงโทษการกักตุนสินค้าและการเก็งกำไรต่อนักเซ็งลี้แล้วก็ตาม

ในช่วงสงคราม ไทยต้องประสบกับภาวะเงินเฟ้อทำให้ราคาสินค้าพุ่งขึ้นสูง เช่น ในช่วงก่อนสงคราม จักรยานราคาคันละ 30 บาท แต่พอสงครามเกิดขึ้นไม่นาน ราคาพุ่งขึ้นไปถึงคันละ 300 บาท (โกวิทย์ ตั้งตรงจิตร, 2556, 141) ทำให้เกิดการเซ็งลี้สินค้าหายากเหล่านี้ ดังที่ พล.อ.ต.บุญเลิศ สุทธิสำแดง เล่าว่า ครั้งหนึ่งในช่วงสงครามมีคนมาบอกขายจักรยานสามล้อ 1 คันแก่เขา ภริยาเขาอยากซื้อไว้เก็งกำไรบ้าง จึงนั่งสามล้อคันที่บอกขายไปหาเจ้าของสินค้าที่ถนนรองเมือง แต่ตกลงราคากันไม่ได้ (พล.อ.ต.บุญเลิศ สุทธิสำแดง, 2533, (14))

รถสามล้อถีบหน้าสถานีรถไฟหัวลำโพง

ยาควินินขาดแคลน

สรศัลย์ แพ่งสภา เล่าถึงความขาดแคลนยารักษาโรคช่วงสงครามว่า “หยูกยาเวชภัณฑ์แม้แต่โรงพยาบาลของรัฐก็ขาดแคลนและขาดมือ ประชาชีเจ็บไข้ได้ป่วย ต้องเสี่ยงดวงทางเดียว ราษฎรที่ถูกเกณฑ์แรงงานไปสร้างถนนสายชัยวิบูลย์ตอนที่จะย้ายเมืองหลวงจากกรุงเทพฯ ไปอยู่เพชรบูรณ์ เจ็บไข้ได้ป่วยกันมาก ส่วนใหญ่เป็นมาลาเรีย ว่ากันว่ามีการบังคับเข้าแถวรับยาควินินหรืออาเตบรินตามแต่จะมีขณะนั้น” ความขาดแคลนยาควินนินถึงระดับ “ต้องใช้ควินินเม็ดละลายน้ำ แบ่งกันกิน” กันเลยทีเดียว (สรศัลย์ แพ่งสภา, 2558,122,196)

นายพลนากามูระ แม่ทัพญี่ปุ่นในไทยเล่าว่า ท่ามกลางภาวะขาดแคลนสินค้า กองทัพญี่ปุ่นพยายามจำกัดการส่งสินค้าในชีวิตประจำวันแก่หน่วยทหารญี่ปุ่นลงเพื่อแบ่งปันสินค้าเหล่านั้นให้แก่ไทยโดยเฉพาะอย่างยาควินินว่า “ข้าพเจ้าได้มอบให้แก่รัฐบาลไทยพอสมควร” (นากามูระ, 2546, 52-53)

ประเก็บ คล่องตรวจโรค บันทึกว่า ยารักษามาเลเรีย เช่น ควินินและอาเตบริน (Atabrine)ขาดตลาดมาก เพราะพ่อค้ากักตุนยารักษาโรคเพื่อขายเอากำไรในตลาดมืดจนหมด ยาอาเตเบริน ราคาก่อนสงครามราคาเม็ดละเพียง 10 สตางค์เท่านั้น แต่ช่วงสงครามราคาขึ้นเป็นเม็ดละ 75 บาท เขาบันทึกว่า “ยาขึ้นราคายังกับทองคำ” (ประเก็บ, 2516, 215)

ในช่วงปลายสงคราม รัฐบาลเตรียมการย้ายเมืองหลวงไปยังเพชรบูรณ์ทำให้รัฐบาลระดมแรงงานจำนวนมากไปก่อสร้างเมืองหลวงใหม่ท่ามกลางป่าดง เมื่อคนงานเกิดการเจ็บป่วย แต่ยามีราคาพุ่งสูงมาก เล่ากัน “คนงานรับยาอมเข้าปากต่อหน้าหมอแล้ว พอคล้อยหลังยังคายออกมาขายต่อกันได้” (สรศัลย์, 112)

