บทความเทศมองไทย
รีเบคกา รูต ผู้สื่อข่าวของ เดอะ การ์เดียน เขียนรายงานว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับค่ายผู้ลี้ภัยชาวเมียนมา ตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา เผยแพร่ออกมาเมื่อ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา ท่ามกลางกระแสการตัดงบประมาณช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา และปัญหาการขาดแคลนแรงงานในประเทศไทย
รีเบคกาบอกว่า สิ่งที่ทางการไทยตัดสินใจทำเพื่อแก้ปัญหาทั้งสองประการนั้น กลายเป็นการตัดสินใจที่เป็น “แบบอย่าง” ในการแก้ปัญหาผู้ลี้ภัยของทั้งโลก เมื่อทางการไทยตัดสินใจ อนุญาตให้บรรดาผู้ลี้ภัยกว่า 87,000 คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัย 9 แห่งตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา สามารถออกจากค่ายมาทำงานในประเทศได้ เพื่อให้สามารถพึ่งพาตัวเองได้ แทนที่จะรอคอยอาหารและความช่วยเหลือจากต่างประเทศอยู่ถ่ายเดียวเหมือนที่เคยเป็นมา
รีเบคกาบอกว่า สาเหตุที่ทำให้ไทยตัดสินใจเลือกแนวทางใหม่ในการจัดการผู้ลี้ภัยในครั้งนี้ เป็นเพราะความช่วยเหลือจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกาหดลงจนแทบไม่เหลือ
ในขณะเดียวกับที่การเกิดปัญหาขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้เกิดปัญหาขาดแคลนแรงงานขึ้นในประเทศ
แทมมี่ ชาร์ป ผู้แทนของสำนักข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) ประจำประเทศไทย ระบุว่า การตัดสินใจดังกล่าวถือเป็น “จุดเปลี่ยน” ครั้งสำคัญ
“บอกไม่ถูกเลยว่าเราตื่นเต้นยินดีกับสิ่งนี้แค่ไหน ผู้ลี้ภัยเหล่านี้ในที่สุดก็สามารถช่วยเหลือตัวเองและครอบครัวได้ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่นให้ดีขึ้นด้วยการเพิ่มการบริโภค ช่วยให้เกิดการสร้างงานเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเท่ากับเป็นการเพิ่มอัตราการขยายตัวของจีดีพีของประเทศและเพิ่มขีดความสามารถทางเศรษฐกิจพร้อมกันไปด้วย” แทมมี่ ชาร์ป ระบุ
ผู้เขียนระบุว่า บรรดาผู้ลี้ภัยภายในค่ายต่างๆ ก็ดีใจไปกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่แพ้กัน บเวย์ เซย์ ผู้ลี้ภัยที่เป็นเลขาธิการของกลุ่มผู้ลี้ภัยชาวกะเหรี่ยงบอกว่า การได้รับอนุญาตให้ออกไปทำงานนอกค่ายได้ เป็นเรื่อง “ดี ดีมากๆ” เขาบอกว่า “ผู้ลี้ภัยจำเป็นต้องยืนด้วยลำแข้งของตัวเอง เพราะเท่าที่พวกเรามีในค่ายนั้นแทบไม่พอ แค่พอประทังชีวิตพวกที่เปราะบางที่สุดได้ แต่ไม่พอสำหรับคนส่วนใหญ่ ที่ไม่มีอะไรติดตัวอยู่เลย”
แต่ความยินดีก็มีความกังวลติดตามมา บเวย์ เซย์ บอกว่า ข้อมูลที่ได้ยังไม่ชัดเจนนัก และหลายคนในค่ายก็เป็นกังวลเพราะพูดไทยไม่ได้ หรืออาจบางทีพวกเขาไม่รู้ว่า ภาษาไทยจำเป็นหรือไม่สำหรับการทำงานข้างนอก “พวกเขากังวลกันหลายอย่าง อย่างเช่น ถ้าเกิดปัญหาขึ้น จะแก้ปัญหา (ในการทำงาน) กันอย่างไร”
