สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน
เมืองไหนที่ผ่านการวางแผนอย่างเป็นระบบ ชาวเมืองร่วมกันคิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ใช้พลังงานสะอาด พัฒนาขยายระบบขนส่งสาธารณะให้เข้าถึงได้ง่ายในราคาค่าโดยสารเหมาะสมไม่แพงเว่อร์จนกลายเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่าย รวมไปถึงการสร้างทางจักรยานและสนับสนุนให้ชาวเมืองปั่นสองล้อ เดินเท้าไปทำงาน เมืองนั้นๆ จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนและคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้นอย่างมาก
บริษัท โอลิเวอร์ไวมาน และมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ สหรัฐอเมริกา ร่วมกันศึกษาและจัดทำดัชนีความพร้อมการเดินทางในเมืองหรือ Urban Mobility Readiness Index (UMR) ประจำปี 2567เพื่อชี้วัดว่าเมืองไหนบ้างใน 70 เมืองทั่วโลกที่เข้าข่าย UMR ปรากฏว่าเมืองที่จัดอยู่ในอันดับต้นๆ ของโลก 20 อันดับแรกส่วนใหญ่อยู่ในทวีปอเมริกาและยุโรป ซีกเอเชีย จะมีเพียง 4 เมืองเท่านั้น ได้แก่ สิงคโปร์ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ฮ่องกง และกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น (ดูเพิ่มเติมในล้อมกรอบ)
ในตอนที่ 1-5 ได้นำเสนอแต่ละเมืองที่ติดอันดับต้นๆ ของดัชนีความพร้อมการเดินทางในเมืองไปแล้ว 17 เมืองด้วยกัน
สำหรับตอนที่ 6 นี้ขอนำรายละเอียดอีก 2 เมือง

กรุงโตเกียว เมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่น ได้ UMR index อันดับที่ 18 ผลการศึกษาสรุปภาพรวมระบบการขนส่งเดินทางใน “โตเกียว” ว่า มีประสิทธิภาพ ตรงเวลา ปลอดภัยสูง และมีให้เลือกหลากหลาย
ถ้าหากแยกย่อยเฉพาะดัชนีด้านการขนส่งสาธารณะกรุงโตเกียวอยู่ในท่ามกลางผู้นำการขนส่งสาธารณะของโลก
โครงข่ายระบบขนส่งทางรางในโตเกียวเชื่อมต่อกับรถเมล์ รถราง รถโมโนเรล และรถไฟความเร็วสูงสะดวกมาก สถานีใหญ่ๆ มีทางเชื่อมต่อกับห้างสรรพสินค้า แหล่งธุรกิจการค้า สถานีรถไฟหลายแห่งมีจุดเชื่อมระหว่างรถไฟใต้ดิน รถไฟบนดิน ชั้นใต้ดินมีร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อและร้านค้าเหมือนเดินอยู่ในเมืองใต้ดิน
เมื่อไม่กี่วันก่อน เพิ่งไปใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะในกรุงโตเกียวโดยเฉพาะทางเชื่อมที่เป็นทางเท้า บันไดเลื่อนในกรุงโตเกียว ยอมรับว่ายอดเยี่ยมมาก เริ่มตั้งแต่ออกจากสนามบินนาริตะ ลากกระเป๋าไปซื้อตั๋วรถไฟนาริตะเอ็กซ์เพรสวิ่งตรงไปยังสถานีโตเกียวใช้เวลาราวๆ 1 ชั่วโมง
ถึงสถานีโตเกียว ถ้าไม่อยากลากกระเป๋าพะรุงพะรัง ก็เอากระเป๋าไปเก็บที่ล็อกเกอร์ ซื้อตั๋วอัตโนมัติตั้งรหัสเสร็จก็เดินตัวปลิวไปหาของกินเล่นชั้นใต้ดิน
เมื่อถึงเวลาเดินทางต่อไปเมืองโอซากาก็กลับมาเอากระเป๋าไปขึ้นรถชินคันเซ็นที่อยู่ชั้นบนสุดของสถานีมุ่งหน้าไปเมืองโอซากา ระยะทาง 500 กิโลเมตร ค่าตั๋วจากโตเกียวถึงโอซากา 13,620 เยน หรือตกประมาณ 3,000บาท ใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมงครึ่ง
เป็นการขนส่งมวลชนที่สะดวกมากไม่ต้องเสียเวลารอเหมือนเดินทางไปขึ้นเครื่องบิน

