‘กนกรัตน์ เลิศชูสกุล’ เจาะลึก ‘ม็อบเจนซี’ ทั่วโลก บอกอะไรสังคมไทย?
เปลี่ยนผ่าน | ทีมข่าวการเมือง มติชนทีวี
‘กนกรัตน์ เลิศชูสกุล’ เจาะลึก
‘ม็อบเจนซี’ ทั่วโลก บอกอะไรสังคมไทย?
หมายเหตุ เนื้อหาบทสนทนาบางส่วนระหว่าง “รศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล” คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับ “ใบตองแห้ง-อธึกกิต แสวงสุข” ในรายการ “ประชาธิปไตยสองสี” ทางช่องยูทูบมติชนทีวี
ใบตองแห้ง : ระยะนี้ กลายเป็นว่าทั่วโลกเกิดการเคลื่อนไหวของ “คนเจนซี” (Gen Z) ที่มีผลล้มรัฐบาล ปรากฏการณ์เหล่านี้มันมาเต็มไปหมด แต่ของประเทศเขาประสบความสำเร็จ สิ่งที่เกิดขึ้นมันคืออะไร?
กนกรัตน์ : หลายคนอาจจะบอกว่าเรามาให้ความสำคัญกับ “คนเจนซี” มากเกินไปหรือเปล่า? หรือจริงๆ แล้ว เราไปมองข้ามการปฏิวัติชนชั้นกรรมาชีพ? แต่ว่าในศตวรรษที่ 21 นี่เป็นระลอกที่สี่แล้ว ที่เราเห็นการเติบโตขึ้นของคนรุ่นใหม่ ไม่ได้เกิดประเทศเดียว เกิดทั่วโลก
ระลอกแรกเราเห็นตั้งแต่ต้นศตวรรษ ตอนช่วงซีแอตเติล (การประท้วงระบบเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์) หรืออย่างขบวนการสิ่งแวดล้อม หลังจากนั้นพอ (ทศวรรษ) 2010 อาหรับสปริง ฮ่องกง พอถึง (ทศวรรษ) 2020 เราเห็นเลย ไทย ศรีลังกา เมียนมา บังกลาเทศ
อันนี้ (การเคลื่อนไหวของคนเจนซียุคปัจจุบัน) เป็นระลอกที่สี่แล้ว และระลอกนี้ไม่ใช่แค่ 2-3 ประเทศแบบเดิม เขาเรียกว่าเป็น “เอเชียนสปริง” “ลาตินอเมริกาสปริง” เพราะเราไล่ดูเลยนะ มีตั้งแต่ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เนปาล ติมอร์ตะวันออก เปรู บราซิล อินเดีย มาดากัสการ์ มันหลายประเทศมาก
ดิฉันได้ข้อสรุปสั้นๆ อย่างนี้ว่า (ประเทศเหล่านี้) เป็นประเทศที่ “มวลชนคนรุ่นใหม่” เป็น “คนส่วนใหญ่” ในประเทศ ไม่ได้เป็นแบบสามระลอกแรกด้วย
เปรู คนอายุต่ำกว่า 35 ปี มี 61 เปอร์เซ็นต์ อินโดฯ 66 เปอร์เซ็นต์ เนปาล 67 เปอร์เซ็นต์ ติมอร์ฯ 70 เปอร์เซ็นต์ อินเดีย 64 เปอร์เซ็นต์ มาดากัสการ์ คนอายุต่ำกว่า 35 ปี มี 74 เปอร์เซ็นต์
คือ (คนรุ่นใหม่) มันเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ แล้วคนเหล่านี้เป็น “ชนชั้นผู้ทุกข์ทน-ชนชั้นผู้ทุกข์ยาก” ต่อความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ (proletariat) เหมือนที่แต่ก่อนฝ่ายซ้ายใช้เรียกชนชั้นกรรมาชีพ
(ฝ่ายซ้ายยุคก่อน) เขาจะเรียกชนชั้นผู้ทุกข์ยากว่าเป็นคนชั้นล่าง แต่ปัจจุบัน คนชนชั้นล่างมันคือ “คนรุ่นใหม่” เพราะเป็นคนส่วนใหญ่ในประเทศที่เติบโตท่ามกลาง “สี่เงื่อนไข”