รีเบคกาบอกว่า แนวทางการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เป็นเรื่องที่สหประชาชาติและคณะกรรมการเพื่อการช่วยเหลือระหว่างประเทศ (ไออาร์ซี) รวมทั้งหน่วยงานเพื่อการช่วยเหลืออื่นๆ เรียกร้องกันมานานแล้ว แต่ทางการไทยยืนกรานไม่ดำเนินการ เพราะเกรงจะเกิดปัญหาต่อต้านจากสังคม และจะยิ่งเป็นตัวดึงดูดให้ผู้ลี้ภัยหลั่งไหลเข้ามาเพิ่มมากยิ่งขึ้น เพราะจนถึงขณะนี้ เมียนมาก็ยังเป็นประเทศแห่งสงครามกลางเมืองอยู่ดี
เลออน เดอ รีดแมตเทล ผู้อำนวยการ เดอะ บอร์เดอร์ คอนซอร์เตียม (ทีบีซี) หัวเรือใหญ่ในการจัดหาอาหารให้กับชาวค่ายผู้ลี้ภัยทั้งหลาย บอกว่าการตัดงบประมาณเพื่อการช่วยเหลือของ โดนัลด์ ทรัมป์ กลายเป็นปัญหาใหญ่ “ทางการไทยเข้าใจดีว่า ไม่มีรัฐบาลประเทศอื่นเต็มใจเข้ามาทำหน้าที่แทนสหรัฐ ทางการไทยเองก็ทำแทนไม่ได้เช่นเดียวกัน” นั่นเป็นที่มาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
โดยกระทรวงแรงงานเน้นว่า “เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ไทยต้องแบกรับภาระตามลำพัง และสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนไปในตัว”
รีเบคการะบุว่า เมื่อเดือนกรกฎาคม แรงงานชาวกัมพูชา 520,000 คน แห่กันกลับประเทศหลังเกิดการปะทะกันขึ้นตามแนวชายแดน แรงงานเหล่านี้คิดเป็นสัดส่วนราว 12 เปอร์เซ็นต์ของประชากรวัยแรงงานในไทยทั้งหมด โดยส่วนใหญ่แล้วมักถูกว่าจ้างอยู่ในอุตสาหกรรมการเกษตร ประมง โรงงานการผลิตต่างๆ และการก่อสร้าง
โรยทราย วงศ์สุบรรณ ที่ปรึกษาการรณรงค์นโยบายเพื่อเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติแห่งประเทศไทย บอกว่า ทางการไทยควรตัดสินใจอย่างนี้มานานแล้ว ครั้งนี้มีแรงกดดันหลายระลอกโถมเข้ามาเลยทำให้ไทยกลายเป็น “ผู้นำในการบริหารจัดการประชากรพลัดถิ่น” ของโลกไปโดยปริยาย
เธอย้ำด้วยว่า สาธารณชนไทยอาจเคยมองว่า ผู้ลี้ภัยคือภาระมาก่อนหน้านี้ แต่ในตอนนี้คนในสังคมมีปฏิกิริยาในเชิงบวกมากกว่าเดิมแล้ว
แทมมี่ ชาร์ป ระบุว่า ผู้ลี้ภัยที่ต้องการทำงานจะต้องสมัครเพื่อขอรับใบอนุญาต ต้องผ่านการตรวจคัดกรองด้านสุขภาพ โดยที่เจ้าหน้าที่ประจำค่ายจะเป็นผู้ประเมินผู้ที่จะทำหน้าที่นายจ้างไปด้วยเช่นกัน ตำแหน่งงานจำนวนมากจะเป็นการทำงานในฟาร์มหรือไม่ก็โรงงาน ชาร์ปบอกว่า ถึงกับมีนายจ้างเดินทางไปเยี่ยมค่ายกันบ้างแล้ว ในขณะที่ทางการไทยก็จัดให้มีการตรวจสุขภาพและจัดเทศกาลหางานขึ้นในค่ายกันแล้วก็มี ประเมินกันว่า มีแรงงานจากค่ายที่สามารถผ่านกระบวนการออกไปทำงานภายนอกได้ราว 42,600 คน
มีหลายคนมากในจำนวนนี้ที่นี่คือการออกจากค่ายเป็นครั้งแรก และมีน้อยมากที่พูดไทยได้ ปัญหาจึงอาจเกิดขึ้นตามมา แต่แทมมี่ ชาร์ป ระบุว่า จะมีกลไกแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นแบบ “เรียลไทม์”
เดอ รีดแมตเทน คาดว่าจะเกิดปัญหากระทบกระทั่งกันขึ้นบ้างเช่นกัน เพราะสิ่งใหม่ๆ มักเกิดการเซอร์ไพรส์และยุ่งยากขึ้นตามมา แต่ตราบใดที่ทางการ, องค์กรสวัสดิการและแรงงานผู้ลี้ภัยเองทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด
“เรื่องดีๆ นี้ก็สามารถสำเร็จได้แน่นอน”