เทียบระบบขนส่งมวลชนระหว่างโตเกียวกับกรุงเทพมหานคร ห่างชั้นชนิดไม่เห็นฝุ่น สถานีรถไฟฟ้าใน กทม.มีไม่กี่แห่งที่ขึ้นรถลงรถลากกระเป๋าเดินทางได้สะดวก แต่พื้นที่ทางเท้าเชื่อมต่อระหว่างสถานีกับชุมชน โรงแรมหรือที่พักในบริเวณใกล้ๆ กับสถานีมีน้อยมาก
อย่างรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ เชื่อมระหว่างสนามบินสุวรรณภูมิกับสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสและรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีน้ำเงิน หรือรถไฟฟ้าสายสีแดง ถ้าลงกลางทางที่สถานีทับช้างเพื่อจะต่อไปยังฝั่งถนนรามคำแหง การเชื่อมต่อสะดุดแหง็กลากกระเป๋าไปได้แค่สะพายลอยฝั่งถนนทางคู่ขนานมอเตอร์เวย์
ใครสูงวัยลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ๆ หมดสิทธิ์เพราะทางลงนั้นมีแค่บันไดเหล็กซึ่งชันมาก เมื่อหิ้วกระเป๋าลงมาถึงพื้นล่างก็จบแค่นั้น ไม่มีจุดเชื่อมต่อไม่มีทางเท้า ไม่มีรถเมล์ผ่าน รถแท็กซี่มีกะปริบกะปรอย ทางออกสุดท้ายต้องโทรศัพท์เรียกใช้บริการแกร็บ
สำหรับการเดินทางภายในเมืองของกรุงโตเกียววันนี้ แม้ว่าจะสะดวกสบายรวดเร็ว ปลอดภัยและเข้าถึงได้ง่าย แต่ผู้บริหารกรุงโตเกียวไม่หยุดนิ่งในการคิดวางแผนเพื่อให้ชาวเมืองเดินทางได้เร็วกว่าเดิม สะดวกกว่าเดิม
แผนที่ว่านั่นคือ การลงทุนสร้างทางรถไฟสายใหม่เชื่อมพื้นที่ริมฝั่งทะเลระหว่างเขตทสึกิจิ กับสถานีโตเกียว ใช้เงินลงทุนราว 500,000 ล้านเยน หรือราวๆ 1 แสนล้านบาท

“ทสึกิจิ” เคยเป็นที่ตั้งตลาดปลาใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ปัจจุบันย้ายไปอยู่ที่เขตโตโยสุ ส่วนตลาดทสึกิจินั้นทางผู้บริหารกรุงโตเกียววางแผนพัฒนาพื้นที่ให้เป็นสนามกีฬาขนาด 50,000 ที่นั่ง และศูนย์กลางด้านชีววิทยาศาสตร์ (life sciences hub)
เส้นทางรถไฟสายใหม่ ระยะทาง 6 กิโลเมตร จะมีสถานีทั้งหมด 7 แห่ง เป้าหมายการสร้างเส้นทางนี้นอกจากไปขนส่งผู้โดยสารจากในกรุงโตเกียวไปยังสเตเดียมแห่งใหม่แล้ว ยังรองรับผู้พักอาศัยที่อยู่ในฮับชีววิทยาศาสตร์และพื้นที่ตลอดเส้นทางรถไฟอีกราว 20,000 คน
กรุงโตเกียวมีประชากรราว 14 ล้านคน ผู้บริหารเมืองมุ่งมั่นจะทำให้กรุงโตเกียวเป็นศูนย์กลางของความทันสมัย ให้ชาวเมืองอยู่อย่างมีความสุข เป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรม เทคโนโลยีใหม่ๆ มีสถาบันการศึกษาที่ยอดเยี่ยม เป็นแหล่งสตาร์ตอัพ สนับสนุนเงินทุนเพื่อสร้างสรรค์ธุรกิจให้เติบโตทั้งในท้องถิ่นและระดับนานาชาติ
เมื่อปีที่แล้ว กรุงโตเกียวเพิ่งจัดงาน Sustainable High City Tech Tokyo หรือเมืองแห่งไฮเทคยั่งยืน เป็นงานที่ดึงนักคิด นักประดิษฐ์ นักซอฟต์แวร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านไฮเทคในสาขาต่างๆ มาเสนอแนวคิดและผลงานใหม่ๆ