หนึ่ง คือเป็น “ทุนนิยมเทคโนโลยี” หรือที่มีหนังสือเขียนเรื่อง “ศักดินาเทคโนโลยี”
สอง พวกเขาเติบโตในระเบียบทางเศรษฐกิจที่มีความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐ ซึ่งทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกเละเทะไปหมด
สาม ก็คือว่าคนรุ่นนี้เติบโตมาในระบอบ “หลังประชาธิปไตย” ของระลอกที่สาม เป็นระบอบ “พวกพ้องจับมือ” (grand coalition) ระหว่างปีกฝ่ายซ้าย ปีกก้าวหน้าที่มาจากการเลือกตั้ง กับปีกอนุรักษนิยมเก่า
ไปดูเลย อินโดนีเซีย โจโกวีกับปราโบโว คือคนที่มาจากการเลือกตั้งกับลูกเขยเผด็จการซูฮาร์โต เนปาล รัฐบาลที่ถูกล้มไปคือพรรคเหมาอิสต์ ซึ่งล้มกษัตริย์เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว และปัจจุบันกลายเป็น “ระบบเครือญาติ”
ติมอร์ตะวันออก ระบอบการปกครองโดยอดีตคณะปฏิวัติที่ต่อสู้เพื่อเอกราชกับอินโดนีเซีย แต่ปัจจุบันก็คือ “ระบบเครือญาติ” หัวหน้าเผ่าที่เคยเป็นนักรบ คือมันกลายเป็นระบบเครือญาติที่ขึ้นมาทำหน้าที่ในชนชั้นปกครอง
นึกถึงมาดากัสการ์ ผู้นำเขาเป็นใคร? เป็นอดีตแกนนำนักศึกษาที่ล้มรัฐบาลก่อนหน้านี้เมื่อปี 2009 แต่พอมาเป็นรัฐบาลปุ๊บ ไม่สามารถบริหารได้ เลยจับมือกับฝั่งอนุรักษนิยม
เพราะฉะนั้น มันทำให้คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ที่เผชิญปัญหาเศรษฐกิจแบบนี้ เป็นชนชั้นผู้ทุกข์ยาก รู้สึกว่าไอ้ระบอบที่เป็นอยู่ ไม่ว่าจะ “ซ้าย” หรือ “ขวา” มันทำให้พวกเขาไม่เชื่อใจ แล้วมันไม่มีทางออก
เพราะถ้ายังมีพรรคฝ่ายก้าวหน้าที่รองรับพวกเขา มันไม่ออกมาเป็นม็อบใหญ่ขนาดนี้ แต่พรรคการเมืองฝ่ายก้าวหน้าก็ไปจับมือกับฝ่ายอนุรักษนิยม
บทเรียนแบบนี้สังคมไทยต้องเรียนรู้ว่า การจับมือข้ามขั้วอาจจะทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึก “ไม่มีทางเลือก-ไม่มีทางออก” เพราะท้ายที่สุด การจับมือแบบนั้นมันทำให้เขารู้สึกว่า ฝันที่เขาเคยต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงในอดีตกับพรรคของคุณ มันนำไปสู่การจับมือข้ามขั้วที่ทำให้เขารู้สึกไม่มีทางเลือกเลย จนมันต้องระเบิดออกมาเป็นการชุมนุม
อย่างสุดท้าย มันคือ “ระบอบคนแก่” เหมือนอาหรับสปริง (รัฐบาลในประเทศเหล่านั้น) ส่วนใหญ่เป็นพรรคคนแก่ แม้แต่พรรคเหมาอิสต์ก็ตาม ไม่รู้ว่าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
ดูตัวอย่างเช่นเนปาล ฟางเส้นสุดท้ายคือไปปิดแอพพลิเคชั่น 20 กว่าแอพฯ ซึ่งฟังดูเหมือนเด็กพวกนี้ติดโซเชียลมีเดียจนมาล้มรัฐบาล ไม่ใช่ เศรษฐกิจเนปาลมันแย่มาก คนรุ่นใหม่ค้าขายออนไลน์เป็นหลัก พอคุณปิดแอพฯ ปุ๊บ พวกเขาไม่มีช่องทางทำมาหากิน คือรัฐมันโบราณจนไม่เข้าใจว่าโลกมันเปลี่ยนไปขนาดไหน