ทหารสหรัฐป่วยเป็นมาลาเรียที่นิวกีนี (2486) เครดิตภาพ : หจช.สหรัฐ

ยารักษากามโรคขาดตลาด

ยารักษากามโรคอันเป็นยาจำเป็นในการรักษาโรคของคนหนุ่มก็ขาดตลาดเช่นกัน “…ยาที่จำเป็นของสังคมคนหนุ่มก็ต้องเอ็มบี-693 และยาฉีดนีโอวัลวาร์ซาน (ผงสีเหลืองต้องผสมน้ำกลั่น) (Neosalvarsan) รักษาโรคที่ติดมาตอนไปเที่ยวซุกซน ส่วนเพนิซิลลิน ออริโอมัยซีน สมัยนั้นยังไม่รู้จัก” ทั้งนี้ ยาเอ็มบี-693 เป็นกลุ่มยาที่ใช้รักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น การติดเชื้อในระบบในทางเดินปัสสาวะ หลอดลมอักเสบ ดวงตาติดเชื้อ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นต้น

กล่าวได้ว่า ยารักษาโรคและยาฆ่าเชื้อที่จำเป็นขาดตลาดมากจนทำให้ “พ่อค้าบางคนมีเงินเป็นสิบๆ ล้านภายในไม่ถึงปี นายแพทย์หลายคนที่กักตุนยากลายเป็นเศรษฐีเงินหลายๆ ล้านตั้งคลินิกได้ใหญ่โตไปตามๆ กัน บรรดาผู้ที่กักตุนยานี้ พากันรวยอย่างมากบนความทุกข์ยากของประชาชนพลเมืองผู้จะต้องเจ็บไข้ก็ต้องเสียค่ายาแพงยิ่งกว่าชีวิตตนเองจะหาได้” (ประเก็บ, 2516, 216) ยารักษาโรคหายากมากถึงขนาดมีผู้เห็นว่า “ยาฝรั่งหายาก พวกควินิน ยาแก้โรคปอด หมอคนไหนหน้าเลือดก็กลายเป็นเศรษฐีสงครามไป” (พ.อ.หญิง สาณี อติแพทย์, 2548,72)

ครั้งนั้น คนไทยที่มีฐานะมักจะหาซื้อยารักษาโรคที่จำเป็นเก็บไว้ที่บ้านมากกว่าการหวังพึ่งพายาจากโรงพยาบาล เช่น ควินินรักษาไข้จับสั่น ยารักษาโรคบิด ไข้รากสาด ท้องร่วง และอาการอักเสบต่างๆ (สรศัลย์, 196-197)

ความขาดแคลนสินค้าในช่วงสงครามมิใช่แต่เพียงเครื่องอุปโภคบริโภคเท่านั้น แต่ยังรวมถึงยารักษาโรคมีความขาดแคลนเช่นกัน การเซ็งลี้ทำให้สินค้าจำเป็นและยามีราคาพุ่งสูง สภาพดังกล่าวทำให้คนไทยมีชีวิตอย่างยากลำบากและคนยากจนที่ไม่สามารถเข้าถึงยารักษาโรคได้ต้องเสียชีวิตไปเป็นจำนวนมากในช่วงสงคราม



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ไทยประกันชีวิต เดินหน้าโครงการ ‘เสริมโอกาส สร้างอาชีพ’ ปี 4 ประเดิมที่แรก APCD หนุนกลุ่มเปราะบาง
เรื่องต้องรู้ของฟุตบอลโลก 2026 ศึกเวิลด์คัพฉบับ ‘มหึมา’
ฉบับประจำวันที่ 12-18 มิ.ย. 2569 ฉบับที่ 2391
E-DUANG | ปรากฎการณ์ แบงค์ ศุภณัฐ ต่อเนื่อง มายัง โจ เบอร์สิบ
กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)