ดัชนีความพร้อมการเดินทางภายในเมืองอันดับ 19 ได้แก่ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย
ประชากรในเมืองนี้มีราว 2 ล้านคน แต่ระบบการขนส่งมวลชนยอดเยี่ยมมาก ที่นั่งสะอาด ตรงเวลา ทั้งรถราง รถไฟใต้ดินบนดิน รถเมล์มีทั้งหมด 131 สาย รถราง 29 สาย รถไฟใต้ดิน 5 สาย และยังมีแผนขยายเส้นทางรถไฟไปยังหัวเมืองอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้คนเดินทางได้โดยสะดวกรวดเร็วกว่าเดิม
โครงข่ายการเดินทางในกรุงเวียนนา วางแผนมาไม่น้อยกว่า 120 ปี รถเมล์ รถราง และรถไฟเชื่อมต่อเพื่อให้ชาวเมืองใช้บริการได้รวดเร็ว สะดวก ประหยัดเงิน ประหยัดเวลา และลดการปล่อยก๊าซพิษ
ผู้บริหารกรุงเวียนนาสนับสนุนแนวทางการเดินเท้าและปั่นจักรยาน การขนส่งมวลชนเป็นหลัก มีพื้นที่ที่ปลอดรถยนต์ ทางเดินเท้ากว้างและเชื่อมต่อกับชุมชนต่างๆ ผู้คนจะเลือกเดินหรือปั่นจักรยานบนทางเท้านี้ได้เพราะเป็นทางร่วม
รถเมล์ในกรุงเวียนนาเป็นรถที่ปล่อยควันพิษน้อยมากหรือเกือบเป็นศูนย์ก็ว่าได้ เนื่องจากผู้บริหารเมืองสนับสนุนเงินทุนในโครงการการขนส่งปลอดควันพิษ (Zero Emission Transport) นำไปซื้อรถเมล์และรถซิตี้ทัวร์ขับเคลื่อนระบบไฟฟ้าเพื่อใช้วิ่งบริการในเมืองหลวง และมีแผนจะนำรถบัสใช้พลังงานไฮโดรเจนมาใช้บริการราวๆ ปี 2569
ตั๋วโดยสารรายปีที่คิดราคาเพียง 365 ยูโร นับได้ว่าถูกมากเพราะถัวเฉลี่ยค่าใช้จ่ายในการเดินทางต่อวัน 1 ยูโร หรือ 37.80 บาท (อัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน)
ถ้าเปรียบรายได้ของชาวเวียนนา เฉลี่ยเดือนละ 1แสนบาท นับได้ว่าค่าตั๋วรถโดยสารถูกสุดสุด
ตรงกันข้ามกับตั๋วรถไฟฟ้าในกรุงเทพมหานคร แพงโหดสุดสุด ถ้าใครมีบ้านอยู่แยกบางกะปิ จะนั่งรถไฟฟ้าไปทำงานที่อนุสาวรีย์ชัยฯ ต้องต่อ 2 สาย สายแรก สายสีเหลืองหรือเก๊กฮวย ไปลงสถานีลาดพร้าว เดินไปขึ้นบีทีเอสที่แยกลาดพร้าว ค่าตั๋วเที่ยวเดียวรวมแล้ว 80 บาท ไปกลับ 160 บาท แพงกว่าตั๋วของเวียนนากี่เท่าตัวคิดกันเอาเอง แต่เงินเดือนของคนกรุงถัวเฉลี่ยเดือนละ 25,000-30,000 บาทหรือวันละ 800-1,000 บาท
กล่าวได้ว่าระบบขนส่งมวลชนของไทยต่ำชั้นโดยแท้ เพราะราคาค่าโดยสารด้านการขนส่งมวลชนแพงมากไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพของคนไทย
สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริหารเมืองไม่มองมิติด้านบริการสาธารณะ แต่คิดแค่มุมธุรกิจจึงกลายเป็นการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคและเอื้อประโยชน์ให้นายทุนมากกว่าผลประโยชน์ของส่วนรวม

เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