บทเรียนเหล่านี้บอกอะไรกับเรา? มันบอกกับเราว่าการเมืองในโลกยุคปัจจุบัน ถ้าเราถามว่าใครคือ “มวลชนผู้ทุกข์ยาก”? เราปฏิเสธไม่ได้ว่าคือ “คนรุ่นใหม่” ในโลกเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
คนรุ่นเก่าแม้แต่ในไทยก็ตาม โตมาตอนเศรษฐกิจบูม เพราะฉะนั้น มันจะมีฐานรองรับบางอย่าง คนรุ่นใหม่เนี่ย แม้คุณจะทำงานในเทคฯ (บริษัทเทคโนโลยี) ซึ่งบอกว่าค่าตอบแทนสูงที่สุด (แต่) ไม่มีความมั่นคง บริษัทยูนิคอร์น-สตาร์ตอัพพวกนี้ จ้างงานแบบ “แรงงานทาส” ทั้งนั้น
ในแง่นี้ การจ้างงานแบบใหม่มันทำให้ “มวลชนคนรุ่นใหม่” กลายเป็น “ชนชั้นผู้ทุกข์ยาก” ไปแล้ว
สอง คุณจะเห็นเลยว่าการชุมนุมรอบนี้เป็น “การชุมนุมออนไลน์” ทุกประเทศ เหมือนกับ “ขบวนการ 2563” ของไทยเลย แล้วเขาก็ตื่นเต้นกันมาก เพราะเทคโนโลยีระบบอินเตอร์เน็ตในประเทศเหล่านี้ ซึ่งเป็นประเทศด้อยพัฒนาหรือกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ เพิ่งจะดี
มันก็เลยเป็นช่องทางที่รัฐเองไม่รู้จัก แต่หลังจากนี้ไป รัฐจะปรับตัว เพราะฉะนั้น ชัยชนะที่บางประเทศมี หรือไม่มีก็ตาม หลังการชุมนุม มันจะเป็นสิ่งที่สำคัญมาก
หลังการชุมนุมในอาหรับสปริง หรือการชุมนุมระลอกนี้ในหลากหลายประเทศ ผลลัพธ์ที่ตามมาไม่ได้ดีทุกประเทศ เราอาจจะเห็นว่าในเนปาล ล้มรัฐบาลได้ (ผู้นำเก่า) หนีออกนอกประเทศ เผาสภา มาดากัสการ์ ประธานาธิบดีหนีออกนอกประเทศ
แต่ปัญหาก็คือคนรุ่นใหม่ที่เคลื่อนไหวตามกระแสออนไลน์ ไม่มี “การจัดตั้ง” ไม่มีการทำงานเชิงความคิดในระยะยาว ผลที่ตามมาก็คือว่า แล้วหลังชัยชนะคืออะไร?
ในประเทศไทยยังโชคดี ที่ไม่ว่าม็อบ 2563 จะชนะหรือแพ้ แต่มันมีพรรคการเมืองที่เป็นปีกประชาธิปไตยรองรับคนเหล่านี้ รองรับความหวัง มันมีพื้นที่ในการต่อสู้
ไปดูเนปาล ตอนนี้หนึ่งในกระแสที่ต่อต้านรัฐบาลเหมาอิสต์คือกระแสกษัตริย์ที่อยากจะกลับมา หรือในมาดากัสการ์ หลังจากประธานาธิบดีที่เป็นอดีตแกนนำนักศึกษาปีกประชาธิปไตย ตอนนี้ ผู้นำคนใหม่น่าจะเป็นทหาร
สิ่งที่เราเรียนรู้ก็คือ การลุกขึ้นมาของ “ม็อบเจนซี” มันบอกเราว่า สังคมมีปัญหากับการจับมือระหว่างปีกอนุรักษนิยมกับอดีตปีกก้าวหน้าที่เคยชนะ
แต่เราต้องทำความเข้าใจว่า หลังชัยชนะของม็อบเหล่านี้ การทำงานทางความคิด การทำงานในการเกาะเกี่ยวคนที่เคยเป็นปีกพลังประชาธิปไตย ที่เป็นผู้คนตัวเล็กๆ ที่กระจัดกระจายอยู่ มันต้องมีการจัดการที่ไปไกลกว่าการทำงานรณรงค์ทางการเมืองแบบกระแสเท่านั้น